ทลายภพสยบหมื่นดารา

    ตอนที่ 51 เสียงกระดิ่งในยามเช้า

    ซุงหุ้มเหล็กกระแทกประตูโม่เหอเป็นครั้งที่สี่

    กลอนไม้ซึ่งชาวบ้านเพิ่งเสริมด้วยเพลาเกวียนโก่งจนส่งเสียงครางอักขระดำเหนือฟ้าพลันสว่างตามแรงสะเทือนเส้นโลหิตที่ฝังอยู่ใต้หิมะเลื้อยเข้าหาบานประตูราวกับรากไม้กระหายฝน

    เยี่ยซิงเหอยกกระบี่เงาดารา แต่ยังไม่ส่งปราณออกไป

    ถ้าเขาฟันซุง ค่ายกลชั้นสองจะจับพลังของแกนทองคำหากเขาปล่อยไว้ ประตูจะทนได้อีกไม่กี่ครั้ง

    “ยิงคนเทดิน!” เขาตะโกน

    สายธนูสิบกว่าสายดีดพร้อมกัน ลูกธนูพุ่งจากกำแพงต่ำข้ามแถวโล่สีดำไปยังศิษย์นิกายซึ่งกำลังโปรยดินปนเลือดรอบซุงคนหนึ่งถูกยิงเข้าที่บ่า อีกคนล้มคว่ำ แต่แนวโล่ด้านหน้าพลันยกสูงขึ้นปิดคนข้างหลังจนมิด

    ศัตรูเรียนรู้จากลูกธนูชุดแรกแล้ว

    คนถือซุงถอยสามก้าว เตรียมวิ่งกระแทกใหม่

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้าตีแผ่นทองแดงซึ่งแขวนข้างประตู

    กังวานแรกแหลมจนทะลุเสียงศึก

    กังวานที่สองวิ่งผ่านตรอก ผ่านเรือนคนเจ็บ ผ่านลานกลางไปถึงบ้านทุกหลังซึ่งยังมีคนอยู่

    กังวานที่สามประกาศว่ายามเช้ามาถึงโม่เหอแล้วแม้แสงอาทิตย์ไม่อาจลอดค่ายกลลงมา

    “ทุกคนอยู่ในบ้าน!” ผู้เฒ่าโม่ตะโกน“ผู้ไม่มีหน้าที่บนกำแพงห้ามออกสู่ตรอกเปิดประตูเฉพาะเมื่อได้ยินกระดิ่งสั้นสองครั้ง!”

    คำสั่งส่งต่อจากปากหนึ่งสู่อีกปากหนึ่ง

    บานหน้าต่างปิดลง เด็กถูกดึงออกจากช่องฝาคนเจ็บซึ่งยังยืนได้ช่วยค้ำประตูเรือน หม้อน้ำกับผ้าพันแผลถูกแบ่งไว้ตามจุดหลบภัยมิใช่รวมไว้ในลานเดียวให้ศัตรูเผาได้พร้อมกัน

    เมื่อกระดิ่งเงียบ บ้านแต่ละหลังตอบด้วยการเคาะไม้

    เรือนหินใกล้บ่อน้ำเคาะหนึ่งครั้งหมายถึงรับคนเจ็บได้อีกไม่เกินห้าคน เรือนช่างย้อมเคาะสองครั้งหมายถึงมีผู้บาดเจ็บหนัก โรงเก็บฟืนเคาะสามครั้งเพราะหลังคารั่วจากลูกธนู

    สัญญาณเหล่านี้เพิ่งถูกตกลงเมื่อคืน ไม่มีผู้ใดจำได้สมบูรณ์หญิงชราคนหนึ่งเคาะผิดจนผู้เฝ้าตรอกวิ่งไปเปิดประตูโชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านตะโกนห้ามทัน

    “เขียนไว้เหนือกลอน!” เขาสั่ง“ผู้ใดอ่านไม่ได้ให้จำตามจำนวนเชือก!”

    ชาวบ้านผูกปมเชือกหนึ่ง สอง หรือสามปมไว้ข้างประตูแทนตัวอักษรเด็กซึ่งยังไม่โตพอถืออาวุธถูกให้ท่องความหมายและคอยเตือนผู้ใหญ่

    สงครามทำให้แม้คนซึ่งอยู่ในบ้านต้องมีหน้าที่

    เยี่ยซิงเหอได้ยินเด็กคนหนึ่งท่องเสียงสั่นว่า หนึ่งรับคนได้สองมีคนเจ็บ สามเรือนเสียหาย เขาอยากหันไปดูว่าเป็นเด็กผู้ปั้นตุ๊กตาหิมะหรือไม่แต่หน้าประตูไม่มีเวลาพอให้ตามความทรงจำ

    เขาจึงจำเสียงไว้ก่อน

    เยี่ยซิงเหอได้ยินเสียงคนในหมู่บ้านขยับตามกระดิ่งจึงเข้าใจว่าหน้าที่ของมันไม่ใช่เพียงร้องเตือนภัย

    มันทำให้คนซึ่งมองไม่เห็นกำแพงรู้ว่าต้องทำอะไร

    ซุงพุ่งมาอีกครั้ง

    “หลบแนวกลาง!” ผู้ใหญ่บ้านร้อง

    ชาวบ้านหลังประตูแยกออกด้านข้างก่อนแรงกระแทกมาถึง

    ตูม!

    เพลาเกวียนหลุดจากร่องหนึ่งด้าน บานประตูแง้มเพียงคืบปลายหอกสีดำสามเล่มแทงผ่านช่องเข้ามาทันที

    เยี่ยซิงเหอก้าวเฉียง ไม่ใช้แรงปะทะตรงเขากดสันกระบี่ลงบนหอกเล่มแรก เบี่ยงมันชนเล่มที่สองแล้วใช้ปลายเท้าถีบก้านหอกเล่มที่สามให้ติดระหว่างบานประตู

    ช่างไม้กับชายถือค้อนวิ่งเข้ามาพวกเขาสอดลิ่มไม้ใต้กลอนแล้วทุบพร้อมกัน

    ปัง! ปัง! ปัง!

    หอกด้านนอกถูกบานไม้หนีบ คนถือดึงไม่ทันหญิงผู้ถือคันธนูจึงยิงผ่านช่องแคบ ลูกธนูหายเข้าใต้หมวกเกราะเสียงร้องดังขึ้นนอกกำแพง

    “ปิด!” เยี่ยซิงเหอสั่ง

    ชาวบ้านหกคนใช้บ่าดัน บานประตูกลับเข้าที่กลอนเอียงถูกยกขึ้นด้วยเชือกจนวางบนลิ่มใหม่ได้ชั่วคราว

    แต่รอยแตกกลางบานกว้างกว่าเดิม

    อักขระดำบนฟ้าหมุนเร็วขึ้นหนึ่งรอบ

    ผู้เฒ่าโม่กดไม้เท้าลงพื้น “มันยังไม่เปิดเต็มเพราะดินโลหิตไม่ครบวง”

    “พวกมันจะส่งคนเทดินชุดใหม่” เยี่ยซิงเหอกล่าว

    “และเจ้าจะอยากพุ่งออกไปฆ่า”

    “หากตัดถุงดินได้—”

    “แนวโล่เปิดช่องไว้ล่อเจ้า” ผู้เฒ่าโม่ชี้ไปนอกประตู“ดูเท้าคนแถวที่สาม”

    ผ่านรอยแตก เยี่ยซิงเหอเห็นรองเท้าหนังหลายคู่หันปลายเข้าหากันมิได้หันตรงสู่ประตู คนเหล่านั้นรอปิดวงรอบผู้ที่พุ่งออกไป

    ศัตรูรู้ว่าเขาอยู่หลังบานไม้

    ยิ่งเขาแสดงพลังมาก พวกมันยิ่งรู้ตำแหน่งแกนทองคำชัดขึ้น

    “ข้าไม่ออก” เขาตอบ

    ผู้เฒ่าโม่มิได้ชม เพียงพยักหน้าครั้งเดียว

    นอกกำแพง เสียงหวีดสั้นดังขึ้น แนวซุงถอยกลับไปไกลกว่าเดิมศิษย์นิกายกลุ่มหนึ่งคุกเข่าหลังโล่ ใช้พลั่วตักหิมะกลบดินโลหิตเดิม

    หญิงผู้ถือคันธนูขมวดคิ้ว “พวกมันกำลังลบรอยของตน?”

    เยี่ยซิงเหอมองทิศทางลม “ไม่พวกมันทำให้เรามองไม่เห็นว่าดินขาดตรงใด”

    หิมะใหม่ถูกโปรยคลุมพื้นสีดำแต่เส้นอักขระบนฟ้ายังจำตำแหน่งเดิมได้ ทุกครั้งที่คนถือซุงขยับมันหันตามอย่างแม่นยำ

    ลูกธนูของโม่เหอเหลือน้อยเกินกว่าจะยิงทดสอบทุกเป้า

    เยี่ยซิงเหอก้มแตะหิมะซึ่งร่วงผ่านรอยแตกเม็ดหนึ่งละลายบนปลายนิ้ว อีกเม็ดกลับมีคราบสีเทาเกาะอยู่

    “เถ้าถ่าน” เขาพึมพำ

    ผู้ใหญ่บ้านถาม “จากที่ใด?”

    คำตอบมาพร้อมกลิ่นควันจากทิศตะวันตก

    บนหลังคาเรือนว่างใกล้กำแพง เปลวไฟสีส้มลุกขึ้นโดยไร้เสียงลูกธนูไฟจากนอกหมู่บ้านปักอยู่ในฟาง แต่ควันมิได้ลอยขึ้นตรงมันถูกลมบังคับให้ไหลต่ำเข้าหาลานคนเจ็บ

    ศัตรูไม่ได้หวังเผาเรือนหลังเดียว

    พวกมันต้องการให้คนบนประตูแบ่งกำลังไปดับไฟและให้ควันไล่ผู้บาดเจ็บออกสู่ตรอก

    กระดิ่งทองแดงดังสั้นสองครั้ง

    คนประจำแนวตะวันตกเปิดประตูเรือนตามสัญญาณส่งถังน้ำต่อกันใต้ชายคาแทนการวิ่งกลางถนนหญิงชราซึ่งเฝ้าหม้อน้ำเททรายชื้นลงบนฟางรอบจุดไหม้ก่อน จึงค่อยสาดน้ำลงกลางเปลวไฟ

    ไฟไม่ลามดังที่ศัตรูหวัง

    ทว่าควันยังปิดทัศนะบนกำแพงด้านหนึ่ง

    ประตูเรือนคนเจ็บเปิดกะทันหันเด็กชายคนหนึ่งวิ่งออกมาทั้งที่ผู้ดูแลคว้าชายเสื้อไม่ทัน

    “บิดาข้าอยู่บนกำแพง!” เขาร้อง

    ลูกธนูจากนอกหมู่บ้านพุ่งข้ามกำแพงมาตกกลางตรอกหัวธนูมิได้ติดไฟ แต่ผูกกระดิ่งเหล็กเล็กไว้เมื่อกระทบพื้นมันส่งเสียงแหลมคล้ายสัญญาณของหมู่บ้าน

    เด็กชะงัก สับสนว่าเสียงใดเป็นคำสั่งจริง

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้าเกี่ยวเสื้อเขากลับเข้าชายคาก่อนลูกธนูดอกถัดมาปักตรงรอยเท้า

    “ฟังทองแดง ไม่ฟังเหล็ก!” คนแก่ตวาด “เสียงของเรากังวานยาวกว่าจำไว้!”

    ศัตรูเริ่มเลียนสัญญาณแล้ว แม้ยังไม่รู้ความหมายทั้งหมด

    เยี่ยซิงเหอสั่งให้คนตีแผ่นทองแดงลงท้ายทุกสัญญาณด้วยจังหวะสั้นหนึ่งครั้งส่วนกระดิ่งเหล็กของศัตรูทำได้เพียงเสียงเดียวชาวบ้านตามเรือนจึงแยกของจริงจากของลวงได้

    แต่ราคาของการแก้ไขคือฝ่ายตรงข้ามรู้ว่ากระดิ่งควบคุมการเคลื่อนคนในหมู่บ้าน

    ครั้งต่อไป มันย่อมหาทางทำลายคนตี

    เสียงซุงกระแทกดังขึ้นอีกครั้ง

    คราวนี้มิใช่ที่ประตูเหนือ

    มาจากกำแพงตะวันตก

    “ของลวง!” ช่างไม้ร้อง “พวกมันมีซุงอีกต้น!”

    ผู้ใหญ่บ้านหันจะสั่งคนย้ายแนว เยี่ยซิงเหอกลับยกมือห้าม

    “ฟังน้ำหนัก” เขากล่าว

    เสียงแรกดังแต่พื้นไม่สั่น

    เสียงที่สองมีเพียงไม้กระทบดิน ไม่มีเหล็กครูดหิน

    ศัตรูใช้ท่อนไม้เล็กตีแผ่นโล่ให้เกิดเสียงมิได้ยกซุงจริงไปทางตะวันตก

    “คนค้ำกำแพงอยู่ที่เดิม” เยี่ยซิงเหอสั่ง“คนดับไฟอย่าออกสู่ที่โล่ง”

    ทันทีที่คำสั่งจบ ซุงจริงจากทิศเหนือพุ่งเข้าประตู

    แรงกระแทกครั้งที่หกทำให้ลิ่มใหม่กระเด็นชายถือค้อนรับมันด้วยแขนแทนใบหน้า กระดูกส่งเสียงลั่นเขาทรุดลงแต่ยังใช้มืออีกข้างดันกลอน

    เยี่ยซิงเหอเข้ารับตำแหน่งแทน

    บานไม้กดเข้าหาฝ่ามือ รอยแตกใต้แกนทองคำเจ็บวาบจนสายตาพร่าเขาไม่อาจใช้ปราณเต็มกำลัง จึงสอดฝักกระบี่เข้าใต้กลอนใช้ไหล่ซ้ายดันและถ่ายแรงลงพื้น

    “ไม้คาน!” เขาร้อง

    คนด้านหลังสอดไม้คานสองท่อนเป็นรูปกากบาทปลายหนึ่งยันหลุมที่ขุดไว้ อีกปลายรับบานประตูแรงซุงถัดมาจึงไหลผ่านไม้ลงดินแทนเข้ากลอนทั้งหมด

    พื้นโคลนยุบครึ่งฉื่อ

    ประตูยังอยู่

    แต่เสียงร้องจากทางใต้ดังขึ้นพร้อมกัน

    ชายหนุ่มผู้ถือกุญแจสำรองวิ่งเข้าลานเสื้อเปื้อนเถ้าถ่านตั้งแต่เข่าถึงอก “คนจากอุโมงค์กลับมาสามคน!”

    เยี่ยซิงเหอปล่อยมือจากกลอน “เหตุใดกลับ?”

    “ทางหลังรากสนมีคนของนิกาย!”

    ผู้เฒ่าโม่หันมองทันที “เห็นกี่คน?”

    “พวกเขาไม่เห็นหน้า เห็นเพียงหอกกับธงบนสันเขาคนเปิดทางพาเด็กหลบในช่องหินแล้วส่งสามคนย้อนมาแจ้งแต่คนหนึ่งถูกของบางอย่างกัดระหว่างทาง”

    “อยู่ที่ใด?”

