เที่ยงวัน ขบวนใหญ่หยุดเคลื่อนตัวหลังจากข้ามเขาลูกเล็กหนึ่งลูก ป้อนหญ้าและน้ำให้ม้าอย่างเพียงพอ เหล่าทหารรับจ้างกินอาหารพลางพูดคุยกัน
“...เหตุใดพวกท้ายขบวนทั้งสี่คนนั้นจึงยังมิกลับมาอีก?”
“หรือว่าถูกโจรจัดการไปเสียแล้ว? นี่มันจะอ่อนแอเกินไปแล้วกระมัง?”
“โจรกลุ่มนั้นมีจอมเวทระดับกลางหนึ่งคนและนักรบหนึ่งคน ไม่นับว่าอ่อนแอ อีกทั้งสี่คนนั้นยังดูมิใช่พวกอ่อนแอ...”
ทหารรับจ้างผู้หนึ่งเงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วพยายามหวนนึกถึง ‘องค์ประกอบ’ ของอีกฝ่าย
“...ข้าจำได้ว่าเจ้าหัวแดงผู้นั้นคือจอมเวทระดับกลาง อัศวินผมน้ำตาลผู้นั้นก็มิอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน”
“เจ้าคนเผ่าหมานผู้นั้นมีเรี่ยวแรงมหาศาล ครั้งหนึ่งข้าเคยเห็นเขาต่อยหมีธาตุดินระดับห้าตัวหนึ่งจนตาย”
“...ห๋า? ร้ายกาจถึงเพียงนั้น? เจ้าหัวขาวตาแดงต่างเผ่าผู้นั้นแม้จะเป็นหัวหน้ากลุ่ม ทว่าทุกครั้งล้วนแต่มีเจ้าเผ่าหมานเป็นผู้ออกความเห็น จากนั้นเขาจึงค่อยตัดสินใจ”
ทหารรับจ้างสองคนมองผู้ที่เอ่ยออกมา ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันด้วยความฉงน
“จะว่าไปแล้วก็น่าแปลก ทุกๆ ครั้งมักเห็นเขาเป็นผู้นำกลุ่ม ทว่ากลับมิเคยเห็นเขาลงมือมาก่อน”
“เมื่อดูจากเช่นนี้ กลุ่มเล็กสี่คนนั้นจะต้องแข็งแกร่งมากอย่างแน่นอน เพียงแต่เหตุใดจึงได้อืดอาดเช่นนี้?”
“...ข้ารู้สึกว่าพวกเราเดินทางเร็วเกินไป ทั้งๆ ที่ถึงสถานที่ปลอดภัยแล้ว กระนั้นท่านหัวหน้ากลับยังสั่งให้เร่งความเร็ว----”
“ชู่! ท่านหัวหน้าอยู่ตรงนั้น อย่าเอ่ยอันใดนอกเรื่อง!”
ทหารรับจ้างที่เอ่ยพึมพำเสียงเบาหดคอพลางใช้ส้อมจิ้มแผ่นเนื้อหมูสามชั้นยัดเข้าในปาก ทหารรับจ้างที่อยู่ด้านข้างเงยหน้ามองไปทางจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อที่ยืนอยู่ไม่ไกลก่อนจะลอบถอนหายใจ --- โชคดีที่ท่านหัวหน้ามิได้ยิน
เมื่อไม่กี่นาทีก่อน กระดิ่งเตรียมอาหารกลางวันเสร็จสิ้นดังขึ้น ซีนั่วสั่งให้คนส่งอาหารกลางวันเข้ามาในรถม้า ตามด้วยมองจี๋เอ่อร์ป๋อเท่ออย่างใช้ความคิด จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อรู้ว่าซีนั่วคุ้นเคยกับการทานอาหารลำพังจึงยักไหล่อย่างไม่สนใจก่อนจะกระโดดลงจากรถม้ามาร่วมทานอาหารกับเหล่าทหารรับจ้าง
หลังปิดประตูรถม้า ซีนั่วถอนหายใจยาว นั่งพิงผนังกำแพงอย่างค่อนข้างเหนื่อยล้าอยู่บ้าง
เดิมทีตนเตรียมพร้อมสำหรับทุกคำถามของจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อไว้แล้ว เพียงแต่คาดมิถึงว่าความผิดพลาดใหญ่หลวงกลับมาจากหีบใบนั้น
ครั้นมังกรกึ่งมนุษย์นึกถึงเจ้าของร้านที่ตบอกยืนยันกับตนว่า ‘วางใจเถิด รับรองว่าปลอดภัยอย่างแน่นอน’ ตนพลันคิดอยากจะอัดผู้ที่การสื่อสารบกพร่องอย่างเจ้านั่นให้หนัก --- เหตุที่บอกให้เจ้าทำหีบที่ปลอดภัยสักหน่อย เดิมทีก็เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของสิ่งของ ผลสุดท้ายเล่า? ยามนี้ช่าง ‘ปลอดภัย’ เสียจริง ปลอดภัยเสียจนอีกฝ่ายขุดประวัติหีบจนหมดเปลือก เหลือก็แต่เอ่ยว่า ‘ด้านในหีบบรรจุสมบัติล้ำค่ามิอาจประเมินราคา’ เสียแล้ว
ปอเอ่อร์หมี่อาปอเอ่อร์หมี่ หากเรื่องนี้ถูกอามู่รู้เข้า เกรงว่าเจ้าคงจะต้องถูกอัดเสียแล้ว...
ในขณะเดียวกัน บริเวณพุ่มไม้เหนือยอดเขาเล็ก คนทั้งสี่กำลังกัดแซนด์วิชพลางแอบมองลงไปด้านล่าง
“วันนี้หัวหน้ากิลด์ซีนั่วยังกล่าวว่าอาจพบเจอศึกหนัก เพียงแต่เมื่อดูจากยามนี้กลับดูผ่อนคลายสุขสบาย---อื้อ!”
ลาถีเท่อรีบหันกลับมาหยิบไส้กรอกครึ่งชิ้นยัดใส่ปากของเด็กหนุ่มผมแดง
“เจ้าตั้งตารอให้เกิดเรื่องใช่หรือไม่? หากคิดอยากหาเรื่องเร้าใจ พวกเราจะไม่ลงมือ เจ้าไปเองผู้เดียว”
เก๋อจือดูดไส้กรอกเข้าปาก หลังเคี้ยวไม่กี่ทีจึงกลืนลงท้อง เอ่ยพึมพำเสียงเบาอย่างไม่ยอมแพ้อยู่บ้าง
“หากเป็นระดับเมื่อยามเช้า ข้าเพียงผู้เดียวยังพอจัดการไหว เพียงแต่ต้องสิ้นเปลืองเวลาสักหน่อยเท่านั้น”
“ถูกๆๆ คุณชายน้อยเก๋อจือคือจอมเวทผู้มีพรสวรรค์ อนาคตคือจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่คนที่สี่”
โม่จ้านคลี่ยิ้มพลางคลำไปทางศีรษะของเก๋อจือ ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายกันเอาไว้ด้านข้างตามความเคยชินด้วยใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใด
“หลังจากกลับไปครานี้ เก๋อจือคงลองสมัครการประเมินจอมเวทระดับสูงได้แล้ว”
ทันทีที่เจียนั่วเอ่ยออกมา เก๋อจือถึงกับชะงักงันทันใด ในที่สุดโม่จ้านพลันสบโอกาสยื่นมือไปลูบหัวของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มผมแดงได้สติกลับมาทันใด จัดการดึงมือปลาหมึกที่กดอยู่เหนือศีรษะของตนออก ตามด้วยคว้าคทาสั้นชี้ไปทางโม่จ้านพลางแยกเขี้ยวยิงฟัน เอ่ยฟ้องเสียงดังด้วยสีหน้ารวดร้าว
“..พวกเจ้ามิเพียงแต่ความสามารถก้าวกระโดดอย่างน่าเหลือเชื่อ ทว่ากระทั่งเจียนั่วกลับยังร่วมมือกับโม่เจ๋อเอ่อร์รังแกข้าเสียแล้ว!!!”
“หืม? มิใช่เสียหน่อย ข้าพูดความจริง เจ้าน่าจะไปลองดูสักหน่อย”
เจียนั่วสีหน้าท่าทางง่วงงุน แววตาใสซื่อสบมองกับแววตาฉายแววสงสัยของเก๋อจือโดยตรง
“ด้วยระดับความพัฒนาในยามนี้ของเจ้า การจะกลายเป็นจอมเวทระดับสูงเป็นเพียงเรื่องมิช้าก็เร็ว เพียงแต่ทุกๆ ครั้งที่เผชิญหน้ากับการต่อสู้เจ้ามักจะตื่นเต้น จำเป็นต้องใช้เวลาระยะหนึ่งจึงจะกลับสู่สภาวะปกติ พยายามลองหาประสบการณ์เอาไว้เสียแต่เนิ่นๆ ย่อมต้องเป็นผลดีต่อการประเมินในภายหน้า”
“อา อืม...ใช่ เจ้าพูดถูก”
เก๋อจือถึงกับจุกอยู่ในลำคอทันใด คำพูดของอีกฝ่ายตรงจุดทั้งหมด มิอาจจับผิดได้แม้แต่น้อย
โม่จ้านลอบยกนิ้วโป้งให้เจียนั่ว เจียนั่วปรายมองปราดหนึ่งก่อนจะแสร้งทำเป็นมองมิเห็น ตามด้วยกัดแซนด์วิชแร็พในมืออย่างเฉยเมยหนึ่งคำ
ระดับความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่กี่คนเพิ่มขึ้นจนสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า กระนั้นคนทั้งสี่ยังคงอยู่ในวังวนฝึกซ้อม → ดำเนินการ → ลงสนามจริง → สรุปผล → แก้ไขข้อผิดพลาด → พัฒนา → และกลับมาฝึกฝน อย่าว่าแต่ประลองกับคนนอก กระทั่งมาตรฐานที่ใช้อ้างอิงแบบตายตัวกลับยังไม่มี
ในสายตาของคนภายนอก มิต่างกับคนบ้าที่มีอาการหมกมุ่นอยู่กับตนเองทั้งสี่คนกำลังก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อม กระนั้นกลับมีเพียงไม่กี่คนที่ได้เห็นความสามารถที่แท้จริงในสนามรบของพวกเขา
‘หากมิใช่เพราะเห็นว่าท่าทียามส่งภารกิจของพวกเจ้าแลดูปกติดี ข้ายังนึกว่าพวกเจ้าถูกองค์กรของศาสนาลึกลับส่งมาประจำการเสียด้วยซ้ำ’
นี่ก็คือสิ่งที่จิ้งจอกสาวผู้ดูแลแผนกต้อนรับภายในกิลด์แอบบอกกับลาถีเท่อ หลังพวกเขาไม่กี่คนได้ยินกลับหลุดหัวเราะเสียแล้ว --- มิผิด คนทั้งสี่จมอยู่กับความสุขของการพัฒนามิหยุด กระนั้นกลับไม่มีมาตรฐานที่ใช้วัด หากจะอิงเพียงความรู้สึกย่อมไม่สมเหตุสมผล
“หากมิใช่ว่าจะต้องทำหน้าที่นั้นให้สำเร็จ ไม่เข้ารับการประเมินก็มิเห็นเป็นอันใด”
เก๋อจือพึมพำเสียงเบา โม่จ้านยกยิ้มพลางส่งสายตาให้กำลังใจไปให้ เจียนั่วส่ายหน้า ยังคงอดทำนิสัยเสียอย่างการ ‘จริงจังตลอด’ ตามที่เก๋อจือบอกมิได้
“นั่นคือการสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของเจ้า นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานในการตัดสินความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเจ้า หากเจ้ามีสิ่งนั้น เป้าหมายที่ถูกกำหนดขั้นตอนต่อไปเอาไว้แล้วก็จะมีแหล่งอ้างอิง”
“...เจ้าคือหนึ่งเดียวในพวกเราที่ไม่เดินบนเส้นทางนอกรีต ฝึกฝนวิชาที่ผู้อื่นสรุปเอาไว้แล้วย่อมต้องดีกว่าการค้นคว้าตามสบายของตนเองกระมัง?”
เจียนั่วกลืนอาหารคำสุดท้ายลงท้อง ตามด้วยหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาซับปาก
“อีกทั้งยังมิใช่วิธีการต่อสู้แบบโม่เจ๋อเอ่อร์ที่ไม่มีกระทั่งมาตรฐานคอยรองรับ”
โม่จ้านที่โดนลูกหลงถึงกับเงยหน้าอย่างผู้บริสุทธิ์ จดจ้องเจียนั่วที่กำลังเก็บผ้าเช็ดปากตาไม่กะพริบ
ตนเล่าเรื่องชาติกำเนิดของเก๋อจือกับลาถีเท่อให้เจียนั่วฟังเสียแต่เนิ่นๆ ด้วยเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะบอกกับลาถีเท่อว่า ‘เจ้าไปเข้ารับการรับรองนักรบเถิด’ จนสร้างบรรยากาศกลืนมิเข้าคายมิออกอีกครั้ง นึกมิถึงว่าเจียนั่วมิเพียงแต่เข้าใจ ยังฉวยโอกาสโยนหัวข้อสนทนามาหาตน
“ใช่แล้ว ข้ากล้ารับรอง ทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่นี้ไม่มีผู้ใดสามารถใช้วิธีการต่อสู้พิสดารเช่นนั้นอีกแล้ว”
เก๋อจือคว้ามือของโม่เจ๋อเอ่อร์พลางเริ่มพินิจพิจารณามือซ้ายกับมือขวา
“มือนี้ไม่มีสิ่งใดต่างจากคนอื่นๆ เหตุใดจึงสามารถรวบรวมพลังธาตุมากมายถึงเพียงนั้นมาใช้ตบๆ ตีๆ เสียแล้ว...”
“...เจ้าถามข้า ข้าก็มิรู้เช่นกัน นี่อาจจะเป็นพรสวรรค์กระมัง”
โม่จ้านแสดงท่าทางหลงตัวเอง หลังจากนั้นพลันหัวเราะเสียงดังลั่นเมื่อเห็นเก๋อจือทำท่าทางอาเจียน
ใช้ ‘มือ’ แทนอาวุธโจมตี แน่นอนว่ามิใช่เพื่อสร้างความรู้สึกลึกลับหรือน่าหลงใหล เพียงแต่เพื่อเพิ่มระดับความแม่นยำ...
ตนเคยพยายามควบคุมพลังธาตุเช่นเดียวกับจอมเวททั่วไป ทว่าทันทีที่พลังธาตุหลุดออกจากมือจะออกนอกเส้นทางมิต่างกับกระสุนที่พลาดเป้า มิอาจใช้โจมตีเป้าหมายได้แม้แต่น้อย ตนไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากพยายามหาวิธีที่ทั้งสามารถโจมตีได้ไกลที่สุดและสามารถควบคุมได้ง่าย
หลังจากทดลอง ‘ท่า’ แปลกๆ หลายร้อยท่า ท้ายที่สุดยังคงต้องหวนกลับมายังรูปร่างมือที่พลังธาตุหลอมรวมเข้าหากันยามเพิ่งค้นพบโดยบังเอิญ เมื่ออยู่ในลักษณะเช่นนี้ ตนจึงจะสามารถเคลื่อนย้ายพลังเวทและพลังธาตุ แสดงให้เห็นถึง ‘ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ’ อย่างแท้จริง