บทที่สอง
กะทันหัน
“ใบบัว ตื่น อีบัว ตื่น” ยายมะลิเขย่าไหล่เล็กของหลานสาวที่ยังคงนอนหลับน้ำลายไหลยืดด้วยความรุนแรง เพื่อปลุกให้คนที่นอนตื่นสายโด่งได้ลุกขึ้นมาด้วยความร้อนใจ
“โอ๊ย ยาย เสียงดังอะไรนักหนา มันมีใครตายหรือไง” แบมแบมผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความหงุดหงิด มือเล็กเกาศีรษะของตัวเองจนเสียงดังแกรก หากแต่ดวงตาก็ยังไม่ยอมเปิดขึ้นมามองผู้เป็ยาย
หญิงสาวที่มักจะนอนดึกและตื่นเอา่บ่ายของทุกวันได้แต่ออกอาการฟึดฟัดบ่งบอกถึงความไม่พอใจออกไปให้คนที่มาปลุกเธอั้แ่เช้าแบบนี้ได้รับรู้อารมณ์ความฉุนเฉียว
“ก็เออสิวะ ไอ้เก้าลูกกำนันคล้าว ว่าที่ผัวของมึงน่ะ มันตายแล้ว” ยายมะลิแผดเสียงตอบกลับด้วยความโมโห กับความไม่เอาไหนของหลานสาวเพียงคนเดียวของตัวเอง
“ห้ะ มันตายได้ยังไง แล้วทำไมมันถึงตายล่ะยาย” แบมแบมเบิกตากว้างด้วยความใ เอ่ยถามผู้เป็ยายเสียงสั่น แทบจะลืมความง่วงไปอย่างปลิดทิ้งเมื่อสมองเริ่มประมวลคำพูดของผู้เป็ยายได้
“ก็มันไม่หายใจน่ะสิ เอ็งโง่หรือเปล่า” มะลิเอ่ยว่าหลานสาว มือที่เริ่มเหี่ยวย่นไปตามวัยผลักศีรษะของหลานสาวตัวดีจนหัวโยก
“โอ๊ย หนูรู้แล้ว หมายถึงมันไปทำยังไงถึงได้ตาย” แบมแบมเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง เมื่อคำตอบแรกของยายก็ซื่อเกินจนน่าปวดหัว
“เขาว่ากันว่ามันเมายาบ้า ขับรถเร็วแล้วแหกโค้งท้ายหมู่บ้านนู้น คอหักตายคาที่ ชาวบ้านพึ่งผ่านไปพบศพนอนอยู่ข้างทางตอนเช้ามืดนี่เอง” มะลิเอ่ยไขความกระจ่างให้กับหลานสาวที่นั่งหน้าเหลอหลาอยู่บนที่นอน
ยายมะลิตวัดสายตามองหลานสาวของตัวเองที่ใบหน้าซีดเป็ไก่ต้ม เมื่อได้รับทราบความเป็มาถึงสาเหตุการตายของผู้ชายที่พัวพันกันอยู่ หญิงเริ่มเข้าสู่วัยชราได้ยกมือขึ้นนวดขมับของตัวเอง เป็บุญขนาดไหนแล้วที่เมื่อคืนหลานสาวของเธอไม่ได้นั่งซ้อนท้ายอีกฝ่ายในตอนที่เกิดเหตุขึ้น
“..........” แบมแบมยกมือขึ้นปิดปากด้วยความใระคนใจหาย แม้จะไม่ได้รักใคร่อีกฝ่าย แบบที่ชอบแสดงออกผ่านการกระทำอยู่บ่อย ๆ
หากแต่ก็รู้สึกใจหายและเสียใจอยู่ไม่น้อยกับการที่อีกฝ่ายมาด่วนจากไปแบบกะทันหันด้วยอุบัติเหตุแบบนี้ หลังจากที่กลับไปจากส่งเธอที่บ้านอย่างปลอดภัยแล้ว ส่วนเื่เล่นยาเธอเองก็พอจะรู้อยู่บ้าง จากการที่ได้ใกล้ชิดกับอีกฝ่ายมาก่อนหน้านี้
“กำนันคล้าวไปรับศพที่โรงพยาบาลมาแล้ว เดี๋ยวก็เอาไปทำพิธีและตั้งสวดเอาไว้ที่วัด เอ็งจะไปหรือเปล่า ยายว่าจะแวะเข้าไปสักหน่อย” ผู้เป็ยายเอ่ยถามขึ้น
สำหรับเธอแล้วว่าจะไม่ได้นึกเอ็นดูคนตายเสียเท่าไหร่นัก หากแต่กับคนพ่อก็รู้จักมักคุ้นกันมาเป็สิบปี และรายนั้นก็มักจะหยิบยื่นน้ำใจมาให้กันเสมอ ในเื่ที่จะพอช่วยได้ เรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาเสมอ
อย่างเช่นงานศพของแม่ใบบัวก็เช่นกัน ในตอนนั้นเธอมีเงินไม่พอสำหรับค่าขนส่งศพลูกสาวที่แพนแสงแพนจากต่างประเทศกลับบ้านเกิด ก็ได้กำนันคล้าวนี่แหละที่คอยช่วยเป็ธุระเดินเื่ให้ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้เป็กำนันเลยด้วยซ้ำไป
ครั้นจะไม่โผล่หน้าไปให้เห็นในงานศพลูกของอีกฝ่ายเลย ก็คงจะเป็คนที่ไม่รู้จักบุญคุณคนและดูใจจืดใจดำเกินไป สำหรับคนที่คอยหยิบยื่นน้ำใจให้กันอยู่เสมอมานานหลายปี เธอตั้งใจเอาไว้ว่าจะแวะเวียนเข้าไปช่วยงานในครัวของ่เช้าทุกวัน
่บ่ายจะได้กลับบ้านมาเปิดร้านขายของ เพราะเธอเองก็ยังคงต้องทำหน้าที่ของตัวเองในการหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงตัวเองและหลานสาว ยังคงต้องทำมาหากินกันต่อไป คงไม่สามารถที่จะไปอยู่ช่วยงานทั้งวันได้
“หนะ หนูยังไม่พร้อม ยายไปก่อนเลย” แบมแบมเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เพราะยังไม่สามารถที่จะเรียกสติของตัวเองกลับคืนมาได้
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป มันเลยเป็เื่ยากที่จะเธอจะตั้งรับมันเอาไว้ได้ทัน ยิ่งหวนคิดกลับไปถึงคำพูดของตัวเองเมื่อคืน ที่ด่าตามหลังอีกฝ่ายไปก็ยิ่งรู้สึกไม่ดีกับตัวเองที่ปากพล่อยไปแบบนั้น แม้จะรู้อยู่ว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุก็ตาม
เธอเองในตอนนั้นก็พูดไปตามอารมณ์ความหงุดหงิด ไม่ได้ตั้งใจหรือมีความคิดที่จะแช่งชักหักกระดูกอีกฝ่ายให้ตายตกไปอย่างที่ปากพูดแต่อย่างใด เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น มันทำให้แบมแบมรู้สึกแย่กับคำพูดของตัวเองเป็อย่างมาก
“หักห้ามใจเถอะใบบัว พ่อเก้ามันไปดีแล้ว” มะลิเอ่ยปลอบหลานสาว ตบลงที่ไหล่เล็กเบา ๆ อย่าง้าปลอบใจ
ผู้เป็ยายทอดมองหลานสาวที่นั่งหน้าซีดปากสั่นอยู่บนที่นอนด้วยความเป็ห่วง ก่อนจะปลีกตัวเดินออกมาเพื่อให้อีกฝ่ายได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองอีกสักหน่อย เพราะพูดอะไรไปในตอนนี้ สมองและหัวใจของหลานสาวก็คงจะไม่รับฟัง
ตัวมะลิเองผ่านการสูญเสียมาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็พ่อแม่ หรือพี่น้องที่คลานตามกัน ตามมาก็สามีที่ทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวัน และครั้งล่าสุดก็คือลูกสาวที่เป็แม่ของใบบัว แม้จะไม่ถึงขั้นปลงตก หากแต่ก็พอจะเข้าใจในคำว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้เป็อย่างดี
เธอเข้าใจถึงความรู้สึกของการสูญเสีย แต่คนเราแม้จะเศร้าโศกเสียใจขนาดไหนก็ตาม แต่ยังไงมันก็ต้องดำเนินชีวิตที่ยังมีลมหายใจของตัวเองต่อไปให้ได้ เชื่อเถอะว่าคนที่จากไป ไม่น่าสงสารเท่าคนที่ยังอยู่หรอก
“อโหสิกรรมให้ฉันด้วยนะพี่เก้า และฉันก็ขออโหสิกรรมให้พี่สำหรับทุกเื่ที่ผ่านมา” แบมแบมเอ่ยพูดออกมา ก่อนจะยกมือไหว้ขึ้นท่วมหัว
