ูเาสูงชัน แสงนภาแดงฉาน
“...ท่านจะตกสู่ห้วงแห่งอาดูร”เสียงละมุนหูเตือนดังก้องโสตประสาทของหลุยส์
ดวงตาตื่นตระหนกพลันเหลือบมองใต้เท้า
แผ่นหินเื้ัพังทลายหายกลายเป็หน้าผา!
ลุดวิจปรายตาไปหาราชินีมนตร์ดำปากของเขาแข็งชาจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้
“ที่แห่งนี้คือเขาแห่งมนตรา ใช้ในการฝึกวิชาที่ท่านประสงค์” แววตาของกีเนเวียเป็ประกายไร้กระแสอาฆาตมาดร้าย
กระนั้นลุดวิจก็ได้แต่คำนึงว่าราชินีผู้นี้อาจเป็พวกอำมหิตจิตใจวิปริต
นางมองไปยังเท้าของลุดวิจพร้อมส่งยิ้มบาง“ท่านยังไม่ก้าวเดินเลยนะ”
ยังไม่ได้ก้าวเหรอ!
กีเนเวียช่างกล้ากล่าวคำน่าขบขัน
เขาเดินตามนางขึ้นบนูเามหัศจรรย์นี้ตลอดครึ่งวันนางยังกล้าบอกว่าเขาไม่ได้ก้าวเดินหรือ!
“ท่านจะไปต่อหรือไม่” เสียงหวานถามอีกครั้ง
หลุยส์จึงตอบนางออกไปในทันใด
“...” แต่ทำไมเขาถึงพูดไม่ออก!จิตหลุยส์สับสนในบัดดล
เขาสามารถคิดสามารถได้ยิน สามารถมองเห็นกีเนเวีย
แต่ทำไมเขาพูดออกมาไม่ได้!
แม้แต่ร่างกายก็แข็งเกร็งราวหินูเาลูกนี้ถ่วงขาของเขาไว้
เ้าทหารแห่งบาวาเรียพยายามประคองสติสั่งขาให้ก้าวไปข้างหน้า
แต่ทุกอย่างนั้นช่างเชื่องช้า
แม้แต่เส้นเอ็นทุกส่วนบนร่างกายก็ไม่ขยับ!
ร่างกายของหลุยส์ไม่ตอบสนองเหมือนปกติ
แต่ทำไมกีเนเวียถึงเคลื่อนไหวได้เป็ปกติ
นางหันมองหลุยส์พร้อมรอยยิ้มเหมือนครั้งที่อยู่ในกระโจม“เขาแห่งมนตราและนทีแห่งเวลา สายน้ำอันไม่ไหลย้อนกลับ แม้แต่เทพเ้าก็เอาชนะนทีแห่งนี้ไม่ได้”
กีเนเวียมองไปด้านข้างนำให้ลุดวิจพยายามปรับสายตามองตามเธอ ทว่าเขาไม่สามารถหันหรือกลอกตามองได้
สติของเขาพลันกระเจิดกระเจิงตื่นเร้า
หายใจ หายใจสิ! หายใจเดี๋ยวนี้
เขาพยายามเพ่งสติควบคุมสถานการณ์ทุกอย่าง
ร่างกายรับรู้ััจากรอบตัวเขารู้สึกถึงสายลมเย็น หมอกชื้น
ปุยเมฆเป็เส้นสายแวววาวราวดิ้นเงินสางเป็กลุ่มก้อน ภายในมีเสียงสะท้อนดังแ่ราวเส้นไหมกำลังคุยกันแต่เสียงแ่เบาจนจับสำเนียงภาษาไม่ได้
“เมื่อใดที่ท่านเข้าใจคำนี้เมื่อนั้นท่านจะสามารถเดินเหินบนเขาแห่งมนตรา” กีเนเวียหันตัวเดินนำหน้าไปไกล
ลุดวิจยังคงพูดไม่ออกเขาอยากสั่งให้เธอหยุด ทว่าร่างบางกำลังเดินหายขึ้นไปบนยอดเขาสูงชันราวโอลิมปัส
แม่ตัวร้ายกำลังปล่อยให้เขายืนแห้งตายอยู่ตรงนี้หรือ!
สีของท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็มืดมิดพักใหญ่แสงอาทิตย์ก็ฉายขึ้นทางซ้ายมือแล้วลอยสูงขึ้นก่อนจะลับหายไปทางขวามือ เป็เช่นนี้จนหลุยส์ไม่รู้ว่าผ่านไปแล้วกี่วัน
ทำไมกองทัพบาวาเรียถึงไม่ยกทัพมาช่วยเขา
หรือกองทัพก็ตกหลุมพรางไปด้วยผู้ติดตามของเขากำลังจะตายเช่นเดียวกัน!
จิตตื่นตระหนกส่งกระแสแล่นพลุ่งพล่านไปทั่วกาย
ห้วงคำนึงของหลุยส์เต็มไปด้วยความกลัว
หัวใจสั่นสะท้านเต้นรัวเร็วเหงื่อผุดแตกเม็ดเต็มใบหน้า
ทำไมหัวใจถึงสามารถเต้นรัวได้เพียงนี้!!!หัวใจของเขาเต้นราวกับจะะโออกจากอก แท้จริงแล้วร่างกายไม่ได้ตอบสนองช้าลงความรู้สึกต่างหากที่ช้าลง
ลุดวิจพบความจริงแล้ว
คำพูดของกีเนเวียดังอยู่ในความคิดเขานับสิบรอบ
...เมื่อใจพร้อมรู้กายก็พร้อมรู้ เมื่อกายปิดกั้น ใจก็ปิดกั้น...
นางบอกเคล็ดลับการเอาตัวรอดจากเขาแห่งมนตรา
หลุยส์เพิ่งตระหนักถึงความผิดพลาดครั้งใหญ่ของตน
...ความคิด...
เมื่อสติกลับมาร่างเขาก็สามารถก้าวไปข้างหน้าได้เป็ปกติ
ลุดวิจเริ่มเดินขึ้นสู่ยอดเขาไร้ซึ่งความเหน็ดเหนื่อย ไม่มีแม้กระทั่งเหงื่อสักเม็ด
เขาเดินตัวเบามาจนถึงหน้าวังทองคำแล้วเปิดประตูไม้ฉลุทองเข้าไปด้านในพระราชวัง ภายในดูคล้ายท้องพระโรงมหาวิหารศาสนจักรแห่งคอนสแตนติโนเปิล
เสียงวางเครื่องกระเบื้องดึงความสนใจจากาาบาวาเรียไปยังราชินีผู้เลอโฉม
กีเนเวียนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำนางกำลังนั่งดื่มน้ำชารอเขาอย่างใจเย็น ก่อนจะวางถ้วยแก้วใบใสลง“ท่านเรียนรู้ได้เร็วจนน่าเหลือเชื่อ”
มือบางหยิบยกกาน้ำชารินใส่แก้วใบใสแล้วลูบขอบถ้วยจนเกิดเสียงไพเราะ
“บทเรียนแรกของท่านคือการสั่งน้ำ”สั่งน้ำหรือ!
“เ้าทำเช่นเดียวกับพิธีเลือกคู่เหรอ”หลุยส์มองน้ำในแก้วโปร่งแสงจนเหมือนไม่มีอยู่จริง “ข้าต้องจ้องแก้วใบนี้สามวันสามคืนอย่างที่เ้าเคยบอกหรือไม่”ลุดวิจขึ้นเสียงดุ
“เช่นเดียวกัน”พระนางยิ้มอ่อน “แต่สำหรับท่าน ข้าไม่กำหนดเวลา”
“ข้าจะได้อะไรจากการจ้องเ้าน้ำในแก้วใบนี้”
กีเนเวียโบกมือขึ้นในอากาศ“สิ่งนี้คือน้ำหรือสิ่งนี้คือลม” น้ำในแก้วไหลเป็เส้นขึ้นหามือเรียวราวงูกำลังเลื้อยในอากาศ ก่อนที่สายน้ำจะแตกสลายกลายเป็หมอกควัน
“หรือผสมให้บังเกิดเพลิงเผาผลาญ”
สิ้นคำพูดหมอกควันในมือของนางก็กลายเป็เปลวไฟ
“หรือธุลี สู่สรรพสิ่งเทพศาสตรา”
จากนั้นเปลวเพลิงก็เปลี่ยนเป็คมดาบในมือสวย
