เกาะอาวาจิ
ปีนี้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ทุ่งนาชุ่มไปด้วยน้ำ ถึงกระนั้นชาวนาในหมู่บ้านกลับไม่กล้าคาดหวังว่าปีนี้จะเก็บเกี่ยวได้มากกว่าปีก่อน ขอเพียงหักภาษีแล้วเหลือเมล็ดพันธุ์พอให้เพาะปลูกปีหน้า และมีข้าวสารพอให้ครอบครัวได้รับประทานก็ดีมากแล้ว
นิชิเหม่อมองท้องนาของครอบครัวด้วยความหวัง ประกายระยิบระยับของน้ำกับต้นข้าวแตกกอสูงเป็นภาพที่งดงามที่สุดในสายตาของเธอ ในหมู่บ้านนี้คงมีเพียงเธอและอีกไม่กี่ครอบครัวที่หวังให้ปีนี้เก็บเกี่ยวได้ยิ่งมากยิ่งดี เพราะชีวิตของสามีขึ้นกับผลผลิตของปีนี้
ข้าวที่หว่านไว้เมื่อเดือนสี่ บัดนี้แตกกอกลายเป็นยอดสูง อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น ข้าวจะเริ่มตั้งท้องแล้วค่อยออกรวง
เธอยกแขนเสื้อปาดเช็ดเหงื่อบนใบหน้า เผยให้เห็นข้อแขนขาวผ่องแตกต่างกับสีผิวนอกร่มผ้า สายลมแรงพัดผ่านทำผ้าโพกศีรษะหลุดลอย เผยให้เห็นเส้นผมยาวสลวย เมื่อรวมกับใบหน้ารูปไข่ ดวงตาใบหลิว และริมฝีปากอวบอิ่ม หากคนนอกมาเห็นเข้าคงยากเชื่อว่าเธอคือสาวชาวบ้าน
นิชิใช้มือข้างหนึ่งจับปลายผม มืออีกข้างรวบผมให้ตึง แล้วหักยอดหญ้าข้างทางมาใช้มัดผมชั่วคราว สายตามองจ้องไปทางซุ้มไม้โทริอิสีซีดจางซึ่งตั้งอยู่ตรงเชิงเขาทางเข้าหมู่บ้าน ดวงตาวูบไหวสะท้อนความรู้สึกภายในใจ ทั้งความหวัง ความเศร้าและความกลัว
“ท่านเจ้าป่าเจ้าค่ะ ขอให้เดือนสองเดือนข้างหน้าอย่าให้มีพายุเลยนะเจ้าค่ะ” เธอกัดริมฝีปากแน่น ในใจเต็มไปด้วยความคาดหวังรอคอย
ระหว่างอารมณ์กำลังดำดิ่งอยู่นั้นเองพลันมีเสียงเรียกดังมาทางด้านหลัง
“สีกา”
“คะ?”
นิชิหันไปทางต้นเสียง
ใต้ต้นไม้ใกล้กับคันนามีพระสงฆ์ยืนอยู่สามรูป ผู้ใหญ่หนึ่งและเด็กสอง คนที่เอ่ยวาจาเป็นเณรน้อยกำลังเดินเข้ามาหา หน้าตาคมคาย รอยยิ้มนุ่มนวลอยู่ในหน้า ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู ในมือข้างหนึ่งถือผ้าผูกผมซึ่งเธอคิดว่าปลิวหายไปแล้ว อีกข้างถือหมวกงอบ
“อา พระคุณเจ้ามีอะไรหรือเปล่าคะ”
นิชิรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก การพบเจอพระสงฆ์หรือนักบวชในหมู่บ้านห่างไกลอย่างนี้เป็นเรื่องที่ยากเป็นไปได้ อีกประการหนึ่งทางเข้าหมู่บ้านไม่ได้อยู่ด้านนี้ อยู่ตรงเชิงเขาที่มีซุ้มโทริอิต่างหาก แล้วจะไม่ให้ประหลาดใจได้อย่างไร
เณรน้อยคล้ายทราบความคิดของเธอ
“อมิตตาภา สีกาไม่ต้องตกใจไป พวกอาตมากำลังเดินทางแสวงบุญ พอดีหลงทางในป่าโผล่มาอีกทีก็หมู่บ้านของสีกา อ้อ อาตมามีนามว่า ‘ซัง’ (สาม) ขอกล่าวในนามของอาจารย์ ‘อิจิ’ และศิษย์พี่ ‘นิ’ รูปนามเป็นแค่ความว่าง สีกาโปรดอย่าถือสา”
เณรน้อยผายมือให้เห็นศิษย์พี่และอาจารย์ซึ่งยืนรออยู่ในร่มไม้ ห่างไปไม่ไกล
“ทั้งสองล้วนถือศีลเงียบไม่อาจเอื้อนเอ่ยวาจา ดังนั้นหากสีกามีอะไรสามารถคุยกับอาตมาแทนได้ อย่างที่บอกไปพวกเราหลงทางมาหลายวัน กว่าจะหลุดออกจากป่ามาได้แทบแย่ อยากขอบิณฑบาตที่พักและอาหารได้หรือไม่ พวกเราไม่ได้กินเปล่ามีค่าตอบแทนให้ รับรองสีกาไม่ขาดทุนแน่นอน”
“จะได้อย่างไรเจ้าค่ะ เออ… ท่านโปรดรอสักประเดี๋ยว ข้าขอเข้าไปจัดที่จัดทางก่อนนะเจ้าค่ะ”
นิชิกล่าวจบรีบปลีกตัวจากไปทันที
เณรน้อยยืนนิ่งด้วยอาการสงบทว่าหัวคิ้วขมวดมุ่น ไม่ทราบมีเรื่องลำบากใจอะไรหรือไม่
เมื่อนิชิย่างเท้าเข้าในบ้าน เธอรีบย้ายเครื่องนอนและข้าวของเครื่องใช้กองรวมไว้มุมหนึ่ง ใช้ผ้าปัดฝุ่นตามพื้น พอมั่นใจว่าสะอาดดีแล้วค่อยออกไปเชิญเหล่าสมณะเข้ามา
อาจด้วยประทับใจในรอยยิ้มและการพูดคุยอย่างเป็นกันเองของเณรน้อย ทำให้เธอไม่ทันนึกถึงว่าด้านหลังหมู่บ้านเป็นป่าทึบ บางครั้งยังมีเสือและหมีลงมาคาบสัตว์เลี้ยงไปกิน เดือนก่อนผู้ใหญ่บ้านก็เพิ่งรวมกลุ่มชายฉกรรจ์ขึ้นไปล่าเสือ ทั้ง ๆ ที่พระทั้งสามรูปเพิ่งผ่านป่าทึบมา แต่เสื้อผ้ากลับไม่มีรอยฉีกขาดจากกิ่งไม้เกี่ยวแต่อย่างใด ดูเหมือนใหม่ด้วยซ้ำ
บางทีพวกท่านอาจเชี่ยวชาญในการเดินป่าก็เป็นได้
หญิงสาวโค้งศีรษะให้เณรน้อย ก่อนเดินตรงไปยังต้นไม้ที่อาจารย์ของเณรนั่งอยู่ ท่านเป็นพระสงฆ์ร่างสูงใหญ่สวมหมวกงอบปกคลุมใบหน้า
นิชิก้มลงกราบอย่างเคอะเขิน แล้วกล่าวเชิญท่านเข้าในบ้าน
“บ้านซอมซ่อของข้าอาจคับแคบไปบ้าง ต้องขอโทษสมณะท่านด้วย”
พระอาจารย์พยักหน้ารับ แล้วลุกขึ้นเดินตรงไปยังบ้านหลังน้อยตรงปลายนา
นิชิต้องข่มใจอยู่นานกว่าจะรวบรวมความกล้าเอื้อนเอ่ยประโยคเมื่อครู่ออกมา ด้วยเธอไม่เคยสนทนากับพระสงฆ์มาก่อน ถึงเคยเข้าวัด ไหว้พระขอพรกับพ่อและแม่ แต่ก็แค่กราบพระพุทธรูปที่วิหาร ปกติชาวบ้านกับพระภิกษุไม่ค่อยมีธุระไปมาหาสู่กันสักเท่าไร การสนทนากับพระสงฆ์เป็นเรื่องของชนชั้นสูงเท่านั้น*
ยังดีที่เธอเป็นลูกสาวพ่อค้าจึงได้ยินได้ฟังอะไรมามาก ถึงดูเคอะเขินบ้าง แต่หากเป็นชาวบ้านทั่วไปคงทำตัวไม่ถูกเป็นแน่
นิชิเร่งฝีเท้าไม่กล้าเดินนำหน้า เพียงเดินเยื้องมาทางด้านหลังของพระทั้งสามรูป เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงตัวบ้าน เธอรีบย่ำเท้าไปนั่งลงข้างประตู ประนมมือ
“พระคุณเจ้าทั้งสาม เชิญเจ้าค่ะ”
ก่อนที่พระสงฆ์ทั้งสามจะก้าวเข้าไปภายใน ได้กล่าวบทสวดมนต์สั้น ๆ เป็นการอวยพร
