นับถอยหลังสู่การประหารราชาปีศาจ (Yaoi) [แปลจบแล้ว]

    ม้วนที่ 5 ปกติกับผิดปกติ (2) เล่มที่ 5 บทที่ 124 เวลาอาหารกลางวัน

            เที่ยงวัน ขบวนใหญ่หยุดเคลื่อนตัวหลังจากข้ามเขาลูกเล็กหนึ่งลูก ป้อนหญ้าและน้ำให้ม้าอย่างเพียงพอ เหล่าทหารรับจ้างกินอาหารพลางพูดคุยกัน

            “...เหตุใดพวกท้ายขบวนทั้งสี่คนนั้นจึงยังมิกลับมาอีก?”

            “หรือว่าถูกโจรจัดการไปเสียแล้ว? นี่มันจะอ่อนแอเกินไปแล้วกระมัง?”

            “โจรกลุ่มนั้นมีจอมเวทระดับกลางหนึ่งคนและนักรบหนึ่งคน ไม่นับว่าอ่อนแอ อีกทั้งสี่คนนั้นยังดูมิใช่พวกอ่อนแอ...”

            ทหารรับจ้างผู้หนึ่งเงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วพยายามหวนนึกถึง ‘องค์ประกอบ’ ของอีกฝ่าย

            “...ข้าจำได้ว่าเจ้าหัวแดงผู้นั้นคือจอมเวทระดับกลาง อัศวินผมน้ำตาลผู้นั้นก็มิอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน”

            “เจ้าคนเผ่าหมานผู้นั้นมีเรี่ยวแรงมหาศาล ครั้งหนึ่งข้าเคยเห็นเขาต่อยหมีธาตุดินระดับห้าตัวหนึ่งจนตาย”

            “...ห๋า? ร้ายกาจถึงเพียงนั้น? เจ้าหัวขาวตาแดงต่างเผ่าผู้นั้นแม้จะเป็นหัวหน้ากลุ่ม ทว่าทุกครั้งล้วนแต่มีเจ้าเผ่าหมานเป็นผู้ออกความเห็น จากนั้นเขาจึงค่อยตัดสินใจ”

            ทหารรับจ้างสองคนมองผู้ที่เอ่ยออกมา ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันด้วยความฉงน

            “จะว่าไปแล้วก็น่าแปลก ทุกๆ ครั้งมักเห็นเขาเป็นผู้นำกลุ่ม ทว่ากลับมิเคยเห็นเขาลงมือมาก่อน”

            “เมื่อดูจากเช่นนี้ กลุ่มเล็กสี่คนนั้นจะต้องแข็งแกร่งมากอย่างแน่นอน เพียงแต่เหตุใดจึงได้อืดอาดเช่นนี้?”

            “...ข้ารู้สึกว่าพวกเราเดินทางเร็วเกินไป ทั้งๆ ที่ถึงสถานที่ปลอดภัยแล้ว กระนั้นท่านหัวหน้ากลับยังสั่งให้เร่งความเร็ว----”

            “ชู่! ท่านหัวหน้าอยู่ตรงนั้น อย่าเอ่ยอันใดนอกเรื่อง!”

            ทหารรับจ้างที่เอ่ยพึมพำเสียงเบาหดคอพลางใช้ส้อมจิ้มแผ่นเนื้อหมูสามชั้นยัดเข้าในปาก ทหารรับจ้างที่อยู่ด้านข้างเงยหน้ามองไปทางจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อที่ยืนอยู่ไม่ไกลก่อนจะลอบถอนหายใจ --- โชคดีที่ท่านหัวหน้ามิได้ยิน

            เมื่อไม่กี่นาทีก่อน กระดิ่งเตรียมอาหารกลางวันเสร็จสิ้นดังขึ้น ซีนั่วสั่งให้คนส่งอาหารกลางวันเข้ามาในรถม้า ตามด้วยมองจี๋เอ่อร์ป๋อเท่ออย่างใช้ความคิด จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อรู้ว่าซีนั่วคุ้นเคยกับการทานอาหารลำพังจึงยักไหล่อย่างไม่สนใจก่อนจะกระโดดลงจากรถม้ามาร่วมทานอาหารกับเหล่าทหารรับจ้าง

            หลังปิดประตูรถม้า ซีนั่วถอนหายใจยาว นั่งพิงผนังกำแพงอย่างค่อนข้างเหนื่อยล้าอยู่บ้าง

            เดิมทีตนเตรียมพร้อมสำหรับทุกคำถามของจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อไว้แล้ว เพียงแต่คาดมิถึงว่าความผิดพลาดใหญ่หลวงกลับมาจากหีบใบนั้น

            ครั้นมังกรกึ่งมนุษย์นึกถึงเจ้าของร้านที่ตบอกยืนยันกับตนว่า ‘วางใจเถิด รับรองว่าปลอดภัยอย่างแน่นอน’ ตนพลันคิดอยากจะอัดผู้ที่การสื่อสารบกพร่องอย่างเจ้านั่นให้หนัก --- เหตุที่บอกให้เจ้าทำหีบที่ปลอดภัยสักหน่อย เดิมทีก็เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของสิ่งของ ผลสุดท้ายเล่า? ยามนี้ช่าง ‘ปลอดภัย’ เสียจริง ปลอดภัยเสียจนอีกฝ่ายขุดประวัติหีบจนหมดเปลือก เหลือก็แต่เอ่ยว่า ‘ด้านในหีบบรรจุสมบัติล้ำค่ามิอาจประเมินราคา’ เสียแล้ว

            ปอเอ่อร์หมี่อาปอเอ่อร์หมี่ หากเรื่องนี้ถูกอามู่รู้เข้า เกรงว่าเจ้าคงจะต้องถูกอัดเสียแล้ว...

            ในขณะเดียวกัน บริเวณพุ่มไม้เหนือยอดเขาเล็ก คนทั้งสี่กำลังกัดแซนด์วิชพลางแอบมองลงไปด้านล่าง

            “วันนี้หัวหน้ากิลด์ซีนั่วยังกล่าวว่าอาจพบเจอศึกหนัก เพียงแต่เมื่อดูจากยามนี้กลับดูผ่อนคลายสุขสบาย---อื้อ!”

            ลาถีเท่อรีบหันกลับมาหยิบไส้กรอกครึ่งชิ้นยัดใส่ปากของเด็กหนุ่มผมแดง

            “เจ้าตั้งตารอให้เกิดเรื่องใช่หรือไม่? หากคิดอยากหาเรื่องเร้าใจ พวกเราจะไม่ลงมือ เจ้าไปเองผู้เดียว”

            เก๋อจือดูดไส้กรอกเข้าปาก หลังเคี้ยวไม่กี่ทีจึงกลืนลงท้อง เอ่ยพึมพำเสียงเบาอย่างไม่ยอมแพ้อยู่บ้าง

            “หากเป็นระดับเมื่อยามเช้า ข้าเพียงผู้เดียวยังพอจัดการไหว เพียงแต่ต้องสิ้นเปลืองเวลาสักหน่อยเท่านั้น”

            “ถูกๆๆ คุณชายน้อยเก๋อจือคือจอมเวทผู้มีพรสวรรค์ อนาคตคือจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่คนที่สี่”

            โม่จ้านคลี่ยิ้มพลางคลำไปทางศีรษะของเก๋อจือ ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายกันเอาไว้ด้านข้างตามความเคยชินด้วยใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใด

            “หลังจากกลับไปครานี้ เก๋อจือคงลองสมัครการประเมินจอมเวทระดับสูงได้แล้ว”

            ทันทีที่เจียนั่วเอ่ยออกมา เก๋อจือถึงกับชะงักงันทันใด ในที่สุดโม่จ้านพลันสบโอกาสยื่นมือไปลูบหัวของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มผมแดงได้สติกลับมาทันใด จัดการดึงมือปลาหมึกที่กดอยู่เหนือศีรษะของตนออก ตามด้วยคว้าคทาสั้นชี้ไปทางโม่จ้านพลางแยกเขี้ยวยิงฟัน เอ่ยฟ้องเสียงดังด้วยสีหน้ารวดร้าว

            “..พวกเจ้ามิเพียงแต่ความสามารถก้าวกระโดดอย่างน่าเหลือเชื่อ ทว่ากระทั่งเจียนั่วกลับยังร่วมมือกับโม่เจ๋อเอ่อร์รังแกข้าเสียแล้ว!!!”

            “หืม? มิใช่เสียหน่อย ข้าพูดความจริง เจ้าน่าจะไปลองดูสักหน่อย”

            เจียนั่วสีหน้าท่าทางง่วงงุน แววตาใสซื่อสบมองกับแววตาฉายแววสงสัยของเก๋อจือโดยตรง

            “ด้วยระดับความพัฒนาในยามนี้ของเจ้า การจะกลายเป็นจอมเวทระดับสูงเป็นเพียงเรื่องมิช้าก็เร็ว เพียงแต่ทุกๆ ครั้งที่เผชิญหน้ากับการต่อสู้เจ้ามักจะตื่นเต้น จำเป็นต้องใช้เวลาระยะหนึ่งจึงจะกลับสู่สภาวะปกติ พยายามลองหาประสบการณ์เอาไว้เสียแต่เนิ่นๆ ย่อมต้องเป็นผลดีต่อการประเมินในภายหน้า”

            “อา อืม...ใช่ เจ้าพูดถูก”

            เก๋อจือถึงกับจุกอยู่ในลำคอทันใด คำพูดของอีกฝ่ายตรงจุดทั้งหมด มิอาจจับผิดได้แม้แต่น้อย

            โม่จ้านลอบยกนิ้วโป้งให้เจียนั่ว เจียนั่วปรายมองปราดหนึ่งก่อนจะแสร้งทำเป็นมองมิเห็น ตามด้วยกัดแซนด์วิชแร็พในมืออย่างเฉยเมยหนึ่งคำ

            ระดับความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่กี่คนเพิ่มขึ้นจนสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า กระนั้นคนทั้งสี่ยังคงอยู่ในวังวนฝึกซ้อม → ดำเนินการ → ลงสนามจริง → สรุปผล → แก้ไขข้อผิดพลาด → พัฒนา → และกลับมาฝึกฝน อย่าว่าแต่ประลองกับคนนอก กระทั่งมาตรฐานที่ใช้อ้างอิงแบบตายตัวกลับยังไม่มี

            ในสายตาของคนภายนอก มิต่างกับคนบ้าที่มีอาการหมกมุ่นอยู่กับตนเองทั้งสี่คนกำลังก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อม กระนั้นกลับมีเพียงไม่กี่คนที่ได้เห็นความสามารถที่แท้จริงในสนามรบของพวกเขา

            ‘หากมิใช่เพราะเห็นว่าท่าทียามส่งภารกิจของพวกเจ้าแลดูปกติดี ข้ายังนึกว่าพวกเจ้าถูกองค์กรของศาสนาลึกลับส่งมาประจำการเสียด้วยซ้ำ’

            นี่ก็คือสิ่งที่จิ้งจอกสาวผู้ดูแลแผนกต้อนรับภายในกิลด์แอบบอกกับลาถีเท่อ หลังพวกเขาไม่กี่คนได้ยินกลับหลุดหัวเราะเสียแล้ว --- มิผิด คนทั้งสี่จมอยู่กับความสุขของการพัฒนามิหยุด กระนั้นกลับไม่มีมาตรฐานที่ใช้วัด หากจะอิงเพียงความรู้สึกย่อมไม่สมเหตุสมผล

            “หากมิใช่ว่าจะต้องทำหน้าที่นั้นให้สำเร็จ ไม่เข้ารับการประเมินก็มิเห็นเป็นอันใด”

            เก๋อจือพึมพำเสียงเบา โม่จ้านยกยิ้มพลางส่งสายตาให้กำลังใจไปให้ เจียนั่วส่ายหน้า ยังคงอดทำนิสัยเสียอย่างการ ‘จริงจังตลอด’ ตามที่เก๋อจือบอกมิได้

            “นั่นคือการสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของเจ้า นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานในการตัดสินความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเจ้า หากเจ้ามีสิ่งนั้น เป้าหมายที่ถูกกำหนดขั้นตอนต่อไปเอาไว้แล้วก็จะมีแหล่งอ้างอิง”

            “...เจ้าคือหนึ่งเดียวในพวกเราที่ไม่เดินบนเส้นทางนอกรีต ฝึกฝนวิชาที่ผู้อื่นสรุปเอาไว้แล้วย่อมต้องดีกว่าการค้นคว้าตามสบายของตนเองกระมัง?”

            เจียนั่วกลืนอาหารคำสุดท้ายลงท้อง ตามด้วยหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาซับปาก

            “อีกทั้งยังมิใช่วิธีการต่อสู้แบบโม่เจ๋อเอ่อร์ที่ไม่มีกระทั่งมาตรฐานคอยรองรับ”

            โม่จ้านที่โดนลูกหลงถึงกับเงยหน้าอย่างผู้บริสุทธิ์ จดจ้องเจียนั่วที่กำลังเก็บผ้าเช็ดปากตาไม่กะพริบ

            ตนเล่าเรื่องชาติกำเนิดของเก๋อจือกับลาถีเท่อให้เจียนั่วฟังเสียแต่เนิ่นๆ ด้วยเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะบอกกับลาถีเท่อว่า ‘เจ้าไปเข้ารับการรับรองนักรบเถิด’ จนสร้างบรรยากาศกลืนมิเข้าคายมิออกอีกครั้ง นึกมิถึงว่าเจียนั่วมิเพียงแต่เข้าใจ ยังฉวยโอกาสโยนหัวข้อสนทนามาหาตน

            “ใช่แล้ว ข้ากล้ารับรอง ทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่นี้ไม่มีผู้ใดสามารถใช้วิธีการต่อสู้พิสดารเช่นนั้นอีกแล้ว”

            เก๋อจือคว้ามือของโม่เจ๋อเอ่อร์พลางเริ่มพินิจพิจารณามือซ้ายกับมือขวา

            “มือนี้ไม่มีสิ่งใดต่างจากคนอื่นๆ เหตุใดจึงสามารถรวบรวมพลังธาตุมากมายถึงเพียงนั้นมาใช้ตบๆ ตีๆ เสียแล้ว...”

            “...เจ้าถามข้า ข้าก็มิรู้เช่นกัน นี่อาจจะเป็นพรสวรรค์กระมัง”

            โม่จ้านแสดงท่าทางหลงตัวเอง หลังจากนั้นพลันหัวเราะเสียงดังลั่นเมื่อเห็นเก๋อจือทำท่าทางอาเจียน

            ใช้ ‘มือ’ แทนอาวุธโจมตี แน่นอนว่ามิใช่เพื่อสร้างความรู้สึกลึกลับหรือน่าหลงใหล เพียงแต่เพื่อเพิ่มระดับความแม่นยำ...

            ตนเคยพยายามควบคุมพลังธาตุเช่นเดียวกับจอมเวททั่วไป ทว่าทันทีที่พลังธาตุหลุดออกจากมือจะออกนอกเส้นทางมิต่างกับกระสุนที่พลาดเป้า มิอาจใช้โจมตีเป้าหมายได้แม้แต่น้อย ตนไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากพยายามหาวิธีที่ทั้งสามารถโจมตีได้ไกลที่สุดและสามารถควบคุมได้ง่าย

            หลังจากทดลอง ‘ท่า’ แปลกๆ หลายร้อยท่า ท้ายที่สุดยังคงต้องหวนกลับมายังรูปร่างมือที่พลังธาตุหลอมรวมเข้าหากันยามเพิ่งค้นพบโดยบังเอิญ เมื่ออยู่ในลักษณะเช่นนี้ ตนจึงจะสามารถเคลื่อนย้ายพลังเวทและพลังธาตุ แสดงให้เห็นถึง ‘ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ’ อย่างแท้จริง




    คล้ายกับเรื่องนับถอยหลังสู่การประหารราชาปีศาจ (Yaoi) [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน