จ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง

    ตอนที่ 48 เห็ดเยื่อไผ่

    คนของภัตตาคารเฟิ่งไหลต่างมายืนรวมกลุ่มกันอยู่ด้านหน้า มองภัตตาคารฝั่งตรงข้ามที่เต็มไปด้วยผู้คน ภาพบรรยากาศแบบนี้มันคล้ายตอนที่ภัตตาคารของพวกตนเปิดแรก ๆ

    “หลงจู๊ขอรับ พวกเราจะทำเช่นไรกันดี ลูกค้าพวกเราถูกดึงไปที่ภัตตาคารหย่งเล่อหมดแล้ว”

    “อาหารเทพเซียนหรือ ข้าอยากรู้นักว่ามันจะอร่อยเพียงใด” หลงจู๊ภัตตาคารเฟิ่งไหลรีบเข้าไปในห้องครัว แล้วสั่งให้พ่อครัวรีบเปลี่ยนชุดใหม่ เพื่อเข้าไปลิ้มลองอาหารของภัตตาคารตรงข้าม

    “พวกเจ้าต้องจดจำรสชาติอาหารให้ได้แล้วนำกลับมาทำให้ข้าลิ้มลอง”

    “ขอรับ” พ่อครัวทั้งสี่รับคำสั่ง ลอบออกไปต่อแถวปะปนกับกลุ่มฝูงชน

    พนักงานในภัตตาคารหย่งเล่อกำลังวุ่น ไม่มีผู้ใดว่างงานเลยสักคน ขนาดจ้าวลู่ชิงกับจ้าวลู่เสียน และบ่าวรับใช้ยังนั่งคัดลอกสูตรอาหารเพื่อส่งไปให้ภัตตาคารหย่งเล่อที่อยู่สาขาอื่น ๆ จำนวนยี่สิบสาขา

    ฮ่าวหลงจู๊เก็บเงินจนมือแทบเป็นตะคริว เป็นครั้งแรกที่ภัตตาคารหย่งเล่อมีลูกค้ามากมายเช่นนี้ เขาไม่แปลกใจว่าเพราะเหตุใดลูกค้าถึงเยอะ ดูอาหารแต่ละอย่างสิ ทั่วต้าถังลามไปจนแคว้นอื่น ไม่มีผู้ใดสามารถปรุงอาหารเลิศรสพวกนี้ได้

    จ้าวลู่ชิงขอตัวลากลับบ้านก่อนจะมืดค่ำ ปล่อยให้ฮ่าวหลงจู๊ดูแลกิจการ นางมองผู้คนที่ยังมีความอดทนยืนรออยู่หน้าร้าน

    “ท่านลุงฮ่าว หากพรุ่งนี้คนยังเยอะเช่นวันนี้ ท่านให้คนไปซื้อเก้าอี้มาเพิ่มหน่อยเถิด”

    “คุณชายจะเพิ่มโต๊ะหรือขอรับ”

    “โต๊ะไม่มีที่ว่างจะวางแล้ว ข้าให้ไปซื้อเก้าอี้มาเพื่อให้ลูกค้าที่ยืนรออยู่หน้าภัตตาคารนั่ง”

    “ขอรับ หากพรุ่งนี้ลูกค้ายังเยอะเช่นวันนี้ ข้าจะให้เสี่ยวเอ้อไปซื้อเก้าอี้”

    “พรุ่งนี้ข้าไม่เข้ามานะ ท่านดูแลภัตตาคารให้ดี เกิดเรื่องอันใดให้ส่งข่าวไปหาข้าที่หมู่บ้านซานเป่ย”

    “ขอรับ”

    จ้าวลู่ชิงกับจ้าวลู่เสียนเดินทางกลับบ้าน พรุ่งนี้นางกับพี่ชายจะขึ้นเขาไปจับกระต่ายมาเลี้ยง

    ภายในโถงอาหารจ้าวลู่ชิงกับจ้าวลู่เสียนผลัดกันเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ จนเรียกเสียงหัวเราะจากคนในครอบครัว

    “พ่อไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นเด็กเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเช่นนี้”

    “หากพวกเราไม่ทำเช่นนี้ จะมีคนเข้ามาลิ้มลองอาหารได้อย่างไร”

    “หากมีคนบอกว่าอาหารไม่อร่อยอย่างที่โอ้อวดไว้จะทำเช่นไร ดึงเทพเซียนลงแปดเปื้อนในโลกมนุษย์มิเกรงกลัวบาปกรรม”

    “ท่านแม่เจ้าคะ ผู้ใดเคยลิ้มลองอาหารของเทพเซียนบ้าง พวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าอาหารเทพเซียนรสชาติและหน้าตาเป็นแบบใด”

    “เจ้านี่นะ” หน้าตาทะเล้นของบุตรสาวทำให้จ้าวฮูหยินเอ็นดู คีบปลาสามรสใส่ถ้วยให้บุตรสาวและบุตรชาย

    เสียงหัวเราะของคนสกุลจ้าวดังลั่นโถงอาหาร มีจ้าวลู่ชิงเป็นตัวสร้างสีสันครอบครัวที่เคยเงียบขรึมกลับมีชีวิตชีวา

    ลูกสิงโตสีขาวราวกับหิมะ วิ่งเล่นอยู่ภายในห้องของจ้าวลู่ชิง สามดรุณีน้อยต่างคลานไล่ตามหยอกล้อสัตว์หน้าขน

    “ต้าอวี้วิ่งเร็วมากเจ้าค่ะ” ซูเซียงดึงหางเจ้าสิงโตจอมซุกซน

    “พวกมันน่ารักเหมือนแมว” ซูเจินดึงต้าจินมากอด

    “พวกเจ้าจะทรมานต้าอวี้กับต้าจินไปถึงเมื่อไหร่” จ้าวลู่ชิงชักจะสงสารสัตว์เลี้ยงสองตัวนี้แล้วสิ พวกมันถูกซูเซียงกับซูเจินกอด หอม จนบอบซ้ำหมดแล้ว

    ลูกสิงโตทั้งสองดิ้นรนจนหลุดจากอุ้งมือมารทั้งสองวิ่งเข้ามาหาตักของจ้าวลู่ชิงเพื่อใช้เป็นที่หลบภัย

    “ดูสิ ต้าอวี้กับต้าจินกลัวพวกเจ้า” จ้าวลู่ชิงหัวเราะคิกคัก ยกมือขึ้นลูบหัวของสัตว์ทั้งสองเพื่อปลอบประโลม

    “คุณหนูพักผ่อนได้แล้วเจ้าค่ะ” อี้หมัวมัวเดินเข้ามาเตือน พรุ่งนี้เช้าคุณหนูต้องขึ้นเขาไปล่ากระต่าย หากนอนดึกจะไม่มีเรี่ยวแรง

    จ้าวลู่ชิงกับสาวใช้ทั้งสองนำต้าอวี้กับต้าจินไปนอนในกรงที่ท่านปู่เพิ่งสร้างขึ้นให้วันนี้อย่างว่าง่าย

    “พวกเจ้านอนอยู่ในนี้นะ อย่าซนล่ะ” ภายในกรงมีผ้าผืนหนาปูให้สัตว์ทั้งสองนอน

    เมื่อเห็นว่ามนุษย์กำลังจากไปสัตว์ทั้งสองก็ข่วนกรง มองตามตาระห้อย ทำให้มนุษย์ทั้งสามอยากเอาพวกมันไปนอนด้วย

    “คุณหนูเจ้าคะ พักผ่อนได้แล้วเจ้าค่ะ” อี้หมัวมัวย้ำเตือน

    จ้าวลู่ชิงยอมกลับไปนอน ปิดห้องจนสนิทนางจึงไขช่องลับเตียงนอน นำกล่องที่มีดอกบัวขึ้นมาสำรวจ ดอกบัวทั้งสองกล่องยังสดใหม่เหมือนวันแรกที่เจอไม่มีเปลี่ยน ช่างมหัศจรรย์โดยแท้ รีบเก็บไว้ในช่องลับใต้เตียงเช่นเดิมแล้วทิ้งตัวลงนอน

    เช้าวันต่อมาจ้าวเฉิงนำกลุ่มคนขึ้นมาบนภูเขาเพื่อตามล่าหากระต่ายกลับไปเลี้ยงในสวนผลไม้

    จ้าวลู่ชิงและสาวใช้ทั้งสอง เดินตามหลังท่านปู่กับจ้าวลู่เสียน ส่วนพลเงาทั้งห้าคอยเดินตามหลังพวกนาง

    ทุกคนต่างพยายามมองหาโพรงกระต่าย ระหว่างมองหาโพรงกระต่ายจ้าวลู่ชิงก็เก็บสมุนไพรใส่กระบุงไปด้วย เวลานี้เรือนที่ใช้เก็บสมุนไพรเต็มไปด้วยสมุนไพรหลากหลายชนิดราวกับร้านขายสมุนไพร

    “นายท่านผู้เฒ่า นี่คือโพรงกระต่ายหรือไม่เจ้าคะ” ซูเซียงเห็นรูขนาดใหญ่ตามที่นายท่านผู้เฒ่าบอกในตอนแรกจึงรีบทักขึ้น

    “ใช่ นี่แหละคือรูกระต่าย กระต่ายจะมีหลายโพรง พวกเจ้าเดินหารอบ ๆ พอเจอแล้วให้เอาหญ้าหรือดินอุดรูมันไว้”

    จ้าวลู่ชิงทำตามที่ท่านปู่บอก นางเดินหาจนเจอรูขนาดใหญ่แล้วใช้หญ้าอุดรู นางมองท่านปู่นำหญ้าแห้งมาสุมควันเข้าไปในโพรงกระต่าย

    หญ้าแห้งถูกสุมจนเหลือแค่เถ้าถ่าน กระสอบป่านที่เจาะรูขนาดเล็กเปิดปากรออยู่หน้าโพรงสักพักก็มีกระต่ายสีขาวราวกับหิมะกระโดดออกมาจากโพรง

    หนึ่ง

    สอง

    สาม…….

    จ้าวลู่ชิงนับได้ทั้งหมดแปดตัว กระต่ายหนึ่งโพรงแปดตัว ช่างโชคดีอะไรเยี่ยงนี้

    “คุณหนูกระต่ายสีขาวราวกับหิมะเลยเจ้าค่ะ” ซูเซียงส่อง

    กระต่ายที่กองกันอยู่ก้นกระสอบ

    เขาลูกนี้ช่างอุดมสมบูรณ์ เดินหาไม่นานก็พอเจอโพรงกระต่ายอีกโพรง วิธีการจับกระต่ายของจ้าวเฉิงช่างยอดเยี่ยมสมกับเป็นอดีตแม่ทัพผู้เกรียงไกร

    ขณะกำลังเดินผ่านป่าไผ่ สายตาจ้าวลู่ชิงสังเกตเห็นสีขาว ๆ ผุดขึ้นละลานตา นางเดินเข้าไปสำรวจด้วยความใคร่รู้

    เห็ดที่มีหมวกดอกเป็นร่างแหสีขาวคลุมลงมาเหมือนกับกระโปรง มันคือเห็ดเยื่อไผ่มิใช่หรือ จ้าวลู่ชิงอ้าปากค้างกับความโชคดี

    “ท่านปู่ ข้าเจอของล้ำค่า” มิน่าล่ะนางถึงได้กลิ่นฉุน ที่แท้เป็นบริเวณสปอร์ของเห็ดเยื่อไผ่นี่เองที่ผลิตกลิ่นฉุนเพื่อล่อแมลง

    จ้าวเฉิงขมวดคิ้วกับสิ่งที่หลานสาวชี้ “เห็ดพวกนี้ทานมิได้”

    “ทานได้เจ้าค่ะ” จ้าวลู่ชิงยืนยันด้วยใบหน้าจริงจัง

    “จะทานได้เยี่ยงไร ตอนที่ปู่ยังเด็กมีชาวบ้านขึ้นมาเก็บไปทาน หลังจากทานเห็ดชนิดนี้ก็อาเจียนหนักจนสิ้นลม หากว่ามันทานได้คิดว่ามันจะเหลือรอดมาถึงมือเจ้ารึ ป่านนี้ชาวบ้านคงเก็บไปหมดไม่เหลือไว้ให้เป็นป่าขนาดนี้หรอกนะ”

    “ชาวบ้านผู้นั้นเก็บเห็ดเยื่อไผ่สีใดไปเจ้าคะ”

    จ้าวเฉิงเงียบเพราะไม่รู้ว่าชาวบ้านผู้นั้นเก็บเห็นเยื่อไผ่สีใดไป ยามนั้นเขายังเด็กมารดาสอนสั่งว่าห้ามเก็บเห็ดชนิดนี้มาทาน มิฉะนั้นจะเสียชีวิต

    “ท่านปู่ เห็ดเยื่อไผ่สีขาวสามารถทานได้” เห็ดเยื่อไผ่เท่าที่พบมีเก้าชนิด นำมารับประทานได้เพียงสี่ชนิด นางจำได้ว่าเห็ดเยื่อไผ่สีขาวสามารถนำมารับประทานได้ ในชาติที่แล้วจีนส่งออกเห็ดเยื่อไผ่เป็นพืชเศรษฐกิจและเป็นประเทศเดียวที่เพาะเห็ดชนิดนี้ส่งขายทั่วโลก

    “ทานได้จริง ๆ นะเจ้าคะ ข้ามิได้โกหก” เห็ดเยื่อไผ่ยังเป็นหนึ่งในเจ็ดของยาอายุวัฒนะที่จัดเป็นของเสวยให้กับฮ่องเต้ในราชวงศ์ชิง คุณค่าทางโภชนาการของมันค่อนข้างสูง

    จ้าวเฉิงเห็นใบหน้าจริงจังของหลานสาว จึงยอมเชื่อ หลานสาวมิใช่คนจะเอาชีวิตมาล้อเล่น

    “ท่านปู่ ไปหากระต่ายต่อเถิดเจ้าค่ะ ข้ากับซูเซียง ซูเจิน จะเก็บเห็ดเยื่อไผ่รออยู่ที่นี่”

    จ้าวเฉิงให้พลเงาสามนายอยู่ช่วยจ้าวลู่ชิงเก็บเห็ดส่วนพวกตนเดินตามหาโพรงกระต่ายต่อ

    เห็ดเยื่อไผ่เกิดละลานตา ป่าไผ่แห่งนี้ใหญ่มาก ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยเห็ดเยื่อไผ่ ทำอย่างไรนางถึงจะเก็บหมด กระบุงกับกระสอบที่นำมาด้วยก็ไม่เพียงพอ

    “คุณหนูมีชาวบ้านกำลังเดินมาทางนี้” โม่เอินได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของชาวบ้านประมาณสามคน

    “มาก็ดีสิ” จ้าวลู่ชิงเผยรอยยิ้ม เกือบหนึ่งเค่อชาวบ้านที่โม่เอินได้ยินเสียงก็โผล่มาหนึ่งคน

    “เสี่ยวเหมย” จ้าวลู่ชิงเรียกเจียงเหมยที่แบกกระบุงใบใหญ่ไว้บนหลัง นางกำลังก้มหน้าก้มตาหาอะไรสักอย่าง

    “เสี่ยวชิง เจ้ามาทำอันใด” สะดุ้งเล็กน้อยกับเสียงเรียก นางกำลังหาสมุนไพรไปขายให้จ้าวลู่ชิง

    “ข้ามาล่าสัตว์กับท่านปู่”

    เจียงเหมยมีสีหน้าสงสัย ปกติท่านปู่จ้าวเฉิงจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ในป่าลึกมิใช่หรือ เหตุใดวันนี้ถึงอยู่แค่ตีนเขา

    “ข้ามิได้ไปกับท่านปู่แล้ว ข้าอยู่เก็บเห็ด” ชูเห็ดที่อยู่ในมือ

    “เจ้าจะเก็บเห็ดมีพิษไปทำไม”

    “อาเหมยเจ้าพูดคุยกับผู้ใด” เจียงหรานร้องทัก

    “ท่านพี่ ข้าคุยกับเสี่ยวชิง”

    เจียงหรานกับภรรยาเดินตรงมาทางป่าไผ่ เห็นน้องสาวยืนอยู่กับคนบ้านจ้าว

    “เสี่ยวชิง เห็ดพวกนี้ทานไม่ได้” เจียงหรานเอ่ยเตือนเมื่อเห็นเห็ดพิษในกระบุง

    “หากข้าจ้างพวกท่านคนละสิบเหวินเก็บเห็ดพวกนี้ พวกท่านยินดีรับงานนี้หรือไม่” ทั้งสามขึ้นเขามาหาสมุนไพร บางทีเก็บสมุนไพรไปขายอาจได้เงินเยอะกว่าช่วยนางเก็บเห็ดเสียอีก

    “เก็บเห็ดพวกนี้น่ะหรือ” เจียงเหมยไม่เข้าใจว่าจ้าวลู่ชิงจะเก็บเห็ดพิษไปเพื่ออันใด

    “ใช่”

    เจียงเหมยพยักหน้ายินยอม นางปลดกระบุงที่มีสมุนไพรอยู่เพียงน้อยนิดออกจากหลัง

    ป่าไผ่ขนาดใหญ่มีเห็ดขึ้นอยู่จนเต็ม จ้าวลู่ชิงเลือกเก็บเห็ดดอกที่บานเต็มที่ ส่วนที่ยังเล็กอยู่นางค่อยมาเก็บในวันพรุ่งนี้

    ใช้เวลาเกือบสองชั่วยามในการเก็บเห็ด กระบุงทุกใบกับกระสอบเต็มไปด้วยเห็ดเยื่อไผ่

    ท่านปู่ของนางและคนอื่น ๆ กลับมา ในกระสอบเต็มไปด้วยกระต่ายจำนวนสามสิบตัว

    ทุกคนเดินลงเขาก่อนจะแยกย้ายกันบริเวณตีนเขา จ้าวลู่ชิงและคนอื่น ๆ แบกกระบุงเห็ดกลับบ้าน ส่วนจ้าวเฉิงกับจ้าวลู่เสียนและพลเงาอีกสองนายแบกกระสอบกระต่ายไปยังสวนผลไม้

    ซูเซียงจ่ายเงินค่าแรงบวกกับค่าสมุนไพรให้กับคนบ้านเจียงเป็นจำนวนสี่สิบห้าเหวิน ทั้งสามรีบกล่าวขอบคุณก่อนจะขอตัวลากลับบ้าน

    เห็ดมากมายวางกองอยู่บริเวณหน้าห้องครัว จ้าวลู่ชิงยิ้มกริ่ม รีบเรียกบ่าวมาช่วยกันจัดการกับเห็ดพวกนี้

    จ้าวลู่ชิงสอนให้บ่าวทุกคนแยกหมวกเห็ดที่มีลักษณะเป็นเมือกสีน้ำตาลออกจากส่วนของกระโปรงและก้าน เพราะเมือกจะมีกลิ่นลักษณะคล้ายฟีโรโมนดึงดูดให้เมล็ดมาตอม แล้วแมลงพวกนั้นจะช่วยนำพาสปอร์ที่อยู่บริเวณหมวกกระจายไปยังสถานที่ต่าง ๆ

    ส่วนที่จ้าวลู่ชิงจะนำมารับประทานคือบริเวณกระโปรงและก้านของมัน ส่วนหมวกที่มีกลิ่นฉุนนางจะนำไปผลิตเป็นยาบำรุงเพศของม้า มันจะช่วยทำให้ม้าผสมพันธุ์ได้ดีขึ้น

    ม้าคือพาหนะที่สำคัญของแคว้นหากสามารถผลิตม้าได้ทีละหลายตัวต้องเกิดประโยชน์อย่างแน่นอน หากนางผลิตยาแล้วนำไปขายให้กับกองทัพ เงินคงหล่นใส่ศีรษะนางจนหัวปูดบวมอย่างแน่นอน

    ระหว่างที่นางกำลังมีความสุขเสียงเรียกด้วยความร้อนใจของใครบางคนก็ดังขึ้น

    “คุณหนู แย่แล้วขอรับ”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง ที่คุณอ่าน