“นะโม อะมิดะ บุตสึ”
“นะโม อะมิดะ บุตสึ”
“นะโม อะมิดะ บุตสึ”
บทสวดมนต์ดังขึ้นสามครั้งเป็นถ้อยคำซ้ำกัน ทั้ง ๆ ที่เธอไม่เข้าใจความหมายของถ้อยคำเหล่านี้ แต่กลับขนลุกซู่ไปทั้งตัวคล้ายกับบทสวดนี้มีพลังบางอย่าง ช่วยขับไล่ความเมื่อยล้า ความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว และอารมณ์ขุ่นมัวที่เธอมีให้หายไป บัดนี้ในใจมีเพียงความสงบเท่านั้น
จังหวะนั้นเองเธอเงยหน้าอย่างไม่รู้ตัว มองลอดหมวกงอบของภิกษุผู้เป็นอาจารย์ ใบหน้าของท่านดูเฉยชาราวกับใบหน้าของพระพุทธรูปไม้ ไม่ยี่หระต่อเรื่องราวใดในโลกหล้า ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก
นี่สินะ ใบหน้าของพระผู้ทรงปริยัติ
นิชินึกชมเชยในใจ
ในชีวิตนี้เธอพบกับพระภิกษุไม่มากก็จริง ทว่าความรู้สึกลึก ๆ ข้างในบอกเธอว่า พระสงฆ์รูปนี้ไม่มีใครเสมอเหมือน ท่านให้ความรู้สึกราวกับองค์พระพุทธรูปไดนิจิเนียวไรซึ่งตั้งอยู่กลางวิหาร รอยยิ้มในหน้า พระพักตร์แห่งความเมตตา รัศมีแห่งความเที่ยงธรรม
ควรเล่าเรื่องนั้นให้พวกท่านฟังดีไหมนะ?
บางทีท่านอาจช่วยเหลือได้
อย่าเลย
ต้องเล่า… หากเป็นท่านนี้ต้องช่วยได้แน่นอน
คำพูดเหล่านี้กรีดร้องในใจ กระตุ้นให้เธอเอ่ยออกมา
“พระคุณเจ้า ได้โปรดช่วยข้าด้วย”
หลังเอ่ยประโยคนี้ออกมา เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นพลันดังขึ้น เสียงหวนไห้บาดลึกถึงหัวใจ
*สมัยนาราพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเพราะการสนับสนุนขององค์พระจักรพรรดิ ทว่าพระสงฆ์ในศาสนาเพียงติดต่อกับคนชั้นสูงและผู้มีอำนาจผ่านทางพิธีกรรม แม้มีสิ่งก่อสร้างทางศาสนามากมาย แต่วัดกับคนในชุมชนกลับไม่ได้ใกล้ชิดกันมากนัก ด้วยเหตุนี้หลักธรรมในทางศาสนาจึงไม่ค่อยแพร่กระจายในหมู่ชาวบ้านสักเท่าไร
พอมาถึงสมัยเฮอันตอนต้นก็ยังเป็นเช่นเดิม ถึงมีนิกายเกิดใหม่ในปลายสมัยนาราอย่างพุทธแบบวัชรยาน ซึ่งแยกออกเป็นนิกายชินกงและนิกายเท็นไดก็ตาม
สาเหตุเพราะพุทธศาสนานิกายนี้ค่อนข้างสันโดษ หากพระไม่ปลีกวิเวกในป่าเพียงลำพัง ก็มักสร้างวัดห่างไกลผู้คน
แต่ทว่าสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปในช่วงสั้น ๆ เมื่อสมณะคุไคเปิดโรงเรียนสอนความรู้ให้คนทั่วไปในเมืองเฮอัน การเรียนการสอนเน้นลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋า มีเรื่องศาสนาสอดแทรกบ้าง น่าเสียดายโรงเรียนนี้เปิดทำการได้ไม่กี่ปีก็ต้องปิดตัวเพราะขาดเงินทุน สาเหตุหนึ่งเพราะเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียนทุกคน