หลังจากฉากเปลี่ยนไป ภาพตรงหน้าก็กลับมาชัดเจนอีกครั้ง เซี่ยฮุยพบว่าตอนนี้เขานอนอยู่ในแคปซูล
เมื่อมองดูเวลา ตอนนี้เป็เวลา 17.30 น. แล้ว
ใช้เวลาไป 2 ชั่วโมง 30 นาที เขาเหลือบมองรายชื่อที่ถูกจัดอันดับ
จู่ ๆ ก็มีคำว่า “เชี้ย” ผุดขึ้นมาในใจเป็พันครั้ง คำสบถเ่าั้ก่อตัวรวมกันจนเกิดเป็ตัวอักษรสองพยางค์ใหญ่ ๆ –––––
ซวยแล้ว!
ถ้าหากเป็ไปได้เขาไม่อยากเปิดประตูออกไปเลย
นอนอยู่ในนี้ได้ตลอดไปก็คงจะดี!
“ฉึบ~”
เสียงเบา ๆ ดังขึ้นพร้อมกับประตูแคปซูลที่ถูกเปิดออกแบบอัตโนมัติ
วินาทีต่อมาเซี่ยฮุยก็หันไปเห็นหลี่ต้าป้าวที่กำลังยืนอยู่ด้านนอก เขายืนมองด้วยสีหน้าตกตะลึงราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น
“ไอ้หนู นายเจ๋งจริง ๆ”
หลี่ต้าป้าวรู้สึกใเป็อย่างมาก อันที่จริงเขาแทบไม่ได้เห็นเด็กนักเรียนคนนี้อยู่ในสายตาเลย ถ้าหากเขาเข้าสู่ขอบเขตพิเศษได้จริง ๆ ก็คงจะอยู่ขั้น 3 เป็อย่างต่ำ
ไม่เพียงแค่นี้ เขายังแอบรู้สึกว่าเด็กคนนี้ยังมีความแข็งแกร่งซ่อนอยู่ในตัวเองด้วย
หลี่ต้าป้าวเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตพิเศษขั้น 7 ตอนที่เซี่ยฮุยเอาชนะคู่ต่อสู้ครบ 19 สนาม เขาก็เริ่มสนใจเด็กนักเรียนคนนี้ขึ้นมา
ดังนั้นเขาจึงเห็นั้แ่แรกว่านอกจากสองสนามสุดท้าย เซี่ยฮุยไม่ได้เปิดใช้ความแข็งแกร่งของเขาเท่าไหร่นัก
ตอนที่เขาสู้กับเฉียนตัวตัวสนามก่อนหน้านี้ แม้ว่าจะปล่อยความแข็งแกร่งของตัวเองออกมา แต่พลังที่มีก็ไม่ใช่พลังจากขอบเขตพิเศษ
ถ้าหากไม่ใช่เพราะมีเจี่ยปิงอวี่ปรากฏตัวในสนามสุดท้าย เซี่ยฮุยก็คงจะซ่อนความสามารถของตัวเองต่อไป
“อาจารย์หลี่”
เซี่ยฮุยลุกขึ้นมาจากแคปซูล เขาไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร
หลี่ต้าป้าวมองเซี่ยฮุยที่ยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสน เซี่ยฮุยเดินมาถึงจุดนี้โดยที่ใช้เวลาเพียงแค่สองเดือนเท่านั้น
“นี่คือใบรับรอง”
ในที่สุดยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยปากถามอะไร หลี่ต้าป้าวก็ยื่นอะไรบางอย่างที่คล้ายกับตราสัญลักษณ์ให้เขา ้านั้นมีคำว่า “武 (ยุทธ์) ” ขนาดใหญ่แกะสลักอยู่บนนั้น
“อย่าทำหายล่ะ”
พูดจบหลี่ต้าป้าวก็หมุนตัวเดินออกไป
เซี่ยฮุยมองตามแผ่นหลังของเขาด้วยความรู้สึกสับสน
ท่าทางของหลี่ต้าป้าวก่อนหน้านี้ราวกับอยากถามหาเหตุผลว่าทำไมเขาถึงฝึกยุทธ์ได้รวดเร็วถึงขั้นนี้ แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุอะไรจู่ ๆ อีกฝ่ายถึงเปลี่ยนใจไม่ถามเขา ดังนั้นคำตอบที่เซี่ยฮุยเตรียมไว้จึงไม่ได้ถูกพูดออกไป
เขาส่ายหน้าเบา ๆ และหยุดคิดเกี่ยวกับเื่นี้ เขาก้มมองใบรับรองที่อยู่ในมือของเขาก่อนจะกำมันไว้ในฝ่ามือ
“สอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้...ฉันมาแล้ว!”
……
ตอนนี้ใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว อากาศด้านนอกยังคงร้อนผ่าว
พระอาทิตย์ที่ร้อนระอุค่อย ๆ ลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก แต่ความร้อนยังคงแผ่กระจายไปทั่วผืนปฐี
“ฟู่...ร้อนชะมัดเลย”
เซี่ยฮุยเดินออกจากโรงเรียนไปพลางก็บ่นไปพลาง
นี่ยังไม่ถึงวันซานฝู (่ที่อากาศร้อนที่สุดในรอบหนึ่งปี) ยังร้อนขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าหลังจากนี้จะร้อนตับแตกขนาดไหน
แต่หลังจากที่เขาได้เข้าร่วมการทดสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ เขาก็ต้องเดินทางไปที่เมืองหลวงทางตอนใต้แล้ว
ได้ยินมาว่าที่นั่นอากาศดีมาก ทั้งสี่ฤดูเปรียบเสมือนฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปี
เซี่ยฮุยแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่ร้อนผ่าว เขานึกถึงเจี่ยปิงอวี่ที่เพิ่งเจอกันเมื่อไม่นานมานี้ ถ้าหากมีเธออยู่ที่นี่ด้วย บรรยากาศรอบตัวคงเย็นสบายมากแน่ ๆ เลย
ระหว่างที่กำลังคิดถึงเื่นี้ จู่ ๆ เขาก็รู้สึกถึงความเย็นปะทะเข้ากับร่างของเขาจากทางด้านหน้า
จู่ ๆ เขาก็แอบรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีที่ผุดขึ้นมา ขณะหันไปมองตามความรู้สึก
ห่างออกไปไม่ไกล มีเงาของใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น
จะเป็ใครได้อีกล่ะถ้าไม่ใช่เจี่ยปิงอวี่?
เมื่อเห็นเจี่ยปิงอวี่ยืนอยู่ตรงนั้น เขาก็รู้สึกได้ถึงความเย็นะเืที่แผ่กระจายอยู่รอบ ๆ ดวงตาที่เ็าของเธอจ้องมองมาที่เขา
เซี่ยฮุยรู้สึกเย็นวาบไปทั้งใจ อีกทั้งยังพร่ำบ่นภายในใจว่าความยุ่งยากมาหาเขาถึงที่แล้วสินะ
เซี่ยฮุยยังไม่หยุดเดิน เขายังคงเดินไปตามทางอย่างช้า ๆ
เพียงไม่นานระยะห่างของทั้งสองก็อยู่ห่างจากกันไม่ถึงครึ่งเมตร
เซี่ยฮุยเดินออกมานอกโรงเรียน และตั้งใจที่จะเดินผ่านเธอไปด้วยท่าทางมุ่งมั่น
แต่ความพยายามของเขาล้มเหลว
“เซี่ยฮุย ฉันมีเื่อยากคุยด้วย”
เมื่อเห็นว่าเซี่ยฮุยกำลังจะเดินผ่านเธอไป เจี่ยปิงอวี่ก็เอ่ยปากเรียกเขาไว้
“มีอะไรเหรอ?”
แม้ว่าภายในใจของเขาอยากจะออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่ในเมื่อเธอเรียกไว้ขนาดนี้เขาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากหยุดเดิน และหันไปถามเธอด้วยท่าทางใสซื่อ
“พวกเราไปคุยกันที่อื่นได้ไหม?”
“อื้อ”
เซี่ยฮุยแอบครุ่นคิดเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเจี่ยปิงอวี่้าจะพูดอะไรกับเขากันแน่ แต่สุดท้ายเขาก็ยอมเดินตามไปแต่โดยดี
หลังจากผ่านไปได้ไม่กี่นาที พวกเขาก็เดินมาถึงร้านชานมที่อยู่ใกล้ ๆ กับโรงเรียน
เซี่ยฮุยดูดชานมสตรอเบอร์รี่ที่อยู่ในมืออย่างเงียบ ๆ และเหลือบมองเจี่ยปิงอวี่ที่กำลังนั่งเท้าคางอยู่ตรงข้าม
ตอนที่เขาเหลือบมองเธอก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องหน้าเขาอยู่ สิ่งนี้ทำให้เขาดูดชานมในแก้วเร็วขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว
คุณหนูครับ...มีอะไรก็รีบพูดเถอะ เอาแต่นั่งมองแบบนี้ฉันก็ประหม่าเป็เหมือนกันนะ!
เขาบ่นอยู่ภายในใจแต่กลับไม่กล้าเปิดปากพูดอะไรออกมา เขายังคงนั่งรอต่อไปเพื่อให้เธอเป็คนพูดก่อน
“ในสวนสาธารณะคืนนั้น แล้วก็ที่โรงเหล็กในคืนนั้น คือนายสินะ”
ผ่านไปครู่ใหญ่ เจี่ยปิงอวี่ก็เอ่ยปากพูดออกมาด้วยความมั่นใจ
เซี่ยฮุยพยักหน้าโดยไม่คิดจะปฏิเสธ
“ขอบใจนะ!”
เธอมองเขาและเอ่ยปากพูดขอบคุณด้วยความหนักแน่น
ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร เธอก็พูดต่อไปว่า “วิธีการขอบคุณของฉันในวันนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เป็เพราะฉันหาตัวนายไม่เจอ วันนี้ได้มาเจอนายโดยบังเอิญก็เลยไม่ทันได้เตรียมตัว หวังว่านายจะให้อภัยกันนะ”
“นายอยากได้อะไรเพื่อเป็การตอบแทนหรือเปล่า? ตระกูลเจี่ยของเรายินดีที่จะหามาให้นายอย่างสุดความสามารถ”
“ก็ไม่อยากได้อะไรมากมายหรอก”
เมื่อเจี่ยปิงอวี่เปิดประเด็นขึ้นมา เซี่ยฮุยก็หยุดดูดชานมในแก้ว
เขาพูดเสียงเรียบ “ถ้าหากเป็ไปได้ ให้เงินฉันแค่ 100,000 เหรียญก็พอแล้ว หลังจากนี้เธอก็จะไม่ติดหนี้บุญคุณฉันอีก ถือว่าหายกัน”
เซี่ยฮุยรู้ดีว่าถ้าหากเขาพูดว่าไม่อยากได้อะไรจากเธอ เจี่ยปิงอวี่คงไม่หยุดยุ่งวุ่นวายกับเขาแน่นอน
เขาแสดงความ้าว่าอยากได้เงินอย่างชัดเจน นอกจากเงินแล้วเขาก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์อื่นในการลงมือช่วยเหลือเธอถึงสองครั้งก่อนหน้านี้
“โอเค”
เธอจ้องมองเขาที่ยังคงนั่งนิ่งไม่แสดงออกความรู้สึกใด ๆ สายตาของเธอแอบมีความสงสัยซ่อนอยู่ในนั้น เพียงไม่นานความสงสัยนั้นก็หายไป มีแค่คำว่า “โอเค” ที่หลุดออกมาจากปากเธอแค่คำเดียว
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันไปนะ”
“เดี๋ยวก่อน”
เซี่ยฮุยแกว่งแก้วชานมในมือ เตรียมลุกขึ้นยืน ทว่าจู่ ๆ เจี่ยปิงอวี่ก็เรียกเขาอีกครั้ง
เขามองเธอด้วยความสงสัย เจี่ยปิงอวี่ก้มหน้าดูดชานมในแก้วของเธอหนึ่งอึก ซึ่งเป็คำแรกั้แ่ที่พวกเขาเข้ามาในร้าน
เธอเงยหน้า “นายได้รับใบรับรองแล้วใช่ไหม?”
