ตอนที่ 57 หมู่บ้านดาราฉาย
“ไลท์มื้อกลางวันและเย็นของวันนี้ พวกเราขอจองโต๊ะเอาไว้ได้หรือไม่?” คาห์นได้เข้ามาบอกเรื่องนี้กับไลท์เอาไว้ล่วงหน้า
ส่วนทางด้านไลท์ ที่ได้ยินคำขอ ก็ทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย ก่อนจะตอบตกลง พลางมองหากระดาษและดินสอมาจดบันทึกเอาไว้
“ท่านคาห์นจองสองโต๊ะ จำนวน 10 คน เหมือนเมื่อวานนะครับ...แล้วในส่วนของเมนูมีอะไรที่อยากทานเพิ่มเติมไหมครับ?” ไลท์ถามซ้ำเพื่อทวนการจองให้เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย
“ใช่แล้ว 10 คนเหมือนเดิม ส่วนเมนูในตอนกลางวัน...ให้ไลท์เป็นคนเลือกมาได้เลย”
คาห์นหัวเราะร่า เพราะอันที่จริงคาห์นและพรรคพวกเองก็ไม่รู้ว่าจะอยากกินอะไรอยู่เหมือนกัน แม้รสชาติของเนื้อเสียบไม้ในตอนเช้าจะยังคงตราตรึง
แต่ถ้าให้กินสองมื้อติดๆ กันเช่นนี้ มันคงจะน่าเสียดายแย่ ฉะนั้นเอาเป็นว่าโยนความกลัดกลุ้มนี้ให้กับไลท์เป็นคนเลือกให้ก็แล้วกันและในส่วนของเมนูตอนเย็น คาห์นและพรรคพวกตั้งใจเอาไว้แล้วว่า อยากจะกินสุกี้เหมือนกับเมื่อคืนวานอีกครั้ง
“งั้นตอนกลางวันผมเป็นคนเลือกเมนูให้ ส่วนตอนเย็นรับเป็นสุกี้นะครับ” ไลท์ทวนเมนูเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนจะฉีกกระดาษแผ่นนั้นที่ประทับลายมือของไลท์ที่ตวัดเป็นลายเส้นอันงดงามวิจิตรหรือก็คือลายเซ็นของไลท์นั่นเอง
‘แคว้ก!’
ไลท์ฉีกกระดาษแผ่นนั้นจำนวนสองแผ่นส่งให้กับคาห์น “เอ่อ...กระดาษแผ่นนี้คืออะไรเหรอ?” คาห์นรับเอามาด้วยความงุนงง
ชายวัยกลางคนรับมันมาถือเอาไว้ พร้อมกับพลิกมันมาอ่าน โดยที่ข้อความตรงกลางกระดาษได้เขียนหมายเลขกำกับหมายเลข 1 ตัวโตๆ และช่วงเวลากลางวันและเย็นเอาไว้ อย่างละแผ่น
ส่วนด้านล่างของมันนั้นมีความเหมือนกัน ตรงที่มีลายมือของไลท์ ที่ตวัดเป็นชื่อของตัวเอง ‘ไลท์~’ ที่ดูจะเขียนตามได้ยาก ประทับเอาไว้
“อ้อ อันนี้คือใบจองโต๊ะไงครับ...หากท่านคาห์นมาถึงที่ร้าน ก็ให้หยิบยื่นกระดาษแผ่นนี้ส่งให้กับผมหรือคนในร้านก็ได้ครับ” ไลท์ค่อยๆ อธิบายถึง การจองโต๊ะในแบบของเขาให้กับคาห์นได้รับฟัง
“ดูยุ่งยากจัง ก็แค่ฉันมาถึงก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ?”
