แอบแซ่บ ผัวเพื่อน

    ตอนที่ 6: เมียหลวงจับได้


    ช่วงบ่ายแก่ๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ฉันนอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีครีมตัวโปรดกลางห้องนั่งเล่นของคอนโดหรู บนใบหน้าประดับด้วยแผ่นมาสก์หน้าสูตรเพิ่มความชุ่มชื้นนำเข้าจากเกาหลี เสียงเพลงบรรเลงจังหวะคลาสสิกเปิดคลอเบาๆ สร้างบรรยากาศที่แสนจะผ่อนคลายและสมบูรณ์แบบ

    ฉันสูดลมหายใจรับเอาไอเย็นฉ่ำจากแอร์ที่เป่ากระจายไปทั่วห้อง พลิกหน้าหนังสือจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์เล่มหนาในมืออ่านอย่างเพลิดเพลิน

    ชีวิตในวิมานลอยฟ้าแห่งนี้มันช่างสุขสบายและตอบโจทย์ความต้องการของฉันเสียจริงๆ แม้จะรู้ดีอยู่เต็มอกว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ 'ของเล่นชั่วคราว' หรือ 'นกน้อยในกรงทอง' ของเสี่ยสมชาย แต่ใครจะสนล่ะ ในเมื่อนกตัวนี้ได้กินอาหารชั้นเลิศ ได้รับการปรนเปรอด้วยข้าวของแบรนด์เนม และมีเงินสดโอนเข้าบัญชีทุกเดือนอย่างไม่ขาดสาย

    ผลตอบแทนมันคุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้มกับสิ่งที่ฉันต้องเสียไป

    ปัง! ปัง! ปัง!

    เสียงเคาะประตูดังรัวและกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรงผิดปกติ ทำลายความเงียบสงบในห้องชุดสุดหรูจนฉันต้องขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความหงุดหงิด ฉันลอกแผ่นมาสก์หน้าออก โยนทิ้งลงถังขยะอย่างลวกๆ แล้วเดินไปส่องดูตาแมวที่ประตู

    ภาพที่ปรากฏอยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ใช่เสี่ยสมชาย หรือพนักงานนิติบุคคลของคอนโด... แต่มันคือผู้หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมที่แต่งตัวด้วยชุดผ้าไหมสีสด สวมเครื่องประดับเพชรระยิบระยับเต็มตัว ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะจนดูถมึงทึง เธอมาพร้อมกับกลุ่มหญิงวัยกลางคนอีกสองสามคน และชายฉกรรจ์ในชุดซาฟารีสีดำที่ดูเหมือนบอดี้การ์ดอีกสองคน

    คุณหญิงประภาศรี... ภรรยาหลวงของเสี่ยสมชายนั่นเอง

    ริมฝีปากอวบอิ่มของฉันกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ไม่มีความตื่นตระหนก ไม่มีความหวาดกลัว หรือความรู้สึกลนลานใดๆ เกิดขึ้นในจิตใจเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน... ฉันกลับรู้สึกสนุกที่โจทย์ข้อใหญ่ของการเรียนรู้จิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์มาเคาะเรียกถึงหน้าประตูบ้าน

    ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปั้นหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสอย่างกุลสตรีผู้มีมารยาท ก่อนจะปลดล็อกและดึงประตูให้เปิดออก

    "สวัสดีค่ะคุณหญิงประภาศรี... ไม่ทราบว่าวันนี้ลมอะไรหอบมาถึงที่นี่คะ? รับเครื่องดื่มเย็นๆ สักแก้วก่อนไหมคะ?" ฉันเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและสุภาพเรียบร้อย ราวกับกำลังต้อนรับแขกวีไอพีของโรงแรม

    "นังเด็กหน้าด้าน! นังเมียน้อยร้อยเล่มเกวียน! แกยังกล้ามาทำหน้าซื่อตาใสทักทายฉันอยู่อีกเหรอ!"

    คุณหญิงประภาศรีแผดเสียงด่าทอลั่นโถงทางเดิน ก่อนจะพยักหน้าส่งสัญญาณให้บอดี้การ์ดทั้งสองคนผลักร่างของฉันให้พ้นทาง แล้วกรูกันบุกเข้ามาภายในคอนโดหรู กลุ่มกัลยาณมิตรของเธอก็ตามเข้ามาสมทบด้วยสายตาเหยียดหยามและสมเพช

    "พังมัน! รื้อค้นข้าวของทุกอย่างที่เป็นเงินของสามีฉัน! เอาไปโยนทิ้งให้หมด!" เธอชี้นิ้วสั่งการด้วยความกราดเกรี้ยว

    บอดี้การ์ดร่างยักษ์เริ่มลงมือรื้อค้นตู้เสื้อผ้า ดึงเอาชุดเดรสและเสื้อผ้าแบรนด์เนมราคาแพงของฉันออกมาโยนกองกับพื้นอย่างไม่ไยดี กระเป๋าหนังจระเข้และเครื่องสำอางถูกกวาดตกลงมาจากโต๊ะเครื่องแป้งจนกระจัดกระจายไปทั่วห้อง

    ฉันยืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องนอน มองดูความพินาศที่เกิดขึ้นด้วยสายตาที่เรียบเฉยและสงบนิ่ง แทนที่จะกรีดร้อง ร้องไห้ฟูมฟาย หรือพุ่งเข้าไปตบตีแย่งชิงข้าวของเหมือนในละครหลังข่าว ฉันกลับใช้สติและวิเคราะห์การกระทำของหญิงวัยกลางคนตรงหน้า

    การที่เธอพาคนมาพังห้องและแสดงอำนาจบาตรใหญ่ มันเป็นเพียงกลไกการชดเชยความรู้สึกบกพร่องในใจของเธอเอง เธอรู้สึกสูญเสียการควบคุมและสูญเสียความรักจากสามี จึงต้องมาระบายความโกรธเกลียดใส่เป้าหมายที่ดูอ่อนแอกว่า เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีและความรู้สึกมีอำนาจของตัวเองกลับคืนมา

    "คุณหญิงเหนื่อยไหมคะ? นั่งพักบนโซฟาก่อนดีไหมเอ่ย แหม... มาถึงก็สั่งลูกน้องพังข้าวของเลย พราวเสียดายแย่ เสื้อผ้าพวกนี้คุณพี่สมชายเขาอุตส่าห์ตั้งใจเลือกซื้อมาประเคนให้พราวเองกับมือเลยนะคะ" ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไปด้วยความประชดประชันและยั่วเย้าอย่างมีศิลปะ

    "นี่แกกล้ากวนประสาทฉันเหรอ! นังเด็กเมื่อวานซืน! แกคิดว่าการที่แกนอนอ้าขาให้สามีฉัน แล้วเขาจะยกย่องแกงั้นสิ? แกมันก็แค่ของเล่นชั่วคราวที่เขาซื้อมาบำบัดความใคร่เท่านั้นแหละ!" คุณหญิงประภาศรีตวาดลั่น ชี้นิ้วสั่นเทามาที่หน้าของฉัน

    "พราวก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นอย่างอื่นนี่คะ..." ฉันยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ก้าวเดินช้าๆ เข้าไปหาเธออย่างสง่าผ่าเผย "พราวรู้สถานะของตัวเองดีค่ะว่าเป็นแค่ของเล่น... แต่คุณหญิงรู้ไหมคะ ว่าทำไมคุณพี่สมชายถึงต้องยอมควักเงินหลักแสน ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมและเช่าคอนโดหรูๆ ให้กับของเล่นอย่างพราว?"

    ฉันหยุดยืนเว้นระยะห่างพอสมควร สบตาเธอด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวและเฉียบคม

    "เพราะเขาต้องการ 'ฟอกกิเลส' ของตัวเองยังไงล่ะคะ... เขาอยากจะรู้สึกว่าตัวเองมีความเป็นหนุ่ม มีอำนาจ และเป็นผู้นำที่สามารถควบคุมเด็กสาววัยรุ่นได้อย่างพราว เขาถึงต้องคอยตามตื๊อ ตามเอาของขวัญมาประเคนให้พราวไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งที่พราวก็แค่อยู่เฉยๆ และป้อนคำหวานให้เขานิดหน่อยเท่านั้นเอง"

    ฉันฉีกยิ้มหวานระยิบระยับ ทว่าคำพูดกลับเชือดเฉือนอย่างเลือดเย็น "เอาจริงๆ นะคะคุณหญิง... พราวแอบสงสารคุณหญิงด้วยซ้ำ ที่ต้องมานั่งปวดหัวตามเช็ดตามล้างวีรกรรมของตาแก่บ้ากามที่ไม่รู้จักพอ ทั้งที่คุณหญิงคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริง คือคนที่ถือทะเบียนสมรสและมีสิทธิ์ในทรัพย์สินหมื่นล้านของเขาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย"

    คุณหญิงประภาศรีชะงักไปชั่วครู่ แววตาที่เคยกราดเกรี้ยวเริ่มสั่นไหวและแทนที่ด้วยความประหลาดใจ บรรดากัลยาณมิตรของเธอก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กสาวที่อายุคราวลูกจะกล้าต่อกรด้วยตรรกะและเหตุผลที่เหนือชั้นขนาดนี้

    "คุณหญิงเป็นถึงนายิกาสมาคม เป็นผู้ลากมากดีที่มีหน้ามีตาในสังคม... การที่คุณหญิงลดตัวลงมาบุกคอนโดเพื่อตบตีกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างพราว มันไม่ได้ทำให้คุณหญิงดูสูงส่งขึ้นเลยนะคะ แต่มันกลับทำให้คุณหญิงดูเหมือนคนที่กำลัง 'หวาดกลัว' และ 'ไร้อำนาจ' จนต้องใช้วิธีป่าเถื่อนในการแก้ปัญหา"

    ฉันเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าแบรนด์เนมใบหนึ่งที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาปัดฝุ่นเบาๆ แล้วส่งคืนให้กับบอดี้การ์ดที่ยืนงงอยู่ข้างๆ "ข้าวของพวกนี้ ถ้าคุณหญิงอยากจะได้คืน ก็ให้ลูกน้องขนกลับไปเถอะค่ะ พราวไม่ได้ยึดติดอยู่แล้ว... แต่พราวขอแนะนำให้คุณหญิงเอาเวลาที่มาตามราวีพราว ไปจัดการควบคุมพฤติกรรมสามีของคุณหญิงให้อยู่หมัดจะดีกว่านะคะ เพราะตราบใดที่เขายังมีเงินและมีกิเลส ต่อให้ไม่มีพราว... เขาก็ไปหาเด็กคนอื่นมาเลี้ยงอยู่ดี"

    คำพูดของฉันราวกับน้ำเย็นที่สาดโครมเข้าใส่กองไฟแห่งความโกรธ คุณหญิงประภาศรียืนนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ เธอจ้องมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากความเกลียดชัง เป็นความเกรงขามและยอมรับในความฉลาดเฉลียวของเด็กสาวตรงหน้า

    "แก... แกนี่มันน่ากลัวกว่าที่ฉันคิดเอาไว้เยอะเลยนะ" คุณหญิงประภาศรีแค่นหัวเราะ in ลำคอ เหยียดยิ้มที่มุมปาก "ก็ได้... ถือว่าวันนี้ฉันมาเตือนความจำแกก็แล้วกัน ว่าอย่าได้คิดจะล้ำเส้นมาเผยอเทียบรัศมีกับฉัน... กลับ! พวกเรากลับ!"

    เธอหันไปสั่งลูกน้องและเพื่อนๆ ของเธอด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ก่อนจะสะบัดหน้าเดินนำออกจากคอนโดไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีการลงไม้ลงมือตบตีหรือสาดน้ำกรดใส่หน้าฉันเหมือนที่เคยได้ยินในข่าวหน้าหนึ่ง

    ฉันยืนมองประตูที่ถูกปิดลงด้วยความรู้สึกปลื้มปริ่มในความสามารถของตัวเอง การเจรจาเชิงจิตวิทยาสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส และสามารถปกป้องร่างกายของฉันให้รอดพ้นจากการบาดเจ็บได้อย่างงดงาม

    ตื๊ด... ตื๊ด... ตื๊ด...

    เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกแผดเสียงร้องเตือนขึ้นทำลายความเงียบ ฉันปรายตามองหน้าจอที่ปรากฏชื่อ 'คุณพี่สมชาย' ก่อนจะกดรับสายและกรอกเสียงลงไปอย่างราบเรียบ

    "สวัสดีค่ะ พี่สมชาย..."

    "พราว! คุณหญิงบุกไปหาเธอใช่ไหม! เธอไปพูดอะไรให้คุณหญิงฟังฮะ! คุณหญิงโทรมาด่าพี่เปิงเลย แถมยังขู่จะตัดบัตรเครดิตพี่ทุกใบด้วย!" เสียงของเสี่ยสมชายสั่นเครือและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ความน่าเกรงขามของนักธุรกิจระดับประเทศมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงตาแก่ปอดแหกที่กลัวเมียจนหัวหด

    "พราวก็แค่... สนทนาธรรมะกับคุณหญิงนิดหน่อยเองค่ะ" ฉันกลั้นขำเอาไว้แทบไม่อยู่ "พี่สมชายไม่ต้องห่วงนะคะ พราวรับรองได้ว่าคุณหญิงจะไม่มาทำร้ายพราวแน่นอนค่ะ"

    "พอเลย! พอแค่นี้แหละ! เธอมันตัวซวยชัดๆ! เราจบกันแค่นี้ คอนโดนี้พี่ก็จะไม่จ่ายค่าเช่าแล้ว เธอเก็บของย้ายออกไปภายในพรุ่งนี้เลยนะ และอย่าโทรมาหาพี่อีก!"

    ตู๊ด... ตู๊ด... ตู๊ด...

    เขาตัดสายทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าฉันเป็นเชื้อโรคที่น่าขยะแยง

    ฉันลดโทรศัพท์มือถือลง มองหน้าจอมืดสนิทแล้วหลุดหัวเราะพรืดออกมาเสียงดังลั่นห้อง "ฮ่าๆๆๆ! โอ๊ย... ตาแก่เอ๊ย! ปอดแหกยิ่งกว่าลูกหมาถูกทิ้งเสียอีก!"

    ความขลาดเขลาและสัญชาตญาณเอาตัวรอดอันตื้นเขินของเสี่ยสมชาย มันทำให้ฉันได้เห็นถึงธาตุแท้ของผู้ชายประเภทนี้ ความรัก ความห่วงใย หรือคำหวานที่เขาเคยพร่ำบอกเมื่อตอนที่อยู่บนเตียง มันก็เป็นแค่เรื่องหลอกลวงไร้สาระ พอถึงเวลาจวนตัว เขาก็พร้อมที่จะถีบหัวส่งฉันเพื่อเอาตัวรอดอย่างไม่ลังเล

    ไม่มีน้ำตาแห่งความเสียใจ... ไม่มีความโศกเศร้ารันทด... ฉันมีแต่ความสะใจและตาสว่างอย่างถึงที่สุด

    ฉันเดินตรงเข้าไปในห้องแต่งตัวที่เหลือเพียงเศษซากเสื้อผ้าบางส่วนที่รอดพ้นจากการรื้อค้น เปิดตู้เซฟและกอบโกยเงินสดปึกใหญ่ที่ฉันสะสมไว้ออกมาบรรจุลงในกระเป๋าเดินทางใบกะทัดรัด เสื้อผ้าและของใช้จำเป็นถูกยัดตามลงไปอย่างเป็นระเบียบ

    ฉันเปลี่ยนชุดเป็นเดรสเข้ารูปสีดำสนิทที่ดูหรูหราและลึกลับ สวมรองเท้าส้นสูงแหลมปรี๊ด สวมแว่นตากันแดดแบรนด์เนมสีดำอันใหญ่เพื่อปิดบังใบหน้า ก่อนจะลากกระเป๋าเดินทางสองใบก้าวเดินออกจากคอนโดหรูแห่งนี้อย่างเชิดหน้าชูตา ราวกับราชินีที่กำลังเสด็จออกจากพระราชวัง บทเรียนครั้งนี้มีมูลค่าสูงลิบลิ่ว และมันได้หล่อหลอมให้หัวใจของฉันแข็งแกร่งและไร้ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น

    เกมล่าเหยื่อของจริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น... ฉันจะใช้สมองและเรือนร่างของฉัน ล่อลวงผู้ชายที่มีระดับและกระเป๋าหนักกว่านี้มาเปย์เงินแสนให้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด และฉันจะไม่ยอมเป็นผู้แพ้ในเกมนี้อย่างเด็ดขาด!