เมื่อเห็นเจี่ยฮุยไม่ปฏิเสธ เธอก็พูดต่อไปว่า “อาณาจักรเซี่ยเฟิงมีเมืองทั้งหมด 27 เมือง นอกจากเมืองหลวงแล้ว มีเมือง A-N ที่เป็เมืองสิบสามอันดับแรก และเมือง O – Z เป็เมืองสิบสามอันดับหลัง แต่ละปีนักเรียนส่วนใหญ่ที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งของเมืองหลวงได้จะเป็นักเรียนจากสิบสามเมืองแรก ส่วนนักเรียนสิบสามเมืองหลังมีจำนวนน้อยคนที่จะสอบเข้าได้ นายรู้ไหมว่าเพราะอะไร?”
เซี่ยฮุยนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง ตอนนี้ใบหน้าของเขาเริ่มแสดงความกระตือรือร้นและสนใจเื่นี้ขึ้นมาแล้ว
“เป็เพราะทรัพยากร...สิบสามเมืองที่อยู่รั้งท้ายเป็เมืองที่อยู่บริเวณชายแดนของอาณาจักรเซี่ยเฟิง ทรัพยากรที่ได้รับจึงมีอยู่อย่างจำกัด ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีอายุเท่า ๆ ถึงแม้ว่าจะมีพร์ที่น่าทึ่ง แต่เนื่องจากขาดทรัพยากร ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ของสิบสามเมืองแรกได้ ยิ่งไปกว่านั้นสิบสามเมืองแรกก็มีผู้มีพร์ชั้นสูงด้วย”
“ผู้มีพร์ที่มีทรัพยากรอยู่ในมือ สิ่งนี้ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ภายในสิบสามเมืองแรกที่สมัครเข้าไปได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปอยู่ในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเมืองหลวงเกือบทั้งหมด”
“นอกจากนี้ วิธีการประเมินในการสอบเข้าของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ในแต่ละปีก็แตกต่างกัน ในส่วนของปีนี้...”
“ปีนี้เป็ยังไงเหรอ?”
เมื่อเห็นเจี่ยปิงอวี่หยุดชะงักไป เซี่ยฮุยก็ถามขึ้นมาด้วยความกระตือรือร้น
“ในส่วนของปีนี้ การทดสอบถูกแบ่งเป็ทีม ทีมละหกคน คะแนนขึ้นอยู่กับผลงานของทีม”
เจี่ยปิงอวี่ดูดชานมในแก้มอีกหนึ่งอึก เธอพูดกระซิบ “ฉันคิดว่า...นายเองก็ยังไม่มีกลุ่มใช่ไหมล่ะ?”
เมื่อได้ยินวิธีการทดสอบของปีนี้จากปากของเจี่ยปิงอวี่ เซี่ยฮุยก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมา
ถ้าหากยึดตามคะแนนรวมภายในทีม ไม่ว่าด่านเ่าั้จะเป็อย่างไร แม้ว่าความแข็งแรงของเขาจะสูงมากในเวลานี้ แต่เขาก็ต้องเรียนรู้ที่จะเข้ากับคนภายนอก ตอนนี้เขาไม่สามารถเดินไปยังเป้าหมายด้วยตัวเองอย่างที่เขาคิดไว้ในตอนแรกได้อีกแล้ว
“อื้อ”
“ถ้างั้น...นายสนใจมาอยู่ทีมเดียวกับฉันไหม?”
“ทีมเธอ?”
“ใช่”
เธอพยักหน้าตอบกลับมา อีกทั้งยังพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “อันที่จริงหลังจากที่ฉันตัดสินใจสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ ฉันก็มองหาเพื่อนร่วมทีมั้แ่ตอนนั้น ถ้ารวมฉันตอนนี้ในทีมฉันมีทั้งหมดห้าคนแล้ว ถ้านายเข้าร่วมด้วยก็ครบหกคนพอดี”
เมื่อเห็นเซี่ยฮุยเงียบ เธอก็พูดต่อไปว่า “ถึงแม้ว่าความแข็งแกร่งจะสู้นายไม่ได้ แต่คนอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็ผู้มีฝีมือระดับสูงของเมือง Y เลยนะ อีกอย่างความสามารถที่แตกต่างกันของแต่ละคนก็สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้”
เซี่ยฮุยยังคงเงียบ เจี่ยปิงอวี่จึงพูดต่อไปว่า “เป้าหมายของนายก็คือสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งของเมืองหลวง ความแข็งแกร่งของนายก็มีอยู่สูงมาก ถ้าหากนายรวมทีมกับพวกเราก็คงไม่ต่างอะไรกับพยัคฆ์มีปีก หลังจากนี้ความแข็งแกร่งของเราก็จะสูงขึ้น”
เซี่ยฮุยก้มหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดเขาก็ตอบกลับไปว่า “ขอฉันคิดก่อนแล้วกันนะ”
“ก็ได้”
เซี่ยฮุยไม่ได้ตอบตกลงในทันที เจี่ยปิงอวี่ก็ไม่ได้คะยั้นคะยอเขา “ฉันหวังว่านายจะเข้าร่วมกับทีมของเรา ถ้าตัดสินใจได้แล้ว ให้คำตอบฉันเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ”
เธอลุกขึ้นยืนและพูด “เบอร์ของฉันคือ **********”
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินออกจากร้านไป
……
ณ หมู่บ้านห้าวงแหวน ตึก 15 ชั้น 5
ผู้เล่น : เซี่ยฮุย
VIP :LV.3(10,000/500,000)
พลังลมปราณ :LV.5(0/50,000)ระยะเวลาในการใช้งาน 180 นาที
อาชีพ :นักมวย
เลเวล :LV.9
ค่าพลัง :900
พลังทางกายภาพ :900
ความว่องไว :90
สกิล : เจิ้งเฉวียน เจี๋ยเฉวียน ป้าวเฉวียน หมัดัตระหง่าน ขาัขนดตัว ะโตลบวายุ รำมวย ภูตผีย่างก้าว
แต้มเสริมความแข็งแกร่ง :162
ค่าสถานะ :ผู้ฝึกยุทธ์(4แต้ม/วัน)
เซี่ยฮุยเอนตัวลงบนโซฟา เขามองค่าสเตตัสของตัวเอง และเหลือบมองจำนวนเงินบนสายรัดข้อมือ
ตอนที่เขาเดินกลับมาที่บ้านก็พบว่าเจี่ยปิงอวี่โอนเงิน 100,000 เหรียญให้เขาเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เขาตัดสินใจได้แล้ว...เกาะสอยห้อยตามพวกคนรวยนี่แหละดีที่สุด
ในเมื่อมีเงินมากพอ เซี่ยฮุยก็ไม่ลังเลที่จะเติมเงินเ่าั้เข้าไปในระบบทั้งหมด
วินาทีต่อมาเขาก็พบว่าเลเวล VIP ของเขาเลื่อนจากเลเวล 2 เป็เลเวล 5 แบบก้าวะโ
ในเวลาเดียวกัน เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นข้างหูเขา
“เลเวล VIP ของผู้เล่นเพิ่มขึ้นถึงเลเวล 5 แล้ว ผู้เล่นปลดล็อคร้านค้า VIP สำเร็จแล้ว”
ร้านค้า VIP?!
เซี่ยฮุยที่กำลังนอนเอนตัวอยู่บนโซฟาดีดตัวขึ้นมานั่ง เขาจ้องมองหน้าต่างที่อยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางจริงจัง ทันใดนั้นเขาก็พบว่ามีปุ่มหนึ่งปุ่มมีแสงสว่างเป็ประกายอยู่บนนั้น
มันคืออะไรนะ?
เซี่ยฮุยมองมันด้วยความหวัง จากนั้นเขาก็กดปุ่มร้านค้า VIP ทันที