คาห์นมองว่าวิธีนี้มันดูยุ่งยากแต่นั่นเป็นเพียงมุมมองของคนที่ยังไม่เข้าใจและยังไม่เปิดรับในสิ่งใหม่ก็เท่านั้น
ทั้งนี้คาห์นไม่ได้มีเจตนาจะหาเรื่องหรือค่อนแคะในวิธีการของไลท์แต่อย่างใด
“ไม่ได้สิครับท่านคาห์น หากมีคนสวมรอยอ้างชื่อของท่านแล้วเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง ระหว่างเราจะแย่เอานะครับ...ฉะนั้นแล้วต่อให้ร้านอาหารแห่งนี้จะมีลูกค้าเยอะหรือน้อยก็ควรสร้างมาตรฐานให้เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย จะดีที่สุดครับ” คำพูดของไลท์ได้ชี้ให้คาห์นเห็นถึงปัญหา
ซึ่งเมื่อคาห์นได้นำมาไตร่ตรองดูอีกครั้ง ก็พลันเข้าใจในเจตนาของไลท์ ที่ดูเหมือนจะยุ่งยาก แต่จริงๆ แล้ว มันคือการรักษาสิทธิ์ให้กับตนเองที่เป็นลูกค้าต่างหาก
“ไลท์ช่างรอบคอบจริงๆ ผู้อาวุโสอย่างฉันสายตาคับแคบไปหน่อย ยังไงก็อย่าถือสาฉันเลยนะ” คาห์นยอมรับว่าตัวเองนั้นมองอะไรง่ายๆ เกินไป อีกทั้งยังรู้สึกดีที่ไลท์พยายามจะรักษาความสัมพันธ์กับตนเองเอาไว้มากถึงขนาดนี้อีกด้วย
‘โชคดีจริงๆ ที่ได้รู้จักกับพ่อครัวเก่งๆ และเอาใจใส่ลูกค้ามากขนาดนี้’
คาห์นเดินกลับออกมาจากร้านหลังจองโต๊ะเสร็จสิ้น ด้วยหัวใจที่พองโตและอิ่มเอมไปด้วยความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อร้านอาหารสามเวลาแห่งนี้
ชายวัยกลางคนถือกระดาษทั้งสองแผ่นมายืนให้กับพรรคพวกได้ดู พลางอธิบายถึงความสำคัญของกระดาษทั้งสองแผ่นให้กับคนอื่นๆ ได้รับรู้
โดยทุกคนต่างก็แสดงออกถึงความรอบคอบของไลท์กันด้วยความนับถือแทบทั้งสิ้น
ทั้งนี้ในส่วนของไลท์ หลังจากเสร็จสิ้นการขายเนื้อเสียบไม้ในตอนเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตัวชายหนุ่มก็ได้เดินกลับเข้าที่ด้านหลังของครัวเพื่อมาขอบคุณ เอลล่าและแอล เด็กทั้งสองที่ได้ช่วยงานตนเอง ด้วยการนำเนื้อมาเสียบไม้ เอาไว้ให้กับเขาในช่วงหลัง จนกระทั่งมีเนื้อเสียบไม้มากพอจะขายให้กับเหล่านักผจญภัยไปหลายร้อยคน
“ขอบคุณทั้งสองคนมากนะ ช่วยฉันได้มากเลย...ว่าแต่กินอะไรบ้างหรือยัง?” ไลท์ลูบหัวเอลล่าและแอลด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเอาหมูปิ้ง ไก่ปิ้งและเนื้อปิ้งที่ตนเอง ได้เก็บเผื่อไว้ออกมาให้กับเอลล่าและแอลได้กินมันไปพร้อมๆ กับเขา
‘กรวม~’
“ว่าแล้วว่ามันจะต้องอร่อยมากแน่ๆ” เอลล่าและแอลต่างยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
โดยทั้งสอง ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นต่อความหอมของเนื้อที่ไลท์ได้หมักเอาไว้ นี้อยู่มากพอสมควร จวบจนกระทั่งมาถึงตอนนี้...ตอนที่ทั้งสองได้กินเนื้อที่ปิ้งจนสุกนี้เสียที
“ค่อยๆ กินกันไปนะและที่สำคัญตอนกินอย่าวิ่งเล่น ระวังอย่าให้ไม้ทิ่มปากด้วย...ฉันขอออกไปรดน้ำต้นไม้กับเจ้าโปริ่งก่อนนะ” ไลท์ยังมีงานอีกหลายอย่างให้เขาต้องทำ แต่ถึงกระนั้นเขากลับไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอะไรเลย
เพราะการได้เห็นทุกคนมีความสุขและอิ่มเอมไปกับอาหารของเขา เพียงแค่นี้ก็ช่วยให้ปณิธาณของเขาที่ได้ตั้งใจไว้ ได้รับการเติมเต็มขึ้นมาบ้างแล้ว
ไลทและเจ้าโปริ่ง ได้ออกไปดูสวนแปลงผักที่เขาได้ปลูกเอาไว้และเช่นเดิม เจ้าโปริ่งที่ถูกสั่งให้ทำงานเพื่อแลกกับข้าวปลาอาหารที่แสนอร่อย ก็ได้จัดการรดน้ำแปลงทั้งสวนด้วยร่างแยกของมัน ที่คราวนี้ ผุดออกมามากกว่าเดิมอีก 1 ร่าง
รวมๆ แล้ว เจ้าโปริ่งสามารถแยกร่างได้ถึง 4 ร่างเข้าไปแล้ว!
ไลท์ก้มลงมองดูพืชผักสวนครัวที่เขาปลูก ก่อนจะพบว่าเมล็ดพืชที่ได้หว่านและปลูกไปทั้งหมด ดูเหมือนจะเจริญเติบโตได้เร็วกว่าการเพาะปลูกตามปกติในโลกก่อนของเขา โดยตอนนี้พวกมันทั้งหมดได้เติบโตจนกลายเป็นต้นกล้าอ่อนๆ ทั้งหมดแล้ว
‘โตไวแบบนี้มันก็ดีนะ แต่มันจะโตไวจนผิดปกติไปหรือเปล่า...ระบบอธิบายเรื่องนี้ได้ไหม?’ ไลท์ถามกับระบบภายในหัว
ติ้ง~!
‘พืชเหล่านี้คือเมล็ดพันธุ์พิเศษจากระบบ มีความสามาถในการเติบโตได้ไวกว่าเมล็ดพันธุ์ทั่วๆ ไป สูงถึง 3 เท่า...แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้พืชพวกนี้จะสามารถเติบโตได้ไว แต่ทั้งหมดนี้ความจริงแล้วเป็นผลมาจาก คิงสไลม์ สัตว์เลี้ยงของเจ้าของร่าง’
ทันทีที่ระบบได้อธิบายถึง ความสามารถของเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อจากห้างในระบบให้กับไลท์ได้รับรู้ ทางด้านระบบก็ได้ย้ำเตือนถึงความสามารถของเจ้าโปริ่งให้กับไลท์ได้ตระหนักอีกครั้ง
‘เจ้าของร่างอย่าได้ดูแคลนสัตว์เลี้ยงของท่านตัวนี้ มากจนเกินไป พลังของมันนั้นยากจะหยั่งถึง และการที่พืชเหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็ว ระบบคำนวณดูแล้ว มันเป็นผลมาจากน้ำที่ใช้รดพืชพรรณ นั้นมีส่วนหนึ่งของเถ้าภูเขาไฟ ปะป่นอยู่ในนั้นด้วย’
‘เถ้าภูเขาไฟหรือดินจากภูเขาไฟ?’
ถึงแม้ว่าไลท์ จะมีความรู้ในการทำสวนแค่พอประมาณ แต่เขาก็เคยได้ยินถึงการวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์ในโลกก่อน ที่ได้มีบทวิจัยถึงคุณสมบัติจากดินของภูเขาไฟ ว่าดินพวกนี้นั้นถือเป็นดินชั้นดีที่มีแร่ธาตุและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช รวมไปถึงมีส่วนช่วยในการทำให้ดินนั้นร่วนซุย กักเก็บน้ำ และลดความเป็นกรดในดินมาบ้าง
หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ มันก็คือดินขี้โกงก็ว่าได้
ส่วนที่มาที่ไป ทำไมเจ้าโปริ่งถึงมีเถ้าธุลีจากภูเขาไฟอยู่ในตัว...ไลท์เองก็ไม่รู้ แต่ก็พอคาดเดาได้บางส่วนว่า เจ้าโปริ่งที่อาศัยอยู่ในดันเจี้ยนที่มีเหมืองร้างอยู่ใกล้ๆ เมื่อก่อนพื้นที่แห่งนั้นอาจจะเคยมีภูเขาไฟมาก่อนก็เป็นได้
ไลท์ตรวจดูพืชผักในสวนและจดบันทึกถึงความเร็วในการเติบโต เพื่อเป็นข้อมูลในการอ้างอิงครั้งต่อๆ ไป ก่อนจะกลับเข้ามาในร้านอาหารเพื่อนั่งตรวจนับเงินที่ได้มาจากการขาย หมูปิ้งในช่วงเช้ากับสองตายาย
“อันนี้คือเงินทั้งหมดที่ได้จากการขายครับ” ไลท์กำเหรียญทองมณีที่มีอยู่เยอะมากออกจากกระเป๋า พร้อมกับวางมันทั้งหมดลงบนโต๊ะต่อหน้าสองตายายโดยไม่มีหมกเม็ดแม้แต่เหรียญเดียว
“ไลท์เก็บไว้เถอะ เงินพวกนี้มันควรเป็นของเธอ” คุณยายเฮลีย์ดันกองเงินตรงหน้าคืนให้กับไลท์ โดยมีคุณตาเกล พยักหน้าช่วยสนับสนุน
“ใช่ๆ เธอลำบากอยู่คนเดียว ฉันกับยายแก่จะรับเอาไว้ได้ยังไง...อีกอย่างเธอเองก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอ ถ้าพวกเรามีเงิน สุดท้ายก็จะถูก...ขโมยไปอยู่ดี”
คุณตาเกลไม่ได้พูดออกมาว่าใครเป็นคนขโมย หากแต่ทุกคนต่างรู้ดีว่า คนคนนั้นคือมาร์คัส แม้ตอนนี้มาร์คัสจะย้ายออกไปอยู่ที่หมู่บ้านแล้วก็ตาม ถึงกระนั้นสองตายายก็ยังคงกลัวว่ามาร์คัสจะมาขอยืมเงินหรือขโมยเงินจากตนเองไปอยู่ดี
ดังนั้นให้ไลท์เป็นคนเก็บเงินทั้งหมดดูจะปลอดภัยมากกว่า
อย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองจะพยายามดึงดันและผลักกองเหรียญทองให้กับไลท์ทั้งหมด แต่ชายหนุ่มก็ยังคงไม่ยอมรับ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“ผมเข้าใจดีครับ...ผมจะเป็นคนดูแลเงินทั้งหมดนี้เอง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเราก็ควรจะต้องมาตกลงกันเสียก่อนว่าจะจัดสรรเงินกันอย่างไร อย่างน้อยพื้นฐานควรต้องมีบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้แน่ชัด”
ไลท์ คุณตาเกลและคุณยายเฮลีย์ ต่างยอมรับในข้อเสนอนี้ ก่อนจะเริ่มจัดทำบัญชีของร้านนับตั้งแต่วันนี้เป็นวันแรก
ทั้งสามจดบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายกันอยู่สักพักหนึ่ง แม้คุณตาและคุณยายจะไม่ค่อยรู้หนังสือและไม่รู้จักการทำรายรับ-รายจ่ายมาก่อน แต่เมื่อมีไลท์ที่คอยช่วยอยู่ข้าง สมุดบัญชีของทางร้านก็ถูกทำจนเสร็จสมบูรณ์
และในส่วนของเงินกองกลางซึ่งเป็นรายรับของวันนี้กว่า 50% ก็ได้จัดแบ่งให้กับคุณตาเกล เพื่อนำออกไปซื้อหาวัตถุดิบเข้าร้าน ที่ในตอนนี้เนื้อสัตว์และผัก ทั้งหมดนั้นเหลืออยู่เพียงนิดเดียวเท่านั้น
คุณตาเกลตั้งใจที่จะเดินทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อไปจัดซื้อวัตถุดิบเข้าร้าน ซึ่งในขณะนั่นเอง ไลท์ที่ช่วงหลังๆ มานี้เป็นคนทำอาหารภายในร้านเกือบทั้งหมดและเป็นคนคิดเมนู จะขอติดตามไปด้วย
โดยครั้งนี้นับเป็นการเดินทางเข้าหมู่บ้านดาราฉายของไลท์เป็นครั้งแรก คุณตาเกลได้บอกเล่าถึงเส้นทางให้กับไลท์ไปตลอดทาง
ก่อนที่ในที่สุดทั้งสองจะเดินทางมาถึงหมู่บ้านดาราฉาย ป้ายไม้ที่สลักคำว่า ‘หมู่บ้านดาราฉาย’ นั้นห้อยตกแต่งอยู่ด้านข้างของทางเข้า มีลูกเล็ก เด็กแดง วิ่งไล่จับกันอย่างครึกครื้น
มีหนุ่มสาวกำลังนั่งพลอดรักกันอยู่ตามสองข้างทางและก็มีคนเฒ่าคนแก่ จับกลุ่มนั่งพูดคุยกัน
“หมู่บ้านแห่งนี้ ดูมีชีวิตชีวามากกว่าร้านของเรา มากเลยใช่ไหม?” คุณตาเกลเอ่ยถามออกมา เมื่อเห็นไลท์สอดส่องสายตาเพื่อมองไปรอบๆ หมู่บ้าน ราวกับสนอกสนใจชีวิตการเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้าน
“ก็ไม่เชิงครับ มันให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน...ที่นี่แม้จะมีชีวิตชีวามากกว่า แต่มันก็ขาดความเงียบสงบที่หาไม่ได้จากร้านของเรา” ไลท์ไม่ได้ตอบเพื่อเอาใจคุณตา เพียงแต่เขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ
ไลท์ในโลกก่อน ได้เคยอยู่อาศัยมาหมดแล้วทั้งในเมืองและนอกเมือง อีกทั้งผู้คนในโลกก่อนก็เยอะกว่าโลกใบนี้ จนแทบจะเทียบไม่ติด ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างคุ้นชินกับความแตกต่างนี้ได้เป็นอย่างดี
คุณตาเกลพาไลท์เดินสำรวจรอบๆ หมู่บ้านเพียงแค่ไม่กี่นาที ก็วนมาจนครบรอบแล้ว ก่อนจะนำพาไลท์ไปรู้จักกับพ่อค้าแม่ค้า ที่เคยซื้อขายกันเป็นประจำ
โดยร้านแรกก็คือร้านขายเนื้อสัตว์!
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดวันพุธ
ประกาศ!! ทุกๆ วันพุธของทุกสัปดาห์ ไลท์จะขอพักลงนิยายนะครับ ให้เป็นวันพักผ่อนนะครับ