    “เรือนช่างย้อม”

    เสียงซุงดังอีกครั้ง ผู้ใหญ่บ้านมองประตู มองทางใต้แล้วมองคนบนกำแพงซึ่งเริ่มหมดแรง

    เยี่ยซิงเหอรู้ว่าศัตรูกำลังบังคับให้เขาเลือกด้วยเวลาเดียวกัน

    ถ้าเขาไปดูผู้กลับมา ประตูอาจแตก หากไม่ไปกลุ่มเด็กกับคนเจ็บในอุโมงค์อาจเดินเข้าสู่กองทัพที่ซ่อนอยู่

    “ข้าจะอยู่ประตู” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว “เจ้าไปดู”

    “หากซุงกระแทกอีกสามครั้ง—”

    “เราจะตีระฆังยาวหนึ่งครั้ง เรียกเจ้า แต่ก่อนถึงตอนนั้นผู้รอดชีวิตใต้ดินสำคัญกว่าบานไม้”

    ผู้เฒ่าโม่ยันกายลุก “ข้าไปด้วย”

    เยี่ยซิงเหอมองเลือดที่ซึมผ่านเสื้อคนแก่ “ท่านอยู่”

    “ผู้ที่ถูกกัดด้วยปราณโลหิตไม่ควรแตะด้วยมือเปล่าเจ้าอยากช่วยหรืออยากตายเพิ่ม?”

    ไม่มีเวลาเถียง

    ทั้งสองผ่านตรอกไปยังเรือนช่างย้อม ประตูทุกหลังปิดแต่มีดวงตาเฝ้ามองตามช่องไม้ ชาวบ้านซึ่งอยู่ข้างในถือถังน้ำ ผ้าพันแผลหรืออาวุธเท่าที่มี รอเสียงกระดิ่งสั้นตามคำสั่ง

    เรือนช่างย้อมมีกลิ่นครามเก่าปนเลือด

    ชายผู้กลับจากอุโมงค์นอนอยู่บนเสื่อขาซ้ายตั้งแต่ข้อเท้าถึงน่องมีรอยดำเป็นเกลียว มิใช่รอยเขี้ยว ไม่มีเนื้อฉีกมีเพียงเส้นเลือดใต้ผิวซึ่งเคลื่อนช้า ๆ ราวกับสิ่งมีชีวิต

    อีกสองคนกดตัวเขาไว้ คนเจ็บกัดไม้จนฟันมีเลือด

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายไม้เท้ากดเหนือเข่า “มันตามเลือดขึ้นมาหากถึงหัวใจ คนในค่ายกลจะรู้ว่าที่นี่มีผู้รอดกี่คน”

    “ตัดขาหรือ?” ผู้ดูแลถาม

    คนเจ็บลืมตากว้าง

    เยี่ยซิงเหอคุกเข่าลง แต่ผู้เฒ่าโม่ตีหลังมือเขาก่อนแตะบาดแผล

    “อย่าใช้แกนทองคำ”

    “ข้าจะไม่ใช้พลังสูงสุด”

    “มันรอแม้เศษพลังของเจ้า”

    ผู้เฒ่าโม่หยิบเข็มเหล็กจากห่อรักษา ปักรอบรอยดำเจ็ดจุดแล้วใช้เหล้าจากน้ำเต้าเทบนผ้า พันเหนือเข่าแน่นจนชีพจรส่วนล่างอ่อนลง

    เส้นดำหยุดเคลื่อนชั่วคราว

    “ช่วยได้หรือไม่?” คนเจ็บถามผ่านไม้กัด

    “ช่วยให้มันช้าลง” ผู้เฒ่าโม่ตอบตรง ๆ“ถ้าตัดตอนนี้เจ้าอาจตายเพราะเสียเลือด ถ้าไม่ตัดและมันผ่านเข็มเจ้าจะเป็นตาให้ค่ายกล”

    คนเจ็บหอบ “ข้ายังต้องกลับไปหาลูก”

    ประโยคนั้นตัดทางเลือกง่ายทั้งหมด

    เยี่ยซิงเหอถามชายอีกสองคน “บนสันเขามีกี่ธง?”

    “นับไม่หมด หมอกเปิดเพียงครู่เดียว เราเห็นสามแนวจากหลังรากสนขึ้นไปถึงยอดเขา”

    “กองหน้าที่ประตูเป็นเพียงส่วนหนึ่ง?”

    “เทียบกันแล้ว...อาจไม่ถึงหนึ่งในห้า”

    เยี่ยซิงเหอเงียบ

    กองทัพที่เขาเห็นนอกกำแพงมิใช่ทั้งหมดศัตรูวางกำลังบนเขาเหนือทางหนีไว้ก่อนแล้ว มันรู้ภูมิประเทศ รู้ทางใต้ดินและอาจรู้ว่าผู้ใดอยู่ในหมู่บ้านมากกว่าที่พวกเขาคิด

    “คนในอุโมงค์ยังไม่ถูกพบใช่หรือไม่?”

    “ยัง คนเปิดทางดับตะเกียงและให้ทุกคนอยู่ในช่องหินแต่ถ้ากองทัพลงจากสันเขา ทางออกจะถูกเหยียบผ่าน”

    เยี่ยซิงเหอหันไปทางผู้เฒ่าโม่ “ต้องพาพวกเขากลับ?”

    “ถ้ากลับทั้งหมด ปราณโลหิตจะตามกลิ่นเลือดมาถึงหมู่บ้านถ้าให้อยู่ต่อ กองทัพบนเขาอาจพบ”

    สองทางล้วนเสี่ยงชีวิตผู้รอดภัย

    ผู้เฒ่าโม่มิได้เลือกแทน

    เยี่ยซิงเหอมองชายที่ถูกกัด“เจ้าจำช่องหลบก่อนรากสนได้หรือไม่?”

    “จำได้”

    “มีปล่องลมขึ้นด้านใด?”

    “ด้านตะวันออก ออกหลังโขดหิน แต่คนลอดไม่ได้”

    “ส่งควันได้”

    เขาขอเศษผ้าย้อมครามกับถ่าน ชายส่งข่าวอีกสองคนจะกลับอุโมงค์ใช้ควันสามช่วงบอกให้กลุ่มซ่อนอยู่ ไม่เดินต่อและไม่ย้อนกลับจนกว่าหมู่บ้านส่งสัญญาณใหม่ ปล่องแคบพอให้ควันขึ้นโดยไม่เปิดประตูหิน

    “ถ้าพวกมันเห็นควัน?” ชายคนหนึ่งถาม

    “ใช้ควันสีเดียวกับหมอกจากเตาเผาบนเนินตะวันออก อย่าใช้ไฟแรงส่งเฉพาะตอนลมพัดลงหุบ”

    ผู้เฒ่าโม่มองเขา“เจ้าจะเก็บพวกเขาไว้ระหว่างกองทัพกับปราณโลหิต?”

    “ชั่วคราว”

    “เวลาชั่วคราวหมดเร็วในสงคราม”

    “แต่ยังดีกว่าให้พวกเขาเดินเข้าสู่หอกตอนนี้”

    คนแก่พยักหน้า

    นี่ไม่ใช่ชัยชนะเพียงซื้อเวลาให้ผู้รอดชีวิตด้วยการยอมรับว่ายังช่วยกลับมาไม่ได้

    เสียงกระดิ่งยาวดังจากประตูเหนือ

    หนึ่งครั้ง

    ซุงกำลังจะทำลายแนวรับ

    เยี่ยซิงเหอลุกพรวด ผู้เฒ่าโม่สั่งผู้ดูแลเฝ้าเข็มทั้งเจ็ดก่อนทั้งคู่กลับสู่ตรอก

    ระหว่างวิ่ง กระดิ่งสั้นดังจากหลังคาด้านตะวันออก

    หญิงผู้เฝ้าธงตะโกนลงมา “หมอกบนเขาเปิด!”

    เยี่ยซิงเหอเปลี่ยนทางขึ้นบันไดกำแพงด้านข้างเพียงครู่เดียวภาพซึ่งรออยู่เหนือหมู่บ้านทำให้เขาหยุดหายใจ

    หมอกสีเทาถูกลมเช้าฉีกออกจากสันเขา

    ธงสีเลือดปรากฏทีละผืน

    หนึ่งแถว

    สองแถว

    แล้วทอดต่อไปจนสุดแนวสน

    กองทหารยืนเต็มไหล่เขา คนถือหอกอยู่ด้านหน้าคนถือคันธนูอยู่บนที่สูง รถบรรทุกไหดินกับหลักค่ายกลจอดหลังแนวและบนยอดสุดมีเกี้ยวดำอีกสามหลัง

    กองหน้าซึ่งกำลังกระแทกประตูเบื้องล่างเป็นเพียงหน่วยลาดตระเวนติดอาวุธหนักใช้ชีวิตของตนวัดว่าหมู่บ้านตอบโต้ด้วยพลังใด

    กองทัพที่แท้จริงยังไม่ได้ลงเขา

    หญิงผู้ถือคันธนูขึ้นมายืนข้างเขา สีหน้าซีด“จำนวนนี้ไม่ใช่มาจับคนคนเดียว”

    เยี่ยซิงเหอมองเส้นธงซึ่งปิดทั้งทางเหนือและทางหลังรากสน“พวกมันมาปิดทุกทาง แล้วทำพิธีด้วยคนทั้งหมู่บ้าน”

    ด้านล่าง แนวหน้าหยุดกระแทกประตูอย่างกะทันหัน

    ชาวบ้านบางคนเฮเพราะคิดว่าศัตรูถอยแต่เยี่ยซิงเหอเห็นคนถือซุงเดินกลับเป็นระเบียบ ไม่มีผู้ใดวิ่งไม่มีผู้ใดทิ้งอาวุธ

    พวกมันทำหน้าที่เสร็จแล้ว

    มันรู้ว่าประตูทนแรงได้เพียงใด รู้ว่าลูกธนูมาจากจุดไหนรู้ว่าโม่เหอมีคนดับไฟกี่สาย และรู้ว่าแกนทองคำยังไม่ถูกใช้

    ผู้ใหญ่บ้านถามจากเชิงเทิน “ให้ตามยิงหรือไม่?”

    “ไม่” เยี่ยซิงเหอตอบ “เก็บลูกธนูคนทั้งหมดลงจากขอบกำแพงครึ่งหนึ่ง เปลี่ยนจุดยืนก่อนกองทัพบนเขามองจำตำแหน่ง”

    “ถ้ามันถอยจริง?”

    “มันไม่ถอย มันเปิดทางให้กำลังหลัก”

    เยี่ยซิงเหอใช้ถ่านขีดจำนวนธงลงบนด้านในบานประตู ธงหน้าสามแนวธงธนูบนที่สูง รถบรรทุกไหดิน และเกี้ยวดำเขาไม่ได้เขียนตัวเลขซึ่งไม่มีผู้ใดตรวจยืนยันแต่แบ่งเครื่องหมายตามทิศเพื่อให้คนรับคำสั่งรู้ว่าภัยมาจากไหน

    ผู้ใหญ่บ้านมองรอยขีดซึ่งกินพื้นที่เกือบครึ่งบาน“ถ้าแต่ละธงมีคนเท่าที่เราเห็นด้านล่าง...”

    “อย่านับให้กลัว” เยี่ยซิงเหอกล่าว“นับเพื่อรู้ว่าพวกมันเคลื่อนส่วนใด”

    “ต่างกันหรือ?”

    “ถ้าเราพูดว่าศัตรูนับพัน คนจะรู้เพียงว่าแพ้แต่ถ้าเราพูดว่าธงตะวันตกกำลังลง คนตรงนั้นจะรู้ว่าต้องย้ายคนเจ็บเมื่อใด”

    หญิงผู้ถือคันธนูเติมรอยวงกลมตรงเกี้ยว “แล้วสิ่งนี้?”

    “คนระดับสูงยังไม่ลงมา เก็บลูกธนูไว้จนเห็นผู้คุมหลักไม่ยิงเกี้ยวเพราะอาจเป็นของลวง”

    พวกเขาเปลี่ยนภาพกองทัพจากความหวาดกลัวอันไร้รูปร่างให้กลายเป็นสิ่งซึ่งเฝ้าดูได้แม้มิอาจเอาชนะ ก็ยังไม่ยอมให้จำนวนศัตรูพรากการตัดสินใจไป

    เขาลงไปหลังประตู ช่วยยกกลอนใหม่เข้าที่แล้วสั่งกระดิ่งสั้นสองครั้งให้เรือนต่าง ๆ รู้ว่าแนวแรกหยุดโจมตี มิใช่ปลอดภัย

    คนในบ้านไม่ออกมาฉลอง

    ผู้ดูแลแผลเปลี่ยนผ้าให้ชายแขนหัก ช่างไม้ตรวจลิ่มคนบนหลังคาย้ายก้อนหิน ผู้ใหญ่บ้านแบ่งน้ำดื่มรอบใหม่ทุกคนรู้แล้วว่ากระดิ่งแต่ละแบบมีความหมายและความเข้าใจนั้นอาจช่วยชีวิตได้มากกว่ากระบี่หนึ่งเล่ม

    ผู้เฒ่าโม่ยืนข้างแผ่นทองแดง “เห็นทั้งหมดหรือยัง?”

    “เห็นพอรู้ว่าเราสู้ตรง ๆ ไม่ได้”

    “แล้วจะทำอย่างไร?”

    เยี่ยซิงเหอมองประตูที่ร้าว บ้านซึ่งปิดคนไว้และทางใต้ดินซึ่งมีชีวิตสามสิบกว่าคนค้างอยู่ระหว่างภัยสองด้าน

    “ทำให้ทุกครั้งที่พวกมันก้าวลงเขาต้องเสียเวลา” เขาตอบ“เวลานั้นจะเป็นทางรอดของคนในบ้านและคนใต้ดิน”

    ผู้เฒ่าโม่ถาม “ไม่คิดฆ่าจ้าวนิกาย?”

    “คิด”

    “แต่?”

    “ถ้าข้าตามความแค้นขึ้นเขา คนที่นี่จะจ่ายแทน”

    คนแก่ยิ้มบาง “ในที่สุดเจ้าก็เห็นกองทัพมิใช่เห็นเพียงศัตรูตรงหน้า”

    บนสันเขา ชายผู้ถือค้อนหนังยกแขนขึ้น

    กลองศึกใบแรกดัง

    เสียงต่ำกลิ้งลงมาตามหิมะ

    กลองใบที่สองตอบจากทิศตะวันตก

    ใบที่สามดังจากหลังผาน้ำแข็งเหนือทางใต้ดิน

    จากนั้นกลองนับสิบก็ดังพร้อมกัน ล้อมโม่เหอไว้ด้วยจังหวะเดียว

    เสียงกระดิ่งยามเช้าของหมู่บ้านยังสั่นค้างอยู่

    แต่เสียงกลองศึกกำลังกลืนมันทีละชั้น

    คล้ายกับเรื่องทลายภพสยบหมื่นดารา ที่คุณอ่าน