“เป็นาวาตามประสงค์เมื่อหมายปอง”
คมดาบพลันสลายไปกับสายลมกลับเป็น้ำในแก้วใสเหมือนเดิม
เมืองเจนิสติก
ดันเต้ลูบไรเคราเกลี้ยงเกลาหลังโกนด้วยมีดคมแล้วเดินออกไปอยู่บนสันหินอ่อน
เสียงเหล็กกะเทาะหินออกเป็ก้อนสี่เหลี่ยมดังระงมไปทั่วเหมืองหินเจนิสติกบางก้อนมีเกล็ดแก้วมณีวางเกลื่อนพื้นเหมืองซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของพรอว็องค์
เหล่าคนงานผอมโซต่างพากันขนหินออกจากพื้นที่ขุดเจาะอย่างต่อเนื่อง
“ท่านนำาจากเบอร์กันดีมาถึงพรอว็องค์”บิชอปแห่งพรอว็องค์เดินมายืนข้างกายาาหนุ่ม แล้วกล่าวเสียงเรียบพร้อมมองผู้คนใต้หลุมเหมือง“ชาวฟรังเกียเพียง้าดินแดนอันสุขสงบและปลอดภัย”
“บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าควบคุมได้ แท้จริงแล้วเราก็ควบคุมไม่ได้” ดันเต้หันไปสบดวงตาอบอุ่นตรงหน้า“เมื่อเราพ่ายแพ้ เราจึงไร้อำนาจในการควบคุมอีกต่อไป”สองผู้เป็ใหญ่ส่งความสนใจไปยังเสียงฝีเท้าม้าย่ำดังถี่มาทางทิศตะวันตก
าาแห่งพรอว็องค์กุมมือไปยังด้ามดาบบนเอวแล้วเคลื่อนตัวเข้าบังบิชอป
เมื่อเห็นเป็ธงพรอว็องค์ดันเต้ก็คลายไหล่ลงทันใด “ท่านบิชอปควรระวังตน แม่ทัพแห่งบาวาเรียเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตามาเฝ้าดูข้าอยู่เสมอ”ดันเต้เสียงเข้ม
“บาวาเรียใช้หลุยส์เพื่อล้มล้างแกเบรอทญาทัว”บิชอปถอนหายใจยาว
ดันเต้หลุบตาลงมองพื้น“บ้างครั้งราชวงศ์ก็อาจถึงจุดสิ้นสุด” าาหนุ่มคลายมือจากด้ามเหล็ก
“เขานั้นถูกปิดตาปิดใจด้วยอำนาจ”เ้าแห่งศาสนสถานมองแม่ทัพร่างใหญ่“จนมองไม่เห็นเลยว่าตัวของเขาเองกำลังเยียบย่ำความฝันของชาล์ผู้ล่วงลับเสียเอง”
“สิงโตเมื่อได้ติดปีกก็กลายเป็เหยี่ยวกลับมาล่าสิงโต” ดันเต้หันหาเอสต้า
เมื่อแม่ทัพคู่ใจชะลอม้าหยุดเคารพสองผู้เป็ใหญ่ดันเต้ก็หันกลับไปยังบิชอป “เมื่อสิงโตออกจากป่าแห่งนี้ที่นี่ก็เป็แผ่นดินของเหยี่ยว ไม่ใช่สิงโตอีกต่อไป”
“ข้าปวดใจยิ่งนัก”บิชอปปาดน้ำตา “ข้าจะรีบจัดการเื่โบสถ์ในเอดีส”
บาทหลวงเดินออกจากวงสนทนาเป็จังหวะเดียวกันกับเอสต้ายัดห่อผ้าก้อนใหญ่ใส่อ้อมแขนดันเต้“พระราชินีกีเนเวียส่งสารมาว่า เร็วกว่ากำหนดหนึ่งเดือน”
“ไม่แปลกใจ”ดันเต้แบกห่อผ้าขึ้นบนไหล่ “ลุดวิจแห่งบาวาเรียเป็คนฉลาด เมื่อมีกีเนเวียเป็อาจารย์เขาย่อมบรรลุวิชาโดยง่าย” ดันเต้หันไปหาดรูน “แจ้งท่านเอลจิโอ้ เื่กำหนดหลังคาไม้ไม่ควรเกินสามหรือสี่วันนี้”
รองแม่ทัพผิวเข้มทุบอกรับคำสั่งแล้วถอนตัวเดินออกจากกลุ่มไป
“พวกเขาจะฆ่าเราทั้งหมด”เอสต้ามองเหมืองหิน “เรามีเวลามากเท่าไร”
“จากครั้งสุดท้าย”ดันเต้มองขึ้นไปยังท้องฟ้า “สามหรือสี่วัน”
แม่ทัพใหญ่ถอนหายใจยาว“ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความพิโรธ” เขาเพ่งไปยังยอดเขาอีกลูก “เอียมุสและโพเทย์สลับหน้ากันมาเฝ้าท่านตลอดเวลา”
“ขอบคุณพวกเขาสำหรับเสบียงวันนี้”ดันเต้ตบถุงเสบียงเบามือ
“ธัญพืชเก่าจนแข็งเหมือนหินรสชาติอาจไม่ถูกปาก” เอสต้าทุบอกลา “ชาวเมืองเริ่มลือเื่สละราชสมบัติอีกไม่นานพวกเขาจะเกินการควบคุมของเรา” จากนั้นแม่ทัพร่างใหญ่ก็เดินกลับไปขึ้นม้าของตน
ดันเต้ทุบอกบอกลาทหารคู่ใจก่อนจะหันไปมองบนยอดเขาที่เอสต้าเคยมอง
เงาแม่ทัพร่างท้วมยืนอยู่ริมเขาคนพวกนี้ไม่เคยละสายตาจากเขาสักวัน
ดันเต้เดินไปดูหินอ่อนสีเขียวเนื้อเนียนแต่ไม่ใช่สิ่งที่เขา้า
“...ลือกันว่าเ้าหญิงเลเน่แต่งงานกับคาร์ล”ชาวเหมืองคุยกันเสียงแ่เบา
“เฮ้ย...แบบนี้ก็เหมือนยกแผ่นดินให้คาร์ลด้วยน่ะสิ”ชายอีกคนตอบ
“สมบัติก็ต้องให้ผู้ชายเท่านั้น”เสียงเสียดโต้แย้งเพื่อนทั้งสอง “ชาล์แห่งพรอว็องค์ยังหนุ่มไม่ได้บุตรชายกับพระราชินีก็ต้องมีกับคนอื่น”
“ชาล์เคยพูดว่าจากนี้ไปฟรังเกียจะสงบสุขแต่ข้าไม่เห็นว่าจะสงบตรงไหนเลย”เสียงบ่นหยุดลงเมื่อรู้ตัวว่าดันเต้เดินเข้ามาใกล้ เม็ดเหงื่อจับบนใบหน้าคนทั้งสามเพราะรู้ว่าดันเต้ได้ยินเื่เมื่อครู่ จึงไม่อาจหันมาเคารพาาได้แม้แต่น้อย
“ท่านชาล์”เสียงจากร่องลึกลดความตึงเครียดลง “ท่านชาล์เราพบแล้ว”
ดันเต้รีบตรงไปยังที่มาของเสียงเขาคว้าห่อผ้าสกปรกมาจากชายร่างผอมโซ
“ดีมาก...ภารกิจของเราลุล่วงแล้ว”ดันเต้สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วกวาดสายตามองผู้คนในเหมือง “เราจะไปเอดีส”
ชาวเหมืองยิ้มกว้างรีบเตรียมข้าวของออกเดินทางโดยพลัน
ดันเต้เองก็รีบตรงเข้ากระโจมพักของตนเองเขาเก็บห่อผ้าสกปรกไปกับถุงหนังบนแผ่นอกแล้วรีบกวาดตามองไปรอบกระโจม
ภายในเงียบไร้นายทหารเขาจึงเริ่มแกะห่อผ้าเสบียงจากเอสต้า
ร่องรอยดาบเสียบลึกเกือบเท่าระยะนิ้วแทงผ่านลึกจนเมล็ดถั่วขาวไหลออกไปจำนวนหนึ่ง มือหนาคลายห่อผ้าชั้นถัดไปเข้าสู่ชั้นถุงหนังวัวแข็ง
มือแกร่งกระตุกปมเชือกอย่างเร่งร้อนใจแล้วล้วงหาของใต้ก้นถุง
ภายในห่อหนังคือเ้าหญิงเมสิน่าและเยลิน่ากำลังหลับตัวอ่อนอยู่ที่ก้นถุงหนัง