ร่างเล็กเอนตัวลงนอนราบกับที่นอนอีกครั้งด้วยอาการเหม่อลอย เพราะยังคงรู้สึกใกับสิ่งที่พึ่งได้รับรู้จากปากผู้เป็ยาย หากนับเวลาที่ผ่านมา เธอเองกับคนที่ด่วนจากไป ก็รู้จักมักคุ้นกันมาเข้าสู่เดือนที่หกเข้าไปแล้ว ซึ่งก็ถือว่าเป็่เวลาที่นานพอตัวเลยทีเดียว
ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ของเธอและเก้า จะเป็ความสัมพันธ์ในลักษณะที่ต่างก็เข้าหากันและกันด้วยผลประโยชน์ อีกฝ่ายหวังแค่เพียงความสุขจากเรือนกายของเธอ และเธอเองก็หวังสบายเพราะฐานะทางบ้านของอีกฝ่าย แต่พอมันเกิดเื่แบบนี้ขึ้น มันก็อดไม่ได้ที่จะใจหายและรู้สึกเสียใจ
ในความเป็จริงลึก ๆ แบมแบมก็รู้อยู่แล้ว ว่าตัวของเก้านั้นไม่ได้คิดที่จริงจังกับเธอขนาดที่จะให้ทางบ้านมาสู่ขอ หากแต่เธอก็ยังมีความหวังและพยายามที่จะทำให้อีกฝ่ายตกหลุมรักเธอให้ได้ และเธอเองก็พยายามที่จะรักผู้ชายคนนั้นมาตลอดเช่นกัน
แต่ไม่คิดเลยว่าไม่ทันที่เื่ระหว่างเราจะไม่ทันได้ไปถึงไหน อีกฝ่ายก็มาด่วนจากไปเสียก่อน แบมแบมถอนหายใจออกมาเสียงดัง ดวงตากลมโตหลับตาพริ้ม ก่อนจะมีหยาดน้ำตาไหลออกมาจากหางตาช้า ๆ
“ความตายอยู่แค่เอื้อมจริง ๆ ไปดีนะพี่เก้า” แบมแบมเอ่ยฝากกับสายลมไปถึงคนที่ได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว เมื่อคืนยังเห็นกันอยู่หลัด ๆ เช้าวันนี้มาก็มีเหตุให้ต้องจากไปอยู่กันคนละภพภูมิเสียแล้ว
ร่างเล็กที่ไม่มีกะจิตกะใจที่จะทำอะไร ได้แต่นอนลืมตามองหลังคาบ้านของตัวเองนิ่งอย่างคนที่ไม่มีสติ จนเวลาเลยผ่านไปหลายชั่วโมง กว่าจะได้ลุกขึ้นมาอาบน้ำอาบเพื่อเรียกความสดชื่นให้กับตัวเอง และเริ่มต้นใช้ชีวิตของตัวเองอีกครั้ง
แบมแบมแต่งกายด้วยเสื้อเอวลอยกับกางเกงยีนขาสั้นกุดที่แทบจะเห็นแก้มก้นขาวอวบอยู่รอมร่อ เดินออกมาจากบ้านที่อาศัยอยู่มาั้แ่เด็กด้วยใบหน้าที่ยังเจือไปด้วยความเศร้า
ใบหน้าสวยหวานที่ปกติจะถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง ในวันนี้ดูเกลี้ยงเกลาดูเป็ธรรมชาติผิดหูผิดตา เพราะแบมแบมเองไม่มีกะจิตกะใจที่จะมานั่งแต่งหน้าแต่งตาผัดหน้าขาวทาปากแดงอะไรให้มากมาย
ร่างเล็กที่ดูมีน้ำมีนวลเพราะมีหน้าอกหน้าใจที่โตเต็มวัยเดินนวยนาดไปในทิศทางที่มีร้านส้มตำเล็ก ๆ ของยายมะลิ ที่เปิดขายมาั้แ่เธอยังเป็เด็กตั้งอยู่ด้วยใบหน้าที่ยังไม่ค่อยสู้ดี
“แม่ค้าตื่นสายโด่ง วันนี้กูจะได้กินไก่ปิ้งของมึงไหมอีใบบัว” ยายพิกุลผู้ซึ่งเป็เพื่อนสนิทของยายมะลิเอ่ยแขวะหลานสาวของเพื่อนสนิทตัวเองอย่างที่เคยชอบทำ
“รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก็ไม่ต้องกินจ้ะยาย” แบมแบมเอ่ยตอบกลับไปด้วยใบหน้านิ่ง ๆ เธอไม่มีอารมณ์ที่จะมาต่อปากต่อคำกับใครทั้งนั้น
ยายพิกุลนั้นแม้ว่าจะเป็เพื่อนสนิทกับผู้เป็ยายของเธอ หากแต่เ้าตัวก็ไม่ได้ให้ความเอ็นดูเธอผู้เป็หลานสาวของเพื่อตัวเองแต่อย่างใด กลับชอบทำตัวเป็ปรปักษ์กับแบมแบมอยู่เรื่อยไป มักจะมีคำพูดเหน็บแนมแดกดันมีให้ได้ยินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ซึ่งก็ไม่รู้ว่ายายพิกุลโกรธเกลียดอะไรแบมแบมนักหนา เธอเองก็ไม่เคยไปทำเื่อะไรให้แกต้องเจ็บช้ำน้ำใจเลยสักครั้ง พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการต่อปากต่อคำกับคนแก่ด้วยซ้ำไป แต่ก็ยังไม่วายที่จะโดนแซะโดนจิกกัดอยู่เป็ประจำ เรียกได้ว่าแทบจะทุกครั้งที่พบหน้ากันเลยก็ว่าได้
แบมแบมเลิกให้ความสนใจกับคนที่ไม่ชอบขี้หน้าตัวเองโดยไม่มีสาเหตุ หญิงสาวที่พึ่งอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ไปเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว หมุนตัวกลับไปพลิกไก่ปิ้งที่ผู้เป็ยายเอาขึ้นเตาไว้ให้ก่อนแล้วด้วยความคล่องแคล่ว
เพราะยายขายส้มตำ หลานสาวอย่างเธอก็ตกเป็แม่ค้าไก่ปิ้งมาั้แ่เริ่มแตกเนื้อสาวไปโดยปริยาย แม้จะไม่ชอบมันสักแค่ไหน แต่ก็จำเป็ที่จะต้องข่มใจทำมันต่อไปและยึดถือเป็อาชีพ ในการหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตัวเองและผู้เป็ยาย
แบมแบมเป็หญิงสาววัยรุ่นที่ไม่ใคร่จะชื่นชอบความลำบากหรือการทำงานหนักเสียเท่าไหร่นักและไม่คิดที่จะเป็เพียงแม่ค้าขายไก่ปิ้งไปตลอดชีวิต นั่นก็เป็เหตุผลที่เธอพยายามที่จะหาทางผลักดันตัวเองให้ได้พบเจอกับผู้ชายที่ร่ำรวยกว่าตัวเอง พอที่จะสามารถฉุดรั้งเธอและยายให้ผ่านพ้นจากอาชีพแม่ค้าแม่ขายนี้ไปสักที
ร่างเล็กที่ยืนอยู่หน้าเตาที่ร้อนระอุ และมีควันพวยพุ่งเสียจนแสบจมูกไปหมด ฝืนส่งยิ้มบาง ๆ ให้กับลูกค้าที่เริ่มทยอยเดินเข้าร้านมา ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็เพื่อน ๆ ของยายมะลินั่นแหละ ที่ว่างก็แวะเวียนกันมารวมตัวกันอยู่ที่ร้านส้มตำของเ้าตัว
เหตุเพราะว่ายายมะลินั้นต้องเปิดร้านขายส้มตำในทุก ๆ วัน ไม่สะดวกที่จะไปรวมตัวกับเพื่อน ๆ ที่อื่น เพื่อนของเ้าตัวเลยลงความเห็นกันว่า สถานที่แห่งนี้แหละที่เหมาะกับการนัดเจอกันมากที่สุด เลยทำให้ร้านส้มตำแห่งนี้กลายเป็แหล่งมั่วสุมของวัยรุ่นผมหงอกกันไปโดยปริยาย
“จะว่าไปก็สงสารกำนันคล้าวเหมือนกันนะพวกมึง เมียตายไปไม่กี่ปี ลูกชายโทนก็มาด่วนล้มหายตายจากไปอีกทั้งที่อายุยังน้อยอยู่แบบนี้” เสียงยายติ้งเอ่ยขึ้นมาในขณะที่เคี้ยวส้มตำยังไม่หมดปาก
“นั่นนะสิ ตอนกรองทองมันตาย ก็ยังดีที่ว่ามีเ้าเก้าที่พอจะช่วยได้ช่วยดูแล คอยอยู่เป็เพื่อนให้คลายเหงา แต่พอมาถึงตอนนี้กำนันคล้าวก็เหลือตัวคนเดียวแล้ว น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อย” ยายนันเอ่ยเสริมคำของพรรคพวกตัวเอง
“ไม่รู้เวรกรรมอะไรของกำนันคล้าวเขานะ ทั้งที่เป็คนดีมาก ๆ แท้ ๆ” เสียงแหลมของยายพิกุลเอ่ยเออออไปกับคนอื่น
แบมแบมที่เงี่ยหูฟังกลุ่มคนเฒ่าคนแก่ที่ว่างจากการงานมานั่งจกส้มตำพูดคุยกันทุกวันเป็ระยะ พลางพยายามนึกถึงหน้าของคนที่กำลังถูกพูดถึง เพราะถ้าจำไม่ผิด เธอและกำนันคล้าวไม่ได้เจอะเจอกันมานานมากแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็คนหมู่บ้านเดียวกัน
ครั้งล่าสุดที่เจอกันก็น่าจะตอนที่เธอยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ห้า ที่อีกฝ่ายไปร่วมงานกิจกรรมของโรงเรียนที่จัดขึ้น และนำเงินสมทบทุนเพื่อการศึกษาไปแจกให้กับนักเรียนที่มีผลการเรียนดี
และแน่นอนว่าแบมแบมย่อมไม่จัดอยู่ในกลุ่มนักเรียนกลุ่มนั้น ในวันนั้นจึงได้ยืนมองกำนันคล้าวที่ยังดูหนุ่มกว่าวัยมากนัก และถือว่าเป็กำนันที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมาของตำบลนี้ อยู่ไกล ๆ จากด้านล่างเวที
“แต่ให้พูดก็พูดเถอะ กำนันคล้าวยังไม่แก่ อีกสักเดี๋ยวเดียว พอทำใจเื่ลูกได้ ก็คงจะมีเมียใหม่นั่นแหละ”
“ใช่ อายุสี่สิบเอง ยังไม่แก่หรอก”
“หรือไม่ก็คงจะคว้ากิ่งแก้วนั่นแหละมาเป็เมีย” ยายพิกุลเอ่ยพูดอย่างออกรส
“มึงก็พูดไปพิกุล กิ่งแก้วมันเป็น้องเมียของกำนัน” ยายมะลิที่เห็นเพื่อนเริ่มทำตัวปากไม่มีหูรูดเอ่ยขัดขึ้น
“โอ๊ย อันนี้กูก็รู้ แต่มึงไม่เห็นหรือ ว่ากิ่งแก้วมันตัวติดกับกำนันขนาดไหน” ยายพิกุลที่คันปากอยากจะพูดเื่นี้มาหลายครั้งเอ่ยค้านกลับไป อย่างคนที่เชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง
“ก็พี่สาวมันตาย มันก็มาช่วยดูแลหลานของมัน มึงอย่าคิดอกุศล” ยายมะลิเอ่ยว่าเพื่อน เพราะไม่อยากที่จะให้เอาเื่แบบนี้มาพูดกันทั้งที่ไม่มีมูลเหตุความจริง
เพราะมีแต่จะสร้างความเสียหายให้กับคนที่ถูกพูดถึง พี่เขยกับน้องสาวของเมียที่ตายไปแล้ว แม้จะมีหลายคู่ที่หันมาอยู่กินกันเองฉันท์ผัวเมีย แต่มันก็ไม่ใช่เื่ที่สังคมจะยอมรับกันอย่างง่ายดาย ไม่วายจะมีแต่เื่นินทาฉาวโฉ่ในวงสนทนาของคนอื่น
และยิ่งเป็กำนันคล้าว มะลิเองก็คิดเห็นว่าเ้าตัวคงจะไม่ทำอย่างนั้น ให้มันเสียชื่อเสียเกียรติของตัวเอง แต่อนิจจาคนที่วางตัวดีขนาดนั้น ก็ยังไม่วายที่จะตกเป็ขี้ปากของคนปากพล่อยอย่างพิกุล ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทำตัวมั่วเรือนถึงขนาดนั้น
………………………………………………….
เอายังไงนิยายฟีลกู้ดที่เปิดมาตอนที่สอง ก็มีคนตุยเสียแล้ว คนอ่านเลิกลั่กกันหมด ไม่ได้มีอะไรเลย ไม่ต้องกลัว หุหุ
เริ่มมีการเอ่ยถึงพระเอกของเราแล้ว แม้จะยังไม่ได้ออกเลยสักฉากก็ตาม แงงงง รอก่อนนะ ค่าตัวแพง 555555
อ่านแล้วอย่าลืมคอมเม้นท์ส่งฟีดแบคกลับมาหานักเขียนอย่างเลดี้หน่อยนะคะ อยากบอกว่ามันเป็แรงผลักดันในการอัพนิยายมาก ๆ เลย
และอย่าลืมกดเข้าชั้น กดหัวใจ และที่สำคัญอย่าลืