กองไฟที่ลุกโชนก่อให้เกิดแสงสีแดงสะท้อนแปลบปลาบอยู่ภายในถ้ำ
กระแสความร้อนปะทะเข้ามาทำให้เหลียนเซวียนต้องขยับถอยไปด้านหลัง
ส่วนเซวียเสี่ยวหรั่นก็ปอกกล้วยน้ำว้าให้ตัวเองเดินวนรอบกองไฟด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข
หลังกินเสร็จแล้วก็ปอกให้เหลียนเซวียนลูกหนึ่ง วันนี้พวกเขากินอาหารแค่มื้อเดียว ตอนนี้จึงหิวมาก เซวียเสี่ยวหรั่นนึกถึงน้ำแกงไก่ใส่เห็ดที่เหลืออยู่ครึ่งหม้อไม่ว่าอย่างไรการมีน้ำแกงดื่มสักชามย่อมดีกว่าดังนั้นแม้จะหิวมากก็ต้องเผาชามกับช้อนออกมาให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน
แต่เซวียเสี่ยวหรั่นก็มิได้นิ่งเฉยเธอหยิบมีดมาแล้วเริ่มเจาะรูบนเนื้องู แล้วใช้หญ้าทำเป็นเชือกร้อยเข้าไป
แล้วหากิ่งไม้ยาวที่มีลักษณะเป็นง่ามมาปักบนพื้นดินแล้วหาไม้อีกท่อนมาพาดระหว่างกำแพงหินกับไม้ง่ามก่อนเอาเนื้องูแขวนขึ้นไป
พอทำสิ่งเหล่านี้เรียบร้อยไฟในกองไฟก็ค่อยๆ เบาลง
"อื้ม น่าจะเกือบเสร็จแล้วเมื่อวานหม้อใบใหญ่ขนาดนั้นไฟยังไม่แรงเท่าวันนี้เลย "เซวียเสี่ยวหรั่นนั่งคุกเข่าอยู่ข้างกองไฟ ใช้กิ่งไม้ในมือเขี่ยเอาขี้เถ้าด้านบนออก
เผยให้เห็นถ้วยชามช้อนแล้วก็ฝาหม้ออีกสองใบที่เผาจนแดงแล้ว
"เหลียนเซวียน ถ้วยชามที่ท่านปั้นรูปทรงดีจริงๆ ชามน้อยสีแดงใบนี้สวยมากเลย" เซวียเสี่ยวหรั่นใช้กิ่งไม้คีบชามออกมา พลางเอ่ยชื่นชม ดินสีน้ำตาลปนแดงหลังจากเผาแล้วสีแดงยิ่งเห็นชัดปากชามใบเล็กขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ สีแดงสดใสทั้งดูงดงามและเป็นมงคล
ชามที่ปั้นแบบหยาบๆทั้งยังเผาตามอำเภอใจจะออกมาดีแค่ไหนเชียวแม่นางผู้นี้ไม่เคยเห็นถ้วยกระเบื้องเคลือบล้ำค่างามวิจิตรที่แท้จริงบ้างเลยหรือเหลียนเซวียนมิได้นำพากับถ้อยคำยกยอปอปั้นจนเกินจริงของนางเท่าไรนัก
เขาไหนเลยจะรู้ว่าถ้วยกระเบื้องเคลือบอันวิจิตรประณีตและล้ำค่าอย่างแท้จริงเหล่านั้นได้กลายเป็นของวัตถุโบราณในยุคสมัยของเซวียเสี่ยวหรั่นหากไม่ถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ก็จะกลายเป็นของสะสมส่วนตัวของเศรษฐีทั้งหลาย
แน่นอนว่าในยุคสมัยที่มีความเพียบพร้อมด้านวัตถุบนโต๊ะอาหารของคนธรรมดาย่อมไม่ขาดเครื่องถ้วยชามที่ประณีตงดงามแต่ถ้วยดินเผาแบบนี้มีเอกลักษณ์ สีสันสดใสสะดุดตาจึงดูเก๋ไก๋สวยงามในสายตาของคนยุคปัจจุบัน
ยิ่งไปกว่านั้นนี่ยังเป็นเครื่องดินเผาที่เหลียนเซวียนปั้นเองกับมือ เซวียเสี่ยวหรั่นรู้สึกว่ามันทั้งน่ารักและดูสวยงามจากใจจริง
"เอาน้ำแกงมาอุ่นให้ร้อนก่อน อีกครู่หนึ่งก็กินมื้อเย็นได้แล้ว" นางยกหม้อที่ใส่น้ำแกงลงมาจากช่องบนกำแพงหิน ขึ้นตั้งไฟบนเตาหิน
เหลียนเซวียนเริ่มเติมฟืนเข้าไปในเตาแม้จะมองเห็นไม่ชัด แต่กลับเติมฟืนได้อย่างแม่นยำ แม่นเสียจนเซวียเสี่ยวหรั่นนึกสงสัยว่าตาของเขามองไม่เห็นจริงหรือไม่
รอจนกระทั่งชามเย็นแล้วเซวียแล้วก็ใช้น้ำในหม้อล้างทำความสะอาดสองรอบ
"เอาล่ะ ในหม้อแทบจะไม่มีน้ำอยู่แล้ว อย่างไรเสียก็เป็นแค่ขี้เถ้ากินลงท้องไปไม่มีปัญหาหรอกการทำเต้าหู้หลายแห่งยังเติมขี้เถ้าลงไปเป็นพิเศษอีกด้วยนะ"
ล้างถ้วยชามไม่สะอาดยังอุตส่าห์หาเหตุผลมารองรับอย่างสวยหรู แบบนี้ใครเขาทำกันเหลียนเซวียนอดที่จะเหลือบมองหญิงสาวครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ได้
เซวียเสี่ยวหรั่นมิได้นำพาเธอสายตาไม่ดี เลยไม่สังเกตเห็น ต่อให้สังเกตได้ เธอก็ไม่ใส่ใจเมื่อเงื่อนไขมีจำกัด ผู้คนก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เหมาะสม
พอน้ำแกงในหม้อเดือดแล้วเธอยกหม้อลงอย่างอดไม่ได้ แล้วใช้ช้อนตักน้ำแกงออกมาสองชาม
"ของท่าน วิถีในการรักษาสุขภาพ เริ่มต้นจากการดื่มน้ำแกงหลังจากนั้นก็กินเนื้อ ท่านบาดเจ็บอยู่ ต้องดื่มน้ำแกงบำรุงสุขภาพให้มากๆพรุ่งนี้พวกเราจะตุ๋นน้ำแกงงู" เซวียเสี่ยวหรั่นวางชามในมือของเหลียนเซวียนพลางกำชับอีกประโยค "ระวังน้ำแกงลวกปากนะ"
บางครั้งคำพูดจากปากของนางก็มาเป็นชุดเหลียนเซวียนดื่มน้ำแกงเงียบๆ
ผลที่ตามมาก็คือหลังจากนั้นไม่นานในมือก็มีน้ำแกงเพิ่มเข้ามาอีกถ้วย
เหลียนเซวียนลังเลเล็กน้อยไม่ใช่ว่ารังเกียจที่จะดื่มน้ำแกงเพียงแต่การดื่มน้ำจนเต็มท้องตอนหัวค่ำเช่นนี้...
แต่กลับได้ยินเสียงหญิงสาวซดน้ำแกงอย่างเบิกบานใจมาก
เอาเถอะเขาจะไม่พูดอะไรมาก ครั้นแล้วก็ดื่มน้ำแกงต่อไปเงียบๆ
รอจนกระทั่งชามที่สามถ้วยของเขาเต็มไปด้วยเนื้อและเห็ด ส่วนแม่นางที่อยู่ตรงข้ามกินส่วนปีก ขา และคอไก่
ครานี้เขาถือตะเกียบค้างอยู่นาน
"อ้าว เหลียนเซวียน ทำไมไม่กินล่ะ" เซวียเสี่ยวหรั่นกินปีกไก่อย่างเอร็ดอร่อยมองเหลียนเซวียนที่นิ่งไม่ขยับด้วยความประหลาดใจ
เหลียนเซวียนยื่นชามให้เธอ
เซวียเสี่ยวหรั่นทำตาปริบๆไม่เข้าใจความหมายของเขา "ทำไม? อย่าบอกนะ ว่าท่านจะแย่งปีกไก่ของข้า"
ใครจะไปแย่งปีกไก่ของนางเหลียนเซวียนหน้าดำทะมึน สมองของแม่นางผู้นี้ไม่รู้ว่าเติบโตมาอย่างไร
"งั้นข้าให้เนื้อไก่ท่านหมดเลย ท่านอย่ามาแย่งปีกของข้า ท่านได้รับบาดเจ็บต้องกินเนื้อมากๆ ถึงจะหายเร็ว ปีกกับขาไก่ให้ข้ากินเอง" เซวียเสี่ยวหรั่นพูดเหตุผลกับเขาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง
อันที่จริงนางรู้สึกว่าปีกกับขาอร่อยกว่าเนื้อส่วนอกต่างหากเล่าเหลียนเซวียนอับจนวาจา ได้แต่รั้งมือกลับไปเงียบๆ
"แบบนี้สิถึงจะถูกต้อง ฮิๆ" เซวียเสี่ยวหรั่นกินปีกไก่สุดโปรดของเธอต่ออย่างมีความสุข
แม้อาหารค่ำปริมาณไม่มากแต่โชคดีที่กรอกน้ำแกงมาแล้วสองถ้วย พออิ่มไปได้ครึ่งท้อง
เซวียเสี่ยวหรั่นซดน้ำแกงหยดสุดท้ายลงท้องก่อนวางชามและตะเกียบใส่หม้อ
"พรุ่งนี้ค่อยเอาทั้งหมดไปล้างที่ริมแม่น้ำ
พอหนังท้องอิ่มหนังตาก็เริ่มหย่อน ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียขึ้นมา เซวียเสี่ยวหรั่นนวดแขนของตนเองวันนี้เธอแบกแต่ของหนัก รู้สึกเมื่อยแขนมาก
"พรุ่งนี้ต้องทำประตูออกมาให้ได้" เซวียเสี่ยวหรั่นมองไปที่ปากถ้ำมืดมิดพลางแค่นเสียงฮึดฮัด
ความยึดติดเกี่ยวกับประตูช่างมีมากเหลือเหลียนเซวียนปรายตาไปที่นาง
"เข้านอนก่อน พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาทำงานแต่เช้าหน่อยถึงจะดี"
เซวียเสี่ยวหรั่นล้มตัวลงนอนเตรียมจะหลับตา
แต่ยังไม่ถึงหนึ่งวินาทีเธอก็ลุกพรึ่บขึ้นมาอีก
ช่วยแก้นิสัยทำอะไรปุบปับให้คนตกใจจะได้หรือไม่? เหลียนเซวียนแอบบ่นอยู่ในใจ แต่ไม่แสดงความรู้สึกทางสีหน้า
เซวียเสี่ยวหรั่นหอบกิ่งไม้ยาวๆมาหลายท่อนวางไว้ข้างกองไฟ
"แบบนี้ก็ยุติปัญหากลิ้งเข้ากองไฟได้ เหลียนเซวียนคืนนี้ท่านหลับให้สบายเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงว่าข้าจะกลิ้งเข้ากองไฟ"
เซวียเสี่ยวหรั่นจัดวางตำแหน่งไม้ฟืนอย่างดีก่อนล้มตัวนอน โดยใช้เป้ต่างหมอนหนุนเหมือนเช่นเคย
"ข้าจะหลับแล้วนะ ท่านก็นอนเร็วหน่อยล่ะ"
พูดจบทั่วทั้งถ้ำก็เงียบสนิท
แม่นางคนนี้ดูเหมือนจะโผงผางตรงไปตรงมาแต่กลับเป็นคนมีจิตใจละเอียดอ่อน แม้เบื้องหน้าจะพร่ามัวแต่ยังเห็นเงาของเปลวไฟไหวระริก และสัมผัสความอบอุ่นที่แผ่กำจายออกมาได้
ช่วงดึกดื่นครึ่งคืนเหลียนเซวียนซึ่งมักหลับตื้นๆ ก็ลืมตาขึ้น
สตรีผู้นั้นลุกขึ้นมาได้ยินเสียงเสื้อผ้าดังสวบสาบ
เขานอนไม่ขยับแต่เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวของนางอยู่
นางขยับไปขยับมาก่อนจะเดินเข้ามาหาเขา
เหลียนเซวียนหลับตาลง
"เหลียนเซวียน ตื่นๆ "
แม่นางผู้นั้นย่อตัวลงมาข้างกายเขาเอื้อมมือมาเขย่าหัวไหล่ เขาลืมตาขึ้นมองนาง
"แหะๆ เหลียนเซวียน ท่าน...ไปสุขาเป็นเพื่อนข้าทีสิ"
เหลียนเซวียนเต็มไปด้วยความรู้สึกสับสนดังอยู่กลางพายุ
"คือว่า ช่วงหัวค่ำซดน้ำแกงมากไปหน่อย อั้นไม่ไหวแล้ว แต่ข้างนอกมืดมากข้ากลัว ท่านช่วยไปเป็นเพื่อนข้าหน่อย ขอร้องล่ะ" เซวียเสี่ยวหรั่นยิ้มอย่างเก้อเขินสาบานว่าต่อไปจะไม่ดื่มน้ำแกงเยอะในตอนเย็นอีกแล้ว
ต้องบากหน้ามาขอให้ผู้อื่นไปเป็นเพื่อนปลดทุกข์ไม่ว่าข้างนอกมืดตึ๊ดตื๋อขนาดนั้น ต่อให้มีคนไปเป็นเพื่อน เธอก็ยังกลัวอยู่ดี
นึกแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้
ตอนที่นางเดินมาหาเขาก็เกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดี เหลียนเซวียนพลันรู้สึกปวดรากฟันขึ้นมารำไร