“เด็ดขาดและรักพระโอรสทั้งสองพระองค์มากเ้าค่ะ” อี้หงสำทับ
‘สั้นๆและไม่ได้กระจ่างอะไรเล้ยยยยย’ เหม่ยเซียนหน้ายุ่งแล้วเปลี่ยนเื่ถามต่อ “พวกเ้าติดตามองค์ชายมานานแล้วใช่หรือไม่??”
“มากกว่าสามปีแล้วเ้าค่ะ” ลี่หงตอบ
ตามด้วยอี้หง “บ่าวสองปีเ้าค่ะ”
“แล้ว..เอ่อ..ทั้งสองมีเอ่อ..ออ..” ‘อะไรนะ..เมียเก็บเค้าเรียกว่าอะไรนะ’ ขณะกำลังคิดคำพูด ลี่หงก็สวนขึ้นมา
“หากคุณหนูกำลังคิดถึงสาวใช้อุ่นเตียงหรืออนุ..ทั้งสองพระองค์ไม่เคยมีเ้าค่ะ”
“แต่ถ้าคุณหนูจะถามว่าเคยมีสัมพันธ์กับผู้ใดหรือไม่ บ่าวตอบได้ว่ามีเ้าค่ะ” เหม่ยเซียนฟังอี้หงพูดต่อก็ทำตาโต ‘ว่าแล้วดูเป็งานกันซะขนาดนั้นขนาดเราไม่เคยยังรู้ได้’
“ใครรึ??” ยังอยากรู้อยู่นะ
“ก็สตรีที่ขายเรือนร่างในหอนางโลมอย่างไรเล่าเ้าคะ ไม่ต้องผูกมัดใดๆ จ่ายเบี้ยตอบแทนเมื่อจบงานก็แยกย้าย พวกบุรุษทั้งหลายก็ชอบไปกันเ้าค่ะไม่ใช่เื่เสียหายอะไร บ่าวกับพี่อี้หงก็เคยไปติดตามเฝ้าอารักขา องค์ชายทั้งสองยังอนุญาตให้องครักษ์ทุกคนผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปปลดปล่อยได้นะเ้าคะ” ทั้งอี้หงและลี่หงมองหน้าคุณหนูที่ตอนแรกนั่งหน้าแดงฟังอย่างตั้งใจ..แต่ตอนนี้เหตุใดจึงหน้าเครียดดำมืดลงทุกขณะ
“อ่อ..เป็เช่นนั้นเอง” ‘ถ้าติดโรคมาล่ะ..แต่งกันไปเราก็ซวยสิ’เหม่ยเซียนพูดจบก็หันหน้าไปทางอื่นเหมือนคิดอะไรบางอย่างแล้วเอ่ยเสียงเย็น “อย่าให้ข้ารู้นะว่าพอหมั้นหมายกับข้าแล้วยังไปหอนางโลมอีก..หึ" หันหน้ามองลี่หงกับอี้หง “ข้าจะยกเลิกงานสมรสให้ดู!!” สองสาวใช้เงียบไป "พวกเ้าออกไปเถอะข้าจะนอนพักสักครู่ ใกล้จะถึงเวลารับสำรับกลางวันค่อยมาเรียก”
“เ้าค่ะ/เ้าค่ะ” ทั้งสองรับคำและเดินออกไป ลี่หงผิวปากเรียกนกส่งสารคู่ใจออกมา..'เื่ใหญ่ขนาดนี้ต้องรายงานองค์ชายด่วนที่สุด ถึงแม้ว่าองค์ชายจะมิได้ไปบ่อยก็เถอะ..ยกเลิกงานสมรสเลยนะนั่น คุณหนูช่างน่ากลัวยิ่งนัก' ลี่หงจัดการปล่อยนกและมองมันบินจากไป
๑------------------------๑
จวนสกุลไป่
หลังจากกรีดร้องโวยวายจนหมดสิ้นความเป็กุลสตรี ไป่เยว่ชิงจึงสงบลงและหันหน้าไปหาท่านพ่อของนาง
“ท่านพ่อ..ท่านต้องยื่นฎีกาถวายแก่ฮ่องเต้นะเ้าคะ เื่นี้มันไม่ถูกต้องนางเป็เพียงสามัญชนจะไปสมรสกับเชื้อพระวงศ์ถึงสองคนได้อย่างไร?”
“เ้ามิต้องเป็ห่วงพ่อจะยื่นฎีกายามเว่ยนี้ และกราบทูลเื่สมรสที่มีบุรุษสองสตรีหนึ่งซึ่งอาจจะถูกผู้คนรุมประนาม อย่างน้อยก็ต้องบุรุษหนึ่งสตรีหนึ่งถึงจะถูกต้องและพ่อจะเสนอชื่อลูกเป็พระชายาอีกหนึ่งคน” จบคำของท่านเสนาบดีไป่ ไป่เยว่ชิงก็ยิ้มกว้างขึ้นทันทีอย่างดีใจ
“ถูกต้องเ้าค่ะท่านพ่อ เช่นนั้นลูกขอเข้าวังด้วยได้หรือไม่เ้าคะ??” เสนอตัวเข้าเฝ้าด้วยทันที
“ได้สิ!!..ไปเตรียมตัวเถิดอีกสักครู่พ่อจะออกเดินทาง” ยิ้มสนับสนุนบุตรีเต็มที่
“เ้าค่ะ” รีบเดินกลับเรือนไปเตรียมตัว คล้อยหลังบุตรสาวจงฮูหยินถามขึ้นมาด้วยความหนักใจ
“ท่านพี่จะทูลขอให้เยว่เอ๋อร์สมรสร่วมกับจูเหม่ยเซียนจริงรึเ้าคะ??”
“จริงสิ”
“แต่ราชโองการออกมาแล้วนะเ้าคะว่าแต่งสตรีเพียงหนึ่งทั่วทั้งแคว้นต่างทราบเื่นี้ดี" มองสามีอย่างเห็นใจใช่ว่านางไม่อยากสนับสนุนบุตรสาวแต่เื่มันเกิดขึ้นแล้วหากจะไปเปลี่ยนแปลงคงยาก นั่นคือราชโองการจากฮ่องเต้เชียวนะหาใช่เื่ล้อเล่น จึงได้แค่เตือน "ท่านพี่ข้าว่าพอเถอะเ้าค่ะ หากท่านยิ่งเข้าไปเสนอฎีกาและทูลขอให้เพิ่มเยว่เอ๋อร์ร่วมสมรสด้วย จะเกิดเื่ใหญ่ตามมาแน่”
“แล้วเ้าคิดว่าแต่งบุรุษสอง สตรีหนึ่งมันถูกต้องรึ??” ยังโวยวายไม่ยินยอม
“ข้าเตือนท่านแล้วนะเ้าคะ..ท่านเป็เพียงเสนาบดีและตอนนี้กำลังจะเข้าวังหมายจะไปชี้แนะฮ่องเต้ผู้ปกครองแผ่นดินท่านคิดว่าถูกต้องแล้วหรือไม่…หวังว่าท่านคงเข้าใจข้าขอตัว” จงฮูหยินบอกและขอตัวกลับเรือนไป มิใช่นางจะมิรู้ว่าบุตรีเพ้อฝันถึงองค์ชายรองมาั้แ่แปดหนาว แต่กี่ครั้งแล้วที่สามีของนางทูลขอสมรสพระราชทาน และก็ไม่เคยมีสักครั้งที่องค์ฮ่องเต้จะทรงตอบรับจนมาถึงวันนี้ราชโองการกลับตกไปอยู่ที่บุตรสาวสกุลจูที่เพิ่งพ้นวันปักปิ่นแค่หนึ่งวัน โดยไม่สนคำกล่าวว่านินทาจากผู้ใด แสดงให้เห็นได้ชัดว่าจูเหม่ยเซียนคือสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ฮ่องเต้ทรงเลือกไว้ให้เป็สะใภ้ั้แ่แรก
เสนาบดีไป่ครุ่นคิดตามที่ฮูหยินกล่าวมาอย่างหนักใจมิใช่ว่าเขาไม่รู้เพียงแต่เขาอยากจะสู้เพื่อบุตรสาวอีกสักครั้งถึงแม้ว่าเขาจะรู้ผลอยู่แล้วก็ตาม
๑------------------------๑
วังหลวงต้นยามเว่ย (13.00)
รถม้าจวนสกุลจูวิ่งผ่านหน้าประตูวังเข้าไปด้านในอย่างคุ้นเคยและเมื่อรถม้าจอดในที่พักรถม้าสำหรับผู้ที่มาขอเข้าเฝ้าก็มีขันทีมายืนรอรับทันที
“จูเหม่ยเซียนคาราวะท่านยู่กงกงเ้าค่ะ” ชื่อนี้ผุดขึ้นมาในสมองของนางคล้ายจะจำได้ว่านี่เป็ท่านหัวหน้าขันทีในองค์ฮองเฮาที่นางเคยเจอยามมาวิ่งเล่นในวัยเยาว์
ยู่กงกงมองสำรวจจูเหม่ยเซียนด้วยดวงตาชื่นชม 'เด็กน้อยตัวอ้วนกลมในวัยเยาว์ไม่เจอเพียงไม่นานผ่านพ้นวันปักปิ่นไม่กี่วันกลับสวยสะพรั่งมีเสน่ห์ล้นเหลือขนาดนี้เชียวรึ?' วงหน้ารูปไข่เกล้าผมครึ่งศีรษะปักเพียงปิ่นหยกหนึ่งอัน ไฝชาดเม็ดเล็กๆ ริมหางตา จมูกโด่งสวย คิ้วโก่งดั่งคันศร ริมฝีปากบางสีแดงมันวาวแต่งเติมสีเปลือกตาสีฟ้า ชุดก็สีฟ้าขาว รูปร่างอรชร ทุกอย่างช่างลงตัว
“ช่างไร้ที่ติจริงๆ เหม่ยเอ๋อร์ตัวอ้วนกลมในวัยเยาว์ของข้าหายไปที่ใดกันฮึ?”
“ฮิฮิ ไร้ที่ติอันใดกันเ้าคะในแผ่นดินนี้มิมีผู้ใดงดงามเกินกว่าองค์ฮองเฮาหรอกเ้าค่ะ” ยู่กงกงยิ้มชอบใจกับคำตอบของนาง
“ตามข้ามาเร็วเข้า ฮองเฮากับกุ้ยเฟยรอเ้าอยู่ที่ศาลากลาง” เดินนำไปทันที
“เ้าค่ะ” เหม่ยเซียนเดินไปโดยมีเสี่ยวถง ลี่หง อี้หง เดินตามหลัง
๑------------------------๑
ศาลากลางริมสระบัว
“จูเหม่ยเซียนถวายบังคมจางฮองเฮาและหลันกุ้ยเฟยเพคะ” ก้มหน้าย่อกายอย่างงดงามสาวใช้ทั้งสามนั่งหมอบอยู่ด้านนอกศาลา
“ไม่ต้องมากพิธี เหม่ยเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมาหาแม่ซิ??” จางฮองเฮาเรียก
“เพคะ” เงยหน้าขึ้นมองสบสายพระเนตร ฮองเฮาและกุ้ยเฟยยิ้ม 'มิแปลกใจเลยจริงๆที่โอรสทั้งสองจะปักใจรักเพียงนาง'
“งดงามล่มเมืองจริงๆ เด็กน้อยตัวอ้วนในวัยเยาว์ของแม่” กุ้ยเฟยกล่าวชม
“ลุกขึ้นมานั่งข้างๆ แม่มา เรามีเื่ต้องคุยกันเยอะทีเดียว” ฮองเฮาพูดต่อ
“เพคะ ฮองเฮา”
“เรียกแม่สิ..อีกไม่นานเ้าต้องมาเป็ลูกสะใภ้แม่แล้วหัดไว้ตอนนี้ไม่ได้เสียหายอันใด" หันไปถามกุ้ยเฟย “จริงรึไม่แม่รอง”
“จริงเพคะแม่ใหญ่” หันมองเหม่ยเอ๋อร์ “ไหนลองเรียกซิ??”
“เพคะเสด็จแม่ใหญ่...เสด็จแม่รอง” ก้มหน้าเอียงอาย
“ดีแล้วๆ เช่นนั้นเรามาคุยเื่ผ้าที่จะใส่วันงานมงคลของเ้ากันดีหรือไม่?” กำลังหันไปถามลูกสะใภ้แต่กลับเห็นฉลองพระองค์สีเหลืองทองปักลายัเดินมาไวๆ ‘ข่าวลูกสะใภ้เข้าวังช่างรวดเร็วจริงๆ นะเพคะ’
เมื่อเ้าครองแคว้นเดินมาถึง
“ถวายพระพรฝ่าา ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีๆ เพคะ ”กล่าวพร้อมเพรียง
“พอๆๆๆ ไม่ต้องมากพิธีลุกขึ้นให้หมดทุกคน” ทุกคนลุกขึ้นยืนและรอให้องค์ฮ่องเต้เข้าไปประทับด้านในศาลาก่อน จากนั้นฮองเฮา กุ้ยเฟย เหม่ยเอ๋อร์จึงทยอยเข้าไปตามลำดับ
“เราได้ข่าวว่าลูกสะใภ้เดินทางเข้าวังก็อยากจะแวะมาทักทายสักหน่อยได้รึไม่??” พูดจาหยอกเย้าฮองเฮาและกุ้ยเฟยอย่างเป็กันเอง
“ได้สิเพคะ..เหม่ยเอ๋อร์ทักทายเสด็จพ่อสิลูก” ฮองเฮาโต้กลับทันใดเรียกเสียงหัวเราะดังลั่นศาลา
“55555 ได้ๆ เรียกเลยสิ เรียกเราเสด็จพ่อ” หันหน้ามองเหม่ยเซียนรอชมความสนุกสนาน
“เอ่ออ...เพคะเสด็จพ่อ” ‘ตายแล้วฉันน’
“555 ดีๆ ใจกล้าดี ไหนๆ มานั่งใกล้ๆ พ่อสิลูก" เหม่ยเซียนขยับเข้าไปใกล้พระที่นั่งที่ฝ่าาทรงประทับอยู่ จากนั้นพระองค์ก็เชยคางมนของนางขึ้นมาแล้วพิศมอง เหม่ยเซียนชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นสายตาวูบไหวเหมือนกำลังสนุกสนานบนพระพักตร์หล่อเหลา “เปลี่ยนใจจากลูกสะใภ้มาเป็สนมดีหรือไม่?? หืม”