ชีวิตของผมหลังจากค่ำคืนที่เป็ประวัติศาสตร์หน้านั้นเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
คำว่า ‘พี่เลี้ยง’ และ ‘ติวเตอร์’ สำหรับพี่ไมค์ยังคงอยู่ ทว่ามันกลับถูกต่อท้ายด้วยสถานะลับๆ ที่ทำให้หัวใจของผมเต้นระรัวทุกครั้งยามนึกถึง... ‘คนรักจำเป็’ หรือ ‘ติวเตอร์ส่วนตัวนอกตำรา’ ที่สอนวิชาความรักให้ผมอย่างถึงพริกถึงขิงทุกค่ำคืน
กิจกรรมในคฤหาสน์หลังใหญ่ถูกแบ่งออกเป็สอง่เวลาอย่างชัดเจนประหนึ่งโลกคู่ขนาน กลางวันพวกเราเป็ติวเตอร์หน้าโหดกับเด็กนักเรียนจอมดื้อ ทว่าพอกลางคืนเมื่อประตูห้องนอนปิดลง พวกเรากลับกลายเป็หมาป่าเ้าเล่ห์กับกระต่ายน้อยที่ยอมจำนนในอ้อมกอดอย่างหมดรูป
"ลูกคลื่นครับ... ฟังที่พี่อธิบายอยู่หรือเปล่า? ข้อนี้ตอบผิดเป็รอบที่สามแล้วนะ"
เสียงทุ้มต่ำของพี่ไมค์ดังขัดจังหวะความคิดฟุ้งซ่านของผม ผมสะดุ้งตัวโยนรีบดึงสติกลับมาจดจ่อที่โจทย์ข้อสอบจำลองวิชาภาษาอังกฤษตรงหน้า แว่นสายตากรอบบางที่พี่ไมค์สวมใส่อยู่ยามติวหนังสือช่วยขับเน้นใบหน้าลูกครึ่งหล่อเหลาให้ดูสุขุมและดูน่าเชื่อถือประหนึ่งอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ทว่าั์ตาสีเทาเข้มที่จ้องเขม็งมาทางผมมันกลับแฝงประกายดุแกมหยอกล้อจนผมหน้าร้อนวาบ
"ฟะ... ฟังอยู่ครับ ผมแค่กำลังคิดว่าคำศัพท์คำนี้มันแปลว่าอะไรเฉยๆ"
ผมแก้ตัวน้ำเสียงอุบอิบ พลางใช้ดินสอหมุนเล่นไปมาเพื่อกลบเกลื่อนความลนลาน
"มันแปลว่า ‘การผูกมัด’ หรือ ‘พันธะ’ ครับ..."
พี่ไมค์โน้มตัวข้ามโต๊ะไม้ตัวยาวเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมไม้สนอ่อนๆ และกลิ่นอายชายหนุ่มแผ่ซ่านเข้ามาโอบล้อมตัวผม ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดหน้าผากผมเบาๆ
"เหมือนข้อตกลงของเราสองคนไงครับ... ถ้าโจทย์ข้อนี้ตอบผิดอีกรอบ พี่จะหักคะแนนความประพฤติ และทบทวนบทเรียนคืนนี้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชั่วโมง"
"พี่ไมค์บ้า เอาเื่เรียนมาปนกับเื่ลามกได้ยังไงเนี่ย "
ผมแหวใส่ทันที หน้าแดงซ่านลามไปจนถึงคอเสื้อยืด สองมือกำสมุดจดแน่น
"กลางวันบอกว่าจะตั้งใจติวหนังสืออย่างเดียวไงครับ ห้ามพูดเื่ลามกสิ!"
"พี่ไม่ได้พูดเื่ลามกเลยนะครับ พี่พูดถึงการทบทวนบทเรียนเฉยๆ... หรือว่าในหัวเราคิดแต่เื่ลามกอยู่กันแน่?"
พี่ไมค์เลิกคิ้ว ยิ้มมุมปากแสนเ้าเล่ห์ประดับใบหน้าหล่อเหลาที่ทำเอาผมอยากจะยกสมุดจดขึ้นมาทุบหัวเขาให้รู้แล้วรู้รอด
"เื่ของผมเถอะน่า ผมจะทำโจทย์ต่อแล้ว ห้ามกวนนะ"
ผมมุ่ยหน้า หันกลับมาสนใจกระดาษข้อสอบ พยายามสะกดอารมณ์สั่นไหวในอกและรวบรวมสมาธิทำข้อสอบอย่างเต็มที่
พี่ไมค์ชี้ปากกาไปที่ศัพท์ภาษาอังกฤษอีกคำหนึ่ง
"งั้นคำนี้ล่ะ... 'submissive' แปลว่าอะไรครับ?"
ผมขมวดคิ้วจ้องมองศัพท์คำนั้นอยู่ครู่หนึ่ง พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกจริงๆ จนเริ่มรู้สึกเคืองตัวเองเบาๆ
"เอ่อ... แปลว่าอะไรเหรอครับ? ผมไม่คุ้นเลย"
พี่ไมค์ขยับหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนจมูกคมแทบจะแตะโดนแก้มผม ั์ตาสีเทาฉายแววล้อเลียนอย่างชัดเจน
"แปลว่า 'ยอมสยบ' หรือ 'ยอมจำนน' ครับ... เหมือนท่าทางของเราเมื่อคืนนี้ยามอยู่ใต้ร่างพี่ไงครับ ร้องครางอ้อนวอนขอยอมจำนนในอ้อมกอดพี่จนเสียงแหบเสียงแห้ง จำไม่ได้เหรอครับ?"
"พี่ไมค์!"
ผมกรีดร้องเสียงดังรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาทุบไหล่แกร่งของเขาด้วยความอายสุดขีด รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้าจนแทบจะะเิเป็จุล
"หยุดล้อเลียนผมเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นผมจะไม่ยอมทำการบ้านข้อต่อไปจริงๆ ด้วย"
"โอเคๆ พี่ไม่แกล้งแล้วครับ ทำการบ้านต่อเถอะนะเด็กเก่ง"
พี่ไมค์หัวเราะร่าด้วยความพึงพอใจลูบหัวผมเบาๆ อย่างปลอบโยน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพี่ไมค์เป็ติวเตอร์ที่เก่งกาจและมีความรับผิดชอบสูงมาก แม้ว่าตัวจริงของเขาจะขี้เล่นและเ้าเล่ห์ขนาดไหน แต่เวลาสอนหนังสือเขากลับเข้มงวดและจริงจังสุดๆ เขาเข้าใจจุดอ่อนของผมในการคำนวณและไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ และมีวิธีอธิบายที่เข้าใจง่าย ป้อนความรู้ให้ผมอย่างเป็ขั้นเป็ตอนจนคะแนนสอบจำลองของผมค่อยๆ ขยับสูงขึ้นทีละนิดในแต่ละสัปดาห์
เวลาสี่โมงเย็น ตารางติวหนังสือของวันสิ้นสุดลง เสียงปิดสมุดและปากกาดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับร่างสูงของพี่ไมค์ที่ยืนบิดี้เีเล็กน้อย เผยให้เห็นกล้ามท้องแกร่งไร้ไขมันที่โผล่พ้นชายเสื้อยืดสีขาวพอดีตัว ผมแอบลอบมองภาพนั้นแล้วกลืนน้ำลายเบาๆ รวดเร็วหน้าร้อนฉ่าจนต้องรีบหันหน้าหนีไปทางอื่น
"เย็นนี้อยากทานอะไรครับลูกคลื่น? เดี๋ยวพี่ทำให้ทาน"
พี่ไมค์ถามน้ำเสียงนุ่มทุ้มเปลี่ยนโหมดจากติวเตอร์สุดโหดมาเป็พี่เลี้ยงผู้แสนดี
"อยากทานข้าวผัดแกงเขียวหวานเนื้อครับ... แล้วก็มีไข่เค็มด้วย"
ผมตอบเสียงใส สั่งเมนูโปรดอย่างเคยชิน ั้แ่พี่ไมค์ย้ายเข้ามาอยู่ดูแล ฝีมือการทำอาหารของเขาก็กลายเป็สิ่งสำคัญที่ทำให้ผมเฝ้ารอเวลาอาหารเย็นทุกวัน เขาทำอาหารอร่อยมาก อร่อยจนผมลืมร้านอาหารหรูหรานอกบ้านไปเลย
"รับทราบครับคุณหนู... งั้นนั่งรอตรงนี้นะ เดี๋ยวพี่ไปทำให้"
พี่ไมค์ยิ้มรับ เดินก้าวเท้ายาวๆ เข้าห้องครัวไปอย่างรวดเร็ว
ผมเดินตามเขาเข้าไปในห้องครัว ยืนกอดอกมองแผ่นหลังกว้างสวมผ้ากันเปื้อนลายเรียบๆ ทับเสื้อยืดสีขาว รูปร่างสูงใหญ่กำยำยืนสับพริกแกงและปรุงเนื้ออย่างคล่องแคล่ว ท่าทางของเขาดูเท่และเซ็กซี่มากจนผมใจสั่นไหว ผมช่วยหยิบจานชามและจัดช้อนส้อมเตรียมไว้บนโต๊ะอาหาร แชร์บทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่ผมอยากเข้าเรียน
"ลูกคลื่นครับ... ถ้าสอบติดมหาวิทยาลัยแล้ว จะลืมพี่เลี้ยงคนนี้ไหมเนี่ย? ไปเจอรุ่นพี่หล่อๆ หรือเด็กมหาวิทยาลัยคนอื่น จะปันใจไปจากพี่หรือเปล่า?"
พี่ไมค์ถามขึ้นขณะตักแกงเขียวหวานใส่ถ้วย ยิ้มมุมปากมองมาที่ผม
"ไม่ลืมหรอกครับ... แล้วผมก็ไม่ปันใจให้ใครด้วย"
ผมตอบเสียงเบาหวิว หลบตาเขินๆ
"ไม่มีใคร... นิสัยไม่ดีและร้ายกาจได้เท่าพี่เลี้ยงของผมอีกแล้วล่ะครับ"
พี่ไมค์หัวเราะชอบใจในคำตอบ วางถ้วยแกงเขียวหวานลงบนโต๊ะแล้วก้มลงหอมแก้มผมฟอดใหญ่จนเสียงดังฟอด
"น่ารักขนาดนี้ พี่จะปล่อยให้ไปเรียนมหาวิทยาลัยคนเดียวได้ยังไงล่ะเนี่ย ชักอยากตามไปคุมตัวตลอดเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงซะแล้วสิ"
ขณะที่เรากำลังนั่งทานข้าวกัน ผมก็แอบถามเื่ครอบครัวของเขาบ้าง
"พี่ไมค์ครับ... แล้วพ่อแม่ของพี่ไม่ว่าอะไรเหรอครับที่มารับงานดูแลผมแบบนี้? แล้วปกติที่บ้านพี่ทำอะไรกันเหรอ?"
พี่ไมค์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างอย่างเป็ธรรมชาติ
"ไม่ว่าหรอกครับ พ่อแม่พี่สนับสนุนให้พี่ทำงานหาประสบการณ์ และพวกเขาก็สนิทกับป๊าม้าของเรามากด้วย ส่วนที่บ้านพี่... ก็ทำธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับพวกนำเข้าส่งออกและอสังหาริมทรัพย์นิดหน่อยครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนหรอก"
"อ๋อ... มิน่าล่ะ ป๊าถึงไว้ใจพี่ขนาดนี้"
ผมพยักหน้ารับอย่างใสซื่อ โดยไม่รู้เลยว่าธุรกิจนำเข้าส่งออกและอสังหาริมทรัพย์ ‘นิดหน่อย’ ที่เขาว่านั้น จริงๆ แล้วคือกงสีมหาเศรษฐีระดับพันล้านที่มีสาขาอยู่ทั่วโลกต่างหาก!
"แต่ไม่ว่าที่บ้านพี่จะทำอะไร... ตอนนี้หน้าที่เดียวของพี่ที่สำคัญที่สุด คือการดูแลและสนับสนุนเราให้สอบติดคณะที่ฝันไว้ให้ได้ครับ เพราะงั้น... กินเยอะๆ นะครับเด็กดี จะได้มีพลังสมองในการสู้รบกับหนังสือสอบต่อไป"
เขายิ้มอบอุ่นตักเนื้อชิ้นโตใส่จานให้ผมอย่างรักใคร่
หลังจากมื้อค่ำอันแสนอร่อยผ่านพ้นไปด้วยดี พวกเราช่วยกันล้างจานเก็บกวาดห้องครัวจนสะอาดเรียบร้อย บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนเป็ความเงียบสงัดยามค่ำคืน เสียงจิ้งหรีดเรไรดังแว่วเข้ามาจากสวนกว้างด้านนอก แสงไฟสลัวภายในคฤหาสน์ขับเน้นบรรยากาศให้ดูโรแมนติกและอบอวลไปด้วยความอุ่นร้อนบางอย่างที่เริ่มปะทุขึ้นมาใหม่
เมื่อพวกเราเดินกลับขึ้นมาที่ชั้นสอง พี่ไมค์ไม่เดินกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง แต่กลับเดินตามหลังผมเข้ามาในห้องนอนสีพาสเทลอย่างเป็ธรรมชาติราวกับเป็ห้องของตัวเองไปแล้ว
ล็อกประตูถูกกดล็อกลงเบาๆ เสียง ‘คลิก’ นั้นทำให้หัวใจของผมเต้นตึกวูบสะท้อนถึงการสิ้นสุดเวลาติวหนังสือและเริ่มต้นเวลา ‘ติวรัก’ นอกตำราเรียน
"เหนื่อยไหมครับวันนี้?"
พี่ไมค์เดินเข้ามาสวมกอดผมจากด้านหลัง สองแขนแกร่งโอบรอบเอวบางรั้งร่างกะทัดรัดของผมเข้าไปแนบชิดกับแผ่นอกกว้างอุ่นร้อนของเขา ใบหน้าคมคายซบลงบนไหล่บางสูดกลิ่นหอมจากเส้นผมของผมอย่างรักใคร่
"เหนื่อยครับ... พี่ไมค์สั่งการบ้านเยอะเกินไปแล้ว สมองผมตื้อไปหมดเลย"
ผมบ่นอุบอิบขยับตัวพิงซบแผ่นหลังเข้าหากล้ามเนื้อแกร่งของเขาอย่างโหยหาความอบอุ่น
"ถ้าสมองเหนื่อยล้า... งั้นให้พี่ช่วยผ่อนคลายร่างกายให้ไหมครับ?"
เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนๆ เป่ารดซอกคอขาวจนผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ฝ่ามือหนาที่แสนอบอุ่นลูบไล้ขึ้นมาใต้สาบเสื้อนอนเนื้อบาง บดคลึงผิวเนื้อนุ่มรอบเอวคอดกิ่วช้าๆ ััอุ่นร้อนกระตุ้นอารมณ์ความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ภายในให้ปะทุขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ผมสะดุ้งตัวสั่นน้อยๆ แต่กลับไม่ยอมขยับหนี ซ้ำยังยอมเอนกายซบพิงอกแกร่งพ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมา
"พี่ไมค์... เบาๆ นะครับ... พรุ่งนี้ผมต้องตื่นเช้ามาติวต่อ..."
ผมร้องขอเสียงแ่เบา ยอมจำนนต่อััแสนหวานของเขาอย่างไม่มีข้อเงื่อนไข
"ครับเด็กดี... พี่จะเบามือที่สุดเลยครับ"
พี่ไมค์ช้อนอุ้มร่างของผมขึ้นตรงไปยังเตียงนอนกว้างขวาง ค่ำคืนอันแสนหวานและยาวนานเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง บทเรียนรักนอกตำราดำเนินไปอย่างนุ่มนวลทว่าเร่าร้อนเติมเต็มความว่างเปล่าภายในอกของผมจนหมดสิ้น
เสียงครางหวานและเสียงถอนหายใจยาวประสานสอดคล้องกันตลอดทั้งคืน กิจวัตรใหม่ที่ปะปนไปด้วยกลิ่นอายความรัก ความอบอุ่น และความเร่าร้อนนี้... ทำให้ผมกลายเป็เด็กที่โชคดีที่สุดในโลกที่มีพี่เลี้ยงและติวเตอร์ส่วนตัวที่แสนดี (และร้ายกาจ) คนนี้คอยดูแล
ติวหนังสือไป... ติวรักไปด้วย... เป็สูตรสำเร็จที่ทำให้การเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยของผมไม่มีคำว่าน่าเบื่ออีกต่อไปเลยจริงๆ