บทที่ 21 องค์ชายเจ็ดมู่หรงสวิน
่ก่อนเทศกาลเชงเม้ง เป็ฤดูที่ฝนมักจะตกบ่อยที่สุด
สายฝนละอองพรมลงบนผิวกาย ราวกับเข็มเล็ก ๆ นับพันเล่มที่นุ่มนวล
มู่หรงหว่านยืนอยู่ที่ประตูเรือนทิงอวี่ นางทนความอยากรู้อยากเห็นในใจไม่ไหว อยากจะแอบมองท่านพ่อสักแวบ
ทว่าเพิ่งก้าวไปได้เพียงก้าวเดียว ก็ถูกองครักษ์ที่เฝ้าประตูขวางเอาไว้
"จวิ้นจู่ ท่านอ๋องมีรับสั่งว่า ห้ามผู้ใดเข้าไปรบกวนพ่ะย่ะค่ะ"
มู่หรงหว่านขมวดคิ้วเรียวงามขึ้นเล็กน้อย
"ท่านพ่อรักข้ามากที่สุด ข้าเข้าไปจะเป็การรบกวนได้อย่างไร? เ้าไปทูลท่านพ่อสักหน่อย บอกว่าข้าเพิ่งกลับมาจากจวนตระกูลเฮ่อ"
"พ่ะย่ะค่ะ จวิ้นจู่" องครักษ์รู้ดีว่าเหิงหยางจวิ้นจู่เป็ที่โปรดปรานในจวน จึงไม่กล้าชักช้า
มู่หรงหว่านยืนรออยู่ที่ประตูครู่หนึ่ง เห็นองครักษ์รีบเดินกลับมา พูดเสียงทุ้มว่า
"ท่านอ๋องรับสั่งให้จวิ้นจู่กลับไปที่เรือนทิงหลานก่อนพ่ะย่ะค่ะ"
มู่หรงหว่านชะงักไปชั่วขณะ
ปกติท่านพ่อเป็คนพูดคุยง่าย แทบจะไม่เคยปฏิเสธคำขอใด ๆ ของนางเลย
วันนี้นางถึงกับเข้าประตูเรือนไม่ได้เชียวหรือ?
มู่หรงหว่านกลับไปเปลี่ยนอาภรณ์ที่เรือนของตนเองด้วยความไม่พอใจ
ณ ห้องหลักของเรือนทิงอวี่
ประตูและหน้าต่างปิดสนิท ทำให้ห้องมืดสลัว
มู่หรงสวินนั่งทรุดกายอยู่ข้างประตู ในอ้อมแขนโอบกอดป้ายิญญาแผ่นหนึ่ง
[ป้ายิญญาของพระชายากงชินอ๋อง นามสกุลเผย]
มู่หรงสวินเป็โอรสของโหรวเฟย ผู้เป็ที่โปรดปรานของอดีตฮ่องเต้ นางมีดวงตารูปดอกท้อที่ดูมีเสน่ห์ ยามมองผู้ใดมักจะดูเ้าชู้อยู่เสมอ
หากดวงตาเช่นนี้อยู่บนใบหน้าของชายหนุ่ม ย่อมต้องทำให้หัวใจของเหล่าสตรีมากมายหวั่นไหว
ทว่ามู่หรงสวินมิใช่ชายหนุ่มอีกต่อไป บัดนี้อายุยี่สิบเจ็ดปีแล้ว ร่างกายหย่อนยานเพราะความสำราญในสุรานารี
สิบกว่าปีก่อนเขายังคงเป็บุรุษสง่างามมีเสน่ห์ แต่บัดนี้ร่างกายอ้วนท้วน ดูแตกต่างจากในอดีตราวกับคนละคน
แต่นิสัยอ่อนแอ ลังเลและขี้ขลาดนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ตอนอายุสิบกว่าปี เขาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็กงชินอ๋องจากพระเชษฐา โดยได้รับพระราชทานเมืองหงโจวเป็เขตปกครอง
แม้ว่าองค์ชายในราชวงศ์จะสามารถพำนักในเมืองหลวงและดูแลเขตปกครองจากระยะไกลได้ แต่มู่หรงสวินที่ยังเยาว์วัยก็ยังคงตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวชมดินแดนปกครองของตนเองสักรอบ
ไปดื่มสุราและแต่งบทกวีที่เจียงหนาน ชมทัศนียภาพของสายฝนที่เหมือนม่านหมอก
หลังจากพำนักอยู่ที่หงโจวสองปี ระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวงกลับถูกพวกฏที่หลงเหลือดักซุ่มโจมตี ฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนมากและเตรียมการมาอย่างดี ต่อสู้กับองครักษ์ของวังอย่างดุเดือด
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่เป็ผลดี มู่หรงสวินจึงหลบหนีโดยมีองครักษ์ที่าเ็สององค์คอยคุ้มกัน
ทว่าพวกฏก็ไล่ตามมาติด ๆ
มู่หรงสวินมีดาบล้ำค่าคาดเอวไว้ แต่นั่นเป็เพียงเครื่องประดับที่พกติดตัวเพราะความสวยงามเท่านั้น เขาไม่มีวรยุทธ์ใด ๆ ได้แต่หลบหนีอย่างทุลักทุเล
ท่ามกลางความยากลำบาก เขาได้ยินเสียงหัวเราะของสตรีผู้หนึ่งดังเข้าหู
"นี่ เ้าก็มีดาบอยู่มิใช่หรือ เหตุใดจึงคอยแต่หลบหนีเพียงอย่างเดียวเล่า?"
มู่หรงสวินเงยหน้ามอง เห็นหญิงสาวในชุดบุรุษขี่ม้าอยู่ มือหนึ่งจับบังเหียน อีกมือถือแส้ยาวสีทองอร่าม
ท่ามกลางแสงอัสดง รอยยิ้มของนางสว่างไสวดั่งดวงตะวัน
"ข้าถูกโจรร้ายลอบสังหาร หวังว่าจอมยุทธ์หญิงจะช่วยเหลือด้วย!" มู่หรงสวินไม่ทันคิดอะไรมาก รีบขอความช่วยเหลืออย่างร้อนรน
"หากข้าช่วยเ้า ดาบล้ำค่าที่เอวเ้าต้องเป็ของข้า"
"ตกลง!" มู่หรงสวินตอบตกลงทันที
หญิงสาวะโลงจากหลังม้า แส้ในมือของนางราวกับมีตาและแขนขา พันคว้าดาบในมือของพวกฏ แล้วโจมตีจุดสำคัญของพวกมัน
"ไป!" นางคว้ามือของมู่หรงสวินขึ้นม้า แล้วควบม้าห้อตะบึงจากไป
ม้าวิ่งเร็วดั่งสายลม เส้นผมของหญิงสาวปลิวมาปัดใบหน้าของมู่หรงสวิน ทำให้รู้สึกคันยิบ ๆ
มู่หรงสวินที่ยังไม่หายใเอ่ยถาม "ขออนุญาตถามจอมยุทธ์หญิง เ้ามีนามว่าอะไรหรือ?"
เสียงของหญิงสาวถูกสายลมพัดกลบ "ซูเสวียน"
เมื่อถึงที่ปลอดภัย สิ่งแรกที่ซูเสวียนทำหลังลงจากม้าคือการยึดดาบล้ำค่าของมู่หรงสวิน
มู่หรงสวินไร้ดาบ ไร้องครักษ์ สิ่งของที่ใช้ยืนยันตัวตนก็สูญหายในความวุ่นวาย
เมื่อรู้ว่าซูเสวียนจะไปฉางอัน เขาจึงเดินตามหลังนาง "หากเ้ายอมคุ้มกันข้ากลับฉางอัน ข้าจะตอบแทนด้วยทองหมื่นตำลึง!"
ซูเสวียนเลิกคิ้ว ยื่นมือบีบคางขาวนุ่มของมู่หรงสวิน
"เอ๋? พ่อหนุ่มหน้าหวานเอ๋ย เ้าหลงเสน่ห์จอมยุทธ์หญิงผู้นี้แล้วกระมัง?"
มู่หรงสวินรีบร้อง "อย่าพูดจาเหลวไหล!"
ซูเสวียนหัวเราะเสียงดัง ดวงตาทั้งสองใสกระจ่างดั่งลำธาร แสงจันทร์สะท้อนเป็ประกาย
จู่ ๆ มู่หรงสวินก็หน้าแดงก่ำ รีบถอยหลังอย่างลนลาน จนเผลอล้มก้นจ้ำเบ้า
ระหว่างทางไปเมืองฉางอัน ซูเสวียนใช้ให้มู่หรงสวินทำนั่นทำนี่ราวกับเขาเป็บ่าวรับใช้
ตอนแรกเขาได้แต่โกรธอยู่ในใจไม่กล้าเอ่ยปาก แต่เมื่อได้อยู่ด้วยกันนานวัน ผ่านความยากลำบากมาด้วยกันหลายครั้ง กลับเกิดความรู้สึกดี ๆ ขึ้นมา
จนกระทั่งมาถึงเมืองฉางอัน มู่หรงสวินถึงได้รู้ว่านางไม่ใช่สตรีในยุทธภพ แต่นางคือเผยเสวียน บุตรีคนรองของตระกูลเผย
ตระกูลเผยมีธิดาสองคน บุตรีคนโตได้เข้าวังเป็พระสนม
ส่วนบุตรีคนรองเผยเสวียน เมื่อไม่กี่ปีก่อนได้ไปพำนักที่บ้านตาในเจียงหนาน แต่กลับไม่ได้มีนิสัยอ่อนช้อยเฉกเช่นสตรีแดนเจียงหนาน ตรงกันข้าม นางกลับฝึกวรยุทธ์อย่างห้าวหาญ
ยามออกเดินทาง นางใช้นามแฝงว่าซูเสวียน เพื่อไม่ให้เป็ที่เดือดร้อนแก่ตระกูลเผย
ฮ่องเต้มู่หรงอวี่ส่งคนไปปราบปรามพวกฏที่เหลือรอด พร้อมทั้งปลอบประโลมมู่หรงสวิน ถามว่าเขามีสิ่งใดปรารถนาหรือไม่
มู่หรงสวินคุกเข่าอย่างมั่นคงต่อหน้าพี่ชายตน
"น้องชายหลงรักเผยเสวียน บุตรีคนรองแห่งตระกูลเผยมานานแล้ว ขอพระเชษฐาโปรดพระราชทานสมรสด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
มู่หรงอวี่ประทับบนราชบัลลังก์ั ทอดสายตามองเขาอย่างลึกซึ้งเป็เวลานาน
"อนุญาต"
มู่หรงสวินและเผยเสวียนแต่งงานกันในปีที่แปดแห่งรัชศกหย่งเจี๋ย
เผยเสวียนแต่งเข้าจวนอ๋องตอนอายุสิบหกปี ไม่นานหลังจากนั้น ตระกูลเผยก็ถูกกล่าวหาว่าคิดฏและลอบติดต่อกับศัตรู
โชคดีที่ภัยพิบัตินี้ไม่ได้ลุกลามไปถึงสตรีที่แต่งงานออกไปแล้ว เผยเสวียนจึงไม่จำเป็ต้องออกจากฉางอันพร้อมตระกูลเผย แต่นางกลับถูกกักบริเวณอยู่ในจวนอ๋อง
หญิงสาวที่เคยร่าเริงมีชีวิตชีวา กลับกลายเป็คนเก็บตัวเงียบขรึมในชั่วข้ามคืน
วันแล้ววันเล่า
ปีแล้วปีเล่า
รอยยิ้มบนใบหน้าของเผยเสวียนน้อยลงทุกที
มู่หรงสวินอยากพบนาง แต่กลับไม่กล้าเผชิญหน้า
ขณะเดียวกันก็กลัวว่าพี่ชายจะระแวงในตัวเขา
เขาจึงแทบไม่ได้ไปเรือนทิงอวี่เลย
เผยเสวียนก็แทบไม่ได้ตามหาเขาเช่นกัน นางมักจะปิดประตูอยู่แต่ในเรือน ไม่เห็นออกมาเสียที
เวลาผ่านไปเช่นนี้ถึงสามปี
เสด็จพี่ฮ่องเต้ทรงจัดการอภิเสกสมรสให้อีกครั้ง ให้เขาแต่งหญิงสาวจากตระกูลเฮ่อเป็ชายารอง เขาก็ไม่กล้าขัดขืน