" ฮ่อ ฮ่อ ฮ่อ คุณชาย คุณชาย ดูจากการแต่งตัวของท่านแล้ว เกรงว่าจักมิใช่คนแถวนี้ใช่หรือไม่ " เสี่ยวเอ้อโรงเตี้ยมใต้จันทร์เดินเข้ามากล่าวถาม บุรุษเบื้องหน้าผู้สวมผ้าคลุมศีรษะไม่รู้ว่าหนุ่มหรือแก่
บุรุษพยักหน้า
" เช่นนั้นท่านมาโรงเตี้ยมเรา ท่าน้าที่พักกี่คืนล่ะ เสี่ยวเอ้อจะได้จัดที่พักให้ท่านได้ถูก "
อัลเบียนมิตอบ เพียงชี้ไปยังโต๊ะสีเขียวหยกอ่อนกลางร้านอันเด่นสง่า
สองสายตาเสี่ยวเอ้อเบิกโพลง กลืนน้ำดังเฮือก พลางคิดภายในใจว่า ' คงไม่นะ ' เสี่ยวเอ้อนิ่งเงียบอยู่สักพัก ก่อนจะหันขวับกลับมาบอกกล่าวแก่ชายคนนั้น " คุณชาย ข้าว่าท่านเปลี่ยนโต๊ะดีกว่ามั้ย เพราะว่า " เสี่ยวเอ้อกล่าวบอกบุรุษด้วยความหวังดี ทว่าเสี่ยวเอ้อพูดไม่ทันบอกใจความสำคัญ อัลเบียนก็เดินมุ่งไปนั่งหาสนใจสิ่งใด
ณ บ้านตระกูลเซี่ยพื้นที่พักอาศัยของผู้าุโใหญ่เอี้ยเฉิน
" นี่ ท่านจะบ้าเรอะ!! " เสียงะโดังสนั่น ชายวัยกลางคนใกล้ชรารูปร่างกำยำ เค้าหน้าตาคมดูดีไว้หนวดเคราลักษณะตอสั้น ะโดุดันใส่ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าตน
" ใจเย็น ใจเย็นก่อน เอี้ยเฉิน ที่ข้ามาหาเ้าใช่ว่าข้าหมดทางเลือกหรือกลัวตนจะลำบาก แต่หากเ้าก็รู้ดีถึงการประลองสี่ตระกูล หากผู้ใดไม่ทำการอันใดเป็อาชีพจำต้องเข้าร่วมแม้อ่อนแอ ทว่าจนบัดนี้ เยี่ยหลงยังไม่ได้ฝึกงาน เกรงว่าจะต้องเข้าร่วมการประลองเป็แน่ ถึงตอนนั้น "
เซี่ยเซียวหยงกล่าวถึงจุดนี้ เซี่ยเอี้ยเฉินก็ใบหน้าถอดสีเล็กน้อยและกล่าวโผงขึ้น " เอาเถอะ เอาเถอะ ท่านไม่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้าแล้ว เป็ว่าหากท่านได้ลูกสาวคืนแล้วไอ้สำนักงานบ้าบอที่ท่านว่าไม่วอดวายไปเสียก่อน ภายในสามวันข้าย่อมเจรจาเกี้ยกล่อม เยี่ยหลง อย่างแน่นอน ฝากท่านช่วยหางานให้เขาด้วย " เอี้ยเฉินยอมส่งบุตรชายสู่การค้าขายเสียดีกว่าอยู่เข้าร่วมการประลองสี่ตระกูล
เพราะเหตุวัยฉกรรณ์เขาก่อเื่ก่อราวกับหนึ่งตระกูลไว้มากมาย เกรงหวนคืนแก่บุตรตน
เซี่ยเซียวรู้เหตุผลที่เอี้ยเฉินมีคำกล่าวปิดท้ายเช่นนี้ คงเป็ดั่งคำที่ว่า เื่โกหกมีนับล้าน ดันเลือกเื่มดกัดัตาย เล่าใครใครจะเชื่อ แม้นเล่าให้เด็กสามขวบฟัง ในใจมันคงลอบคิดว่าคนเล่าเป็บ้าพูดจาไร้สาระแน่แท้
เซี่ยเซียวหยงกำลังจะเอ่ยกล่าวลา
ป้ง!! เสียงเปิดประตูดังขึ้น ร่างหญิงสาวนางหนึ่งปรากฏ
" ท่านพี่!! แย่แล้ว เยี่ย เยี่ย เยี่ยหลงเขา เขา เขา หายตัวไป " หญิงสาวอายุราวสามสิบเศษกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงจบลงพร้อมนางที่ร่วงหล่นหมดสติไป
ณ โรงเตี้ยมใต้จันทร์ นอกเมืองเมฆปลิดตะวัน
อัลเบียนนั่งจิบชาท่ามกลางบุคคลทั้งเก้ายืนจ้องปล่อยแววตาหมายเข่นฆ่าใส่เขาอยู่ไม่เว้นช่อง
ชายหนุ่มผู้หนึ่งแต่งกายสูงศักดิ์ยืนริมระเบียงชั้นสองของโรงเตี้ยมพร้อมด้านซ้ายขวาประกบด้วยชายวัยกลางคนใกล้ชรา ะโบอกเสียงดัง
" พวกเ้ามันไม่ได้เื่ เมื่อมันไม่ลุกก็ทำให้มันลุกซะสิ คิดไม่ได้กันรึไง " " ข้ากำลังจะได้สนุกกับน้องอี้ผิงสุดสวย กลับต้องมาอารมณ์เสียเพราะพวกเ้า "เฟินเจวี๋ยปี้สอดส่ายตาอำมหิตมองคนทั้งเก้า " หากจัดการมันไม่ได้ภายในครึ่งของครึ่งถ้วยชาล่ะก็ ก็ไปตายซะ " วาจากล่าวของชายผู้นี้จบลง คนทั้งเก้าพลันปลดปล่อยพลังิญญาพุ่งศาสตรา บ้างก็หมัดตรงเข้ามาคิดปะา
" หึ ครั้งหนึ่งผมเคยอ่านเจอจากบทความมาว่า เหล่าคนโง่เป็พวกที่ ไม่ว่าเมื่อไหร่ ที่ไหน ก็มีอยู่ เสมอ สงสัยคงจะจริงแฮะ " เสียงกล่าวแ่เบาจนผู้คนมิอาจได้ยิน
ผัวะ!! ผัวะ!! ผัวะ!! ผัวะ!!
เสียงดังสายหนึ่งปรากฎ ร่างคนทั้งเก้าลอย
กระเด็นขึ้นกระแทกหลังคา ชายหนุ่มผู้ควรตายไม่แม้แต่ขยับเคลื่อนไหวเข้ามาโจมตี
เหล่าชาวยุทธมากหน้าหลายตาตะลึงอึ่งมิทราบว่าร่างคนทั้งเก้าเกิดสิ่งใด ท่ามกลางเื่น่าตระหนกใ ชายหนุ่มผู้ถูกหมายปองเอาชีวิตกลับนั่งจิบน้ำชาช้าๆคราหนึ่งสบายอารมณ์ ก่อนกล่าวแนะนำตัวราวเหมือนมิมีสิ่งใดอะไรเกิดขึ้น " ข้าพเ้ามีนามว่า อัลเบียน ชื่อกลาง วี แซ่สกุล วริทธาเนีย เหตุที่ข้ามาก่อกวนท่านเยี่ยงนี้ หาได้้าสิ่งใดมากมาย นอกจากสิ่งที่ท่านขโมยคว้าฉกฉิงไปก็เท่านั้น "
ตู้ม!!
เสียงะเิพลังิญญาสายหนึ่งะเิออกด้วยความโกรธ ศรไฟนับไม่ถ้วนถูกสร้างพุ่งเข้าจู่โจมหมายสังหารอัลเบียน
อัลเบียนยิ้มมุมปากชายตามองศรไฟหนึ่งดอกหนึ่งครา นิ้วมือขวาค่อยๆยกเกี่ยวหูแก้วชาขึ้นมาสูดดมอย่างสบายอารมณ์ ปากกล่าวแช่มช้าด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแ่เบาว่า " แคน "
ทันทีทันใดนั้นหลังอัลเบียนกล่าวเสร็จ เสียงแหลมดังเสียงหนึ่งปรากฏพร้อมลำแสงสีทองพุ่งมาจากหน้าประตูโรงเตี้ยมมุ่งเข้าหาร่างอัลเบียน ก่อนกลายเป็โล่พลังงานสีเหลืองทองลวดลายแปดเหลี่ยมคล้ายรังผึ้งครอบคลุมบริเวณโต๊ะอัลเบียนจนหมดจด
ตู้ม ตู้ม ตู้ม ตู้ม ตู้ม เสียงศรไฟะเิดังสนั่นยามปะทะม่านปราการ ทว่าศรไฟทรงพลังมากมายนั้นมิอาจกล้ำกรายทลายม่านพลังได้แม้แต่รอยขีดข่วน ผู้าุโทั้งสองเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวเตือนสติคุณชายน้อย
เฟินเจวี๋ยปี้ให้ระงับโทสะ ศรไฟจึงได้หยุดลงพร้อมอาการหอบพลางหัวเราะของคุณชายน้อย
" ตรงเวลารึเปล่าอัลเบียน " ่เวลาเดียวกันหน้าประตูโรงเตี๊ยมตรงจุดที่ลำแสงปรากฏก็บังเกิดเสียงชายผู้หนึ่งะโบอก
ท่ามกลางหมอกควันจากศรไฟปะทะม่านพลังป้องกัน ชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีขาวด้านในใส่ชุด
สีดำมีผ้าคลุมหัวและใส่ผ้าพันคอผู้หนึ่งถืออาวุธโลหะจักรกลขนาดใหญ่เดินเข้ามาหาอัลเบียนพร้อมกับม่านปราการป้องกันที่ค่อยๆสลายตัวลง
" ช้าไปศูนย์จุดสองวินาทีนะแคน " อัลเบียนยกแก้วสูดดมกลิ่นชากล่าว
แคนเก็บอาวุธโดยเปลี่ยนให้มันกระเป่าถือ ใบหน้าแววตาของเขาภายใต้หมวกคลุมเสมือนดั่งรู้ชะตากรรมเงินค่าจ้างตน " โอ้โห ทักเช่นนี้ เห็นทีเงินเดือนฉันคงไปแล้วสินะสองเปอร์เซ็น "
" อะ ฮะ ฮะ ฮะ ฮ่า " อัลเบียนหัวเราะแห้งๆพลางยิ้มมุมปากคราหนึ่ง
" เห็นที คงเป็เช่นนั้น " อัลเบียนกล่าว
" อ้า(เสียงสูง) กูเกลียดความจริง " แคนโถมร่างเข้ากอดขาอัลเบียนอย่างเหนียวแน่นหนึบพลางกล่าวขับร้องลิเกด้วยน้ำเสียงออดอ้อน " ได้โปรด เถอะ พ่อชายสุดหล่อ ตัวข้า อยากจะขอความเมตา ท่านโปรดช่วย ลืมเื่ วันนี้ ได้มั้ยหนา เดี๋ยวตัวข้าจะเลี้ยงไอติม เต๊ง เตง เต่ง เตง เตง เต่ง เตง เต่ง เตง เต่ง เต่ง เตง เตง เตง เตง(ทำเสียงระนาด) "
" เฮ้อ " อัลเบียนถอนหายใจ ลุกขึ้นหันหาด้านเฟินเจวี๋ยปี้ทั้งๆที่แคนยังคงเกาะขาแหงนหน้ามองตากระพริบปริบๆ
" ถ้ายังหักเงินอยู่ แคนคงไม่คิดปล่อยขาผมสินะ " อัลเบียนมองดูแคนที่กำลังเกาะขา ราวกับลิงดูดกัญชาปีนเกาะเสาไฟฟ้าในวันสุดเหงา
" อือฮึ (เสียงสูง) "
" งั้นเอาเช่นนี้ครับ ตามที่บอกไปก่อนหน้า ช่วยจัดการสองคนที่ยืนขนานโดดเด่นสุด นอกเหนือจากพวกเราสองทีนะ เดี๋ยวจะช่วยตอบแทนให้ " อัลเบียนกล่าวบอกแก่แคน ทว่าดวงตากลับมองยังาุโทั้งสองเป็ชนวนสื่อความหมาย
" ประสริญ ประเสริญยิ่ง หากเป็เช่นนี้แล้ว ก็เตรียมลาลับโลกไปแบบไม่สมัครใจเถอะ " ผู้าุโขวากัดฟันพูด
" คุณชายน้อยพวกข้าขอ " ผู้าุโซ้ายพูด
" เชิญ " เฟินเจวี๋ยปี้กล่าวกระแทกเสียง
" ขอรับ " สองาุโกล่าวตอบรับพร้อมกัน ทว่ายังมิทันได้ลงมือ แคนก็มาอยู่ข้างหลังแลใช้มือจับบ่าของพวกมันทั้งคู่ไว้เสียแล้ว
" อะอะเดี๋ยวก่อน " " อย่าไปเสือกเื่ของเขาสิ " " มาเล่นกับเค้าดีกว่า เดี๋ยวจะส่งให้ถึง์เลยทีเดียว " แคนยิ้มเ้าเล่ห์กล่าวพูดด้วยเสียงหยอกล้อ
ทั้งสองร่างสะท้านตื่นตระหนกยังมิทันตั้งสติ แคนกล่าวมาห้าหกคำ " ร่อง เมฆา ชั่ว พริบ ตา " ก่อนที่ร่างทั้งสามจะค่อยๆสั้นไหวแลหายไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมกับเสียงฟ้าผ่า
ท่ามกลางการตะลึงของเฟินเจวี๋ยปี้แลทุกผู้คน
อัลเบียนปรบมือเรียกสติหนึ่งคราจึงค่อยกล่าว
" เอาเช่นไรดีล่ะ คุณชายน้อยเฟินเจวี๋ยปี้ " " หากข้าบอกให้ท่านยอมไปแต่โดยดีเห็นทีคงจะไม่ได้ เช่นนั้นแล้ว "
" หุบปากแล้วไปตายซะ ไอ้ขยะชั้นต่ำ "
เฟินเจวี๋ยปี้กล่าวตัดถ้อยวาจา ชักนำกระบี่ออกฝักตวัดฟาดรัศมีพลังิญญากระบี่ใส่ใบหน้าด้านซ้ายของอัลเบียน
คนไม่ยินดียินร้ายเอียงหัวซ้ายนิดๆหลอกให้คนคิดเย้ยหยันภายในใจ
' สุดท้ายพวกสวะ มันก็ได้แค่นี้ '
เมื่อเฟินเจวี๋ยปี้แสดงสิ่งที่คิดออกทางสีหน้า
คนก็เอียงหัวขวาหลบและกล่าวว่า " โอ้ะๆ เกือบไป "
ตู้ม เสียงพื้นะเิดังเล็กน้อย
" ชิ โอหังนักนะ " เฟินเจวี๋ยปี้กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ ก่อนคนจะะโเหินลงมาจากชั้นสอง พร้อมชี้ปลายกระบี่คมใส่ระยะใบหน้าของคนนามอัลเบียนในครรลอง แลค่อยๆลากลงมาหยุดยังตรงคอหอย ่ระยะเวลาเดียวกันเขาก็ปลดปล่อยพลังิญญาตนและศาสตรา สร้างเป็ร่างเงามายากิ้งก่าเพลิงเข้าจู่โจม
ขณะทุกผู้คนบริสุทธิ์ต่างหรี่ตาเบือนหน้ามิกล้า
มองภาพร่างคนบังเกิดเหตุการณ์สยองต่อหน้าต่อตา
อัลเบียนท่าทียังคงเส้นคงวา ดึงมือออกจากกระเป๋ากระโปรงและยกมือขึ้นปรบมือสองครา ก่อนจะกล่าวว่า " ยอมเยี่ยม ยอดเยี่ยม เป็ทักษะิญญายุทธ์อสูรไฟร้อยปีกับศาสตราที่ยอดเยี่ยมเสียจริงๆ แต่ทว่านะ ถ้ามันไม่โดนก็ไร้ความหมาย จริงมั้ยคุณชาย " สิ้นสุดคำกล่าววาจา
อัลเบียนปรบมืออีกสองครา
ปรบ ปรบ
ร่างเงามายากิ้งก่าเพลิงะเิแตกสลายกลายเป็ม่านธุลี เฟินเจวี๋ยปี้ไม่คิดรอช้าให้อัลเบียนเอ่ยปากกล่าว สองเท้าเตรียมพุ่งผ่านม่านธุลีจางๆอันคั่นกลางระหว่างตนกับคนแส่หาความตาย ทว่าเมื่อเท้าจะก้าวออกเข้าสังหาร พลันร่างคนหายวับไปกับตา ไร้ร่องรอยััติดตาม
' มันหายไป!!! '
ร่างอัลเบียนหายวับราวภาพมายา ทุกผู้คนที่รับทราบ ต่างพากันมีปฏิกิริยาหันหัวหันหน้าใช้สายตาสอดส่องหาตัวอัลเบียน
เฟินเจวี๋ยปี้หลับตาปลดปล่อยพลังิญญาเสาะหาหลังอัลเบียนหายวับไปกับตาเป็เวลาสองลมหาย แต่กลับไร้ซึ่งใครในโรงเตี๊ยมคือบุคคล เสมือนกับว่ามันผู้นั้นไร้ซึ่งตัวตนแต่แรกเริ่ม
ความสับสนบังเกิดขึ้นในจิตใจทุกผู้คน เฟินเจวี๋ยปี้ทั้งสับสนและร้อนรนก่อพลันขึ้นในเวลาเดียวกันคำถามเดิมๆซ้ำๆกล่าวก้องดังอยู่ในหัวด้วยน้ำเสียงกัดฟันพูด ' เป็ไปไม่ได้ เป็ไปไม่ได้ เป็ไปไม่ได้ เป็ไปไม่ได้ ที่อยู่ๆมันจะ '
ระหว่างเฟินเจวี๋ยปี้ตั้งสมาธิปลดปล่อยพลังิญญาเสาะหาตัวคน พลันต้องสะดุ้งเฮือกหลุดสมาธิด้วยความรู้สึกถึงมือคนหนาวเย็นะเืราวไอเย็นจากปรโลกมาััตรงไหล่ข้างซ้ายตน
เฟินเจวี๋ยปี้ชำเลืองตามอง ดวงตาทั้งสองไม่อาจไม่เบิกโพลงมิอาจไม่สั่นไหว ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาคมคายแต่งกายแปลกแสนคุ้น ใช้มือข้างซ้ายจับไหล่ด้านหัวใจเขาอันเป็คนยืนข้างกาย ดวงตาทั้งสองของชายหนุ่มมองพื้นก่อนค่อยๆชำเลืองตามองจากคอไล่ขึ้นสู่ใบหน้าแลหยุดตรงตาที่สั่นไหวพร้อมกับยิ้มมุมปากสบายใจเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
' มันมา ตอนไหนกัน!! '
บุรุษหนุ่มข้างกายเฟินเจวี๋ยปี้นั้นหาใช่ใคร
อัลเบียน วี วริทธาเนีย ที่ไร้ซึ่งผ้าคลุมศีรษะอันใดปกปิดตน คือบุคคล
" หาก้าถามข้า ไยไม่เอ่ยปากมาพูดกันดีๆ
มัวแต่คิดพูดกับตัวเองอยู่ได้ว่า เป็ไปไม่ได้ เป็ไปไม่ได้ มันมาตอนไหนกัน แล้วใครมันจะไปรับรู้ได้ล่ะจริงมั้ย คุณชาย "
' ไอ้สุนัขชั่ว นี่มัน!! ' เฟินเจวี๋ยปี้กำลังจะขยับกระบี่ตวัดฟาด ทว่าสุ้มเสียงดุจวารีหลายหยดก็หยดปรากฏตรงหน้า
ทั่วทั้งโรงเตี้ยมเป็ดั่งค่ำคืนต้องมนต์ตรา เงียบสงัดไร้สุ้มเสียงใด ใบหน้าทุกผู้คนนอกเหนือหนึ่งซีดเซียวดั่งศพ คุณชายน้อยเฟินเจวี๋ยปี้ระงับการกระทำตวัดฟาดตนเอาไว้ ขับเคลื่อนดวงตาแลใบหน้าเข้าหาต้นกำเนิดเสียงอย่างค่อยๆไป พบกระบี่อ่อนยาวตนปักเข้าร่างคน สายโลหิตไหลร่วงหล่นราวช่องแคบธารา
ร่างกายเฟินเจวี๋ยปี้บัดนั้นเข้าสู่สภาวะสั่น ขณะเดียวกันสองตาบุคคลก็พบว่า กระบี่อ่อนยาวในมือตัวคนค่อยๆสลายหายราวภาพมายา ทัศนียภาพพื้นตรงหน้า เปลี่ยนไปเป็นองของเื ปรากฏพร้อมกับเสียงขันฉ่องตกกระทบพื้นแตกกระจายดั่งเศษดาราค้างฟ้าภายในหัว คนบังคับหัวขยับกลับมา ชายหนุ่มอัลเบียนคงยิ้ม กล่าวว่า " ภายใต้การสะกดของข้า แม้แต่แมลงเ้าก็ยังคงคิดเห็นเป็ดวงดารา "
"นายน้อย!!" เสียงะโแหบซ่านสะท้านดังทั่วโรงเตี้ยม
หนึ่งร่างร่วงหล่น หนึ่งคนก้าวย่างออก ทั่วโรงเตี้ยมคนมิเกี่ยวข้องเงียบสงัด
อัลเบียนพึมพำบอก " หากเ้าไม่เล่นของมีคม คงไม่เจ็บเช่นนี้ " หมอกควันดั่งเดิมปรากฏ กายคนสูญหาย หลังก้าวย่างพ้นประตู
" ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย " เสียงเด็กหนุ่มวัยสิบหกย่างสิบเจ็ดะโร้องลั่นขอความช่วยเหลือดังก้องจากภายในป่า ด้านหลังของเขาปรากฏอสูรหมีวายุขนาดั์วิ่งไล่สี่ขา ตามตนอย่างไม่คิดเลิกล่า แม้มันจะวิ่งมาหลายวา ห่างถิ่นแล้วก็ตาม
โฮก
เสียงคำรามของสัตว์อสูรหมีวายุก้องดังสนั่นป่า
คลื่นเสียงคำรามพัดกระจายเศษแมกไม้หินโดยรอบปลิวพุ่งทำลายสิ่งต่างๆนานา ซึ่งอสูรหมีวายุใช้มันในการล่า เหยื่อที่มีขนาดเล็ก เท่าลิง
ตุบ " อั้ก " เศษก้อนหินก้อนหนึ่งพุ่งซัดกระเด็นเข้ากลางหลังเด็กหนุ่ม จนคนกระเด็นลอยมุ่ง ไปเบื้องหน้าก้อนหินใหญ่
ตุบ
" โอ้ย เจ็บ เจ็บ เจ็บ " เด็กหนุ่มลอยกระเด็นมาล้มหยุดตรงหน้าก้อนใหญ่ อย่างพอดี ด้วยความเจ็บคนจึงดันมือวางเท้าดิน สองเข่างอเข้าจรดพื้นคล้ายท่าหมียามสี่ขา และยกเลิกเท้ามือหนึ่ง ใช้มันลูบหลังขึ้นลงไปมา
" ซี๊ด โอ้ย เจ็บ เจ็บ เจ็บ "
อสูรหมีวายุเคลื่อนกายเข้าใกล้อย่างช้าๆหลังเห็นเหยื่อหยุดนิ่งด้วยความระแวดระวัง เด็กหนุ่มด้วยความเจ็บจึงส่งเสียงร้องเสียงเล็กเสียงน้อยออกมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้อสูรหมีวายุเดิมทีมันระแวงยังคงยืนสี่ขาเว้นระยะห่าง เปลี่ยนท่าเป็ยืนสองขาขยับเคลื่อนเข้าด้วยความเร็วที่มิเร็วมิช้า ง้างอุ้งมือหนึ่งขึ้นเตรียมตะปบเข้ากลางหลังเหยื่อคล้ายลิงที่กำลังอ่อนแรงตรงหน้า
เด็กหนุ่มชุดอาภรณ์สีฟ้าคนเป็เหยื่อหันเอี้ยวมองกลับ สองตาเบิกโพรงกว้างร่างกายพลันพลิกกลับ สองศอกดันก้าวขยับถอยหลังพร้อมทั่วร่างสั่นละเทิ้ม อสูรหมีวายุไม่คิดให้คนริหนีริวิ่งตะปบฟาดอุ้งมือลง " อ้า " เสียงร้องะโดังลั่น สองมือเด็กหนุ่มยกขึ้นป้อง
" โฮก "
วาบ
แสงสีขาวปรากฏสว่างวาบตรงบริเวณระหว่างจุดว่างคั่น จนทำให้ทั้งคนและสัตว์อสูร จำต้องหรี่ตาพลัน
" ดูเหมือนผมจะมาทันเวลานะ คนหนุ่มผู้หลงคำยุยง " คนเอี้ยวหน้ามองยิ้มให้มนุษย์เื้ั
' ใครกัน? เสียงใครกัน? ทำไมสำเนียงท่าน ข้าช่างรู้สึกคุ้นเคยเหลือเกิน ' เซี่ยไป๋เยี่ยหลงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอิดโรยภายในห้วงความคิดที่คล้ายดั่งสภาวะกึ่งตื่นกึ่งฝัน
เยี่ยหลงพยายามเบิกตาเป็ปกติปล่อยวางมือคลายป้องกัน แสงสีขาวสว่างเจิดจ้ามอบความรู้สึกอบอุ่นวางใจเป็แหล่งพึ่งพิง ผ้าคลุมสีขาวยาวพัดไสวเสมือนมีสายลมอ่อนขับไล่สิ่งน่าหวาดกลัว เสียงชายหนุ่มปริศนาหล่อนุ่ม มอบความรู้สึกเคลิบเคลิ้มคล้อยตามจรรโลงใจ ด้วยความรู้สึกทั้งมวลนี้ทำให้เยี่ยหลงเดิมอ่อนล้าแต่มิอาจหลับ ก็ปิดตาปล่อยร่างร่วงหล่นสลบยังผืนดิน
แสงสีขาวสว่างวาบจางหาย
อสูรหมีวายุนอนสลบกระเด็นไกล อัลเบียนคนยืนปรากฏตรงเบื้องหน้าเด็กหนุ่มบริเวณอันแต่เดิมเคยเป็ซึ่งจุดว่างคั่นระหว่างการประจันหน้า อัลเบียนหันหลังกลับ สองตามองลงยังเด็กหนุ่มเบื้องหน้า เขาเดินขยับเข้าเพียงนิดคุกเข่าลงข้างหนึ่งยกช้อนอุ้มตัวบุรุษหนุ่มขึ้นมาแลโน้มหน้ากระซิบบอกกล่าวข้างหูว่า " บอกแล้วไง ว่าสักวัน เราจะต้องได้เจอกันอีก " อัลเบียนบอกกล่าวจบพลางมุมยิ้มปากและค่อยๆดึงใบหน้ากลับ ทันใดนั้นหมอกหนาขาวก็ปรากฏบดบังร่างเขาทั้งสองจนสูญหาย
กริ้ง กริ้ง เสียงกระดิ่งติดหน้าประตูร้านรับจ้างสารพัดดังพร้อมกับมันเปิดออก ซีคที่กำลังเช็ดแก้วไวส์อยู่ภายในร้านจึงชำเลืองตามอง
อัลเบียนเป็คนดันเปิดประตูร้านเข้ามาพร้อมบนมือสองอุ้มไว้ซึ่งร่างเด็กหนุ่มหน้าขาววัยคาดไม่น่าเกินสิบหกสิบเจ็ด เขานำมุ่งร่างเด็กหนุ่มไปว่างพักยังโฟฟาอย่างมิรีบมิช้า
" สมาชิกใหม่เราหรอครับ " ซีคมือเช็ดแก้วอยู่พลางกล่าวถาม
" อืม " อัลเบียนส่งเสียงตอบรับ
" คงต้องสอนอะไรอีกมากมายเลยล่ะ ทั้งร่างกายและจิตใจ " อัลเบียนกล่าวประโยคสุดท้ายแฝงด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย " แต่ตอนนี้ ซีคก็จำต้องช่วยดูแลเขาหน่อยล่ะนะ เพราะหากไม่หายาให้กิน และลดอุณหภูมิภายในร่างกายของเขาภายในเร็วๆนี้แล้วล่ะก็ " อัลเบียนนำมือทาบซอกคอของเซี่ยไป๋เยี่ยหลง " คงต้องตายเป็ผีแน่ๆ เพราะดูเหมือนเขาจะใกลัวมาก จนไข้เดิมมันพุ่งสูงขึ้นเลยน่ะ ผนวกกับตัวคนดั้งเดิมก็มีร่างกายอ่อนแออยู่แล้วด้วย จึงทำให้อุณหภูมิร่างกายมันยิ่งมายิ่งสูงขึ้นไปกันใหญ่ " " แต่ไม่ว่าอย่างไรนะ อย่าให้เขาตายล่ะ ซีค " อัลเบียนบอกกล่าวจบพลางยิ้มมุมปากแลหันมองยังซีคหนึ่งครา ก่อนที่ซีคจะตอบรับด้วยการพยักหน้า
อัลเบียนหันกลับมามองยังใบหน้าเด็กหนุ่มเซี่ยไป๋เยี่ยหลงอีกครา เขายิ้มมุมปากให้แลสองมือล้วงลงกระเป๋าชุด ก่อนจะค่อยๆเดินจากไปจากจุด เขามุ่งไปยังบันไดหลังเค้าเตอร์อันเป็จุด ซีคประจำงาน
เมื่อถึงยังบันไดเขาเดินขึ้นไปได้สองสามขั้น จึงพลันหยุดเท้า เพราะพลันนึกขึ้นได้ถึงเื่ที่จะบอกกล่าว " เออซีค หลังดูแลเด็กคนนี้เสร็จแล้ว ช่วยหั่นมะม่วงน้ำดอกไม้เย็นๆสักลูกในตู้เย็นมาเสิร์ฟผมหน่อยนะที่ระเบียงน่ะ " อัลเบียนบอกกล่าวเสร็จก็จักเตรียมเดินต่อ ทว่าก็พลันหยุดชะงักเพราะพลันนึกขึ้นได้ถึงเื่ที่จะบอกต่อ " อือซีค..ถ้ามีน้ำมะพร้าวแก้วประดับดอกไม้เย็นๆสักแก้วขึ้นมาด้วยก็คงจะดีนะ " อัลเบียนพูดจบ ซีคจึงตอบรับด้วยการพยักหน้าอีกเช่นเคย ก่อนที่อัลเบียนจะเดินมุ่งจากลา ขึ้นยังชั้นสองไป
อัลเบียนเขาเดินมาถึงชั้นสอง ้าฝั่งซ้ายประกอบด้วยประตูสี่บาน สองบานเดี่ยวหนึ่งบานคู่ โดยประตูคู่อาศัยระหว่างขั้นกลางประตูเดี่ยว ส่วนฝั่งด้านขวามีเพียงประตูคู่เดียว อัลเบียนเปิดประตูใกล้สุดฝั่งขวามุ่งเข้ายังพื้นที่เขตระเบียงอันเป็จุดมุ่งหมาย
เมื่ออัลเบียนเดินเปิดประตูเข้ามา เขาก้าวย่างธรรมดาเข้านั่งเก้าอี้คู่โต๊ะร่มสนามกันแดดอันเป็จุดประจำ เขานั่งลงมัน มือหนึ่งล้วงเข้ายังชุดพร้อมอีกมือหนึ่งสวมใส่ลงถุงมือหนังกวางที่วางไว้บนโต๊ะ จากนั้นแขนจึงค่อยๆยกขึ้น ทันควันนกอินทร์มงกุฏสีขาวตัวใหญ่ตัวหนึ่งก็บินโฉบลงมา อัลเบียนนำจดหมายออกจากชุด นำมันผูกกับหลังของปักษา และพูดขึ้นว่า " นำมันไปส่งยังบ้านพักผู้าุโใหญ่แห่งตระกูลเซี่ยทีนะ " เขาตวัดมือขึ้นเล็กน้อย อินทรีจึงบินจากไปทำตามคำสั่ง
ชายหนุ่มถอดถุงมือหนังกวางออกแลมือยิบหนังสือยกอ่าน " กาลเวลาล่วงเลย เหล่าพระเ้ามากมายดับสู่ความว่างเปล่าทั้งสีดำและสีขาว แต่ดูเหมือนโชคชะตาครั้งนั้นจะเป็แค่บทเกริ่นนำ ในที่สุด ณ ่ปัจจุบันก็ใกล้ถึงเวลาเริ่มา " อัลเบียนอ่านจบพลางสองตาจึงเลื่อนขึ้นมองบน ยังจันทร์ " าของพระเ้าที่กำลังบังเกิด ของวิเศษทั้ง สาม มนุษย์ที่ถูกเลี้ยงดูโดยเหล่าพระเ้าคือจุดเปลี่ยนของา เขาจะเลือกเส้นทางไหนกันนะ ระหว่างการเป็เบี้ยหรือ " อัลเบียนยิ้มมุมปากมีเลศนัย " การเป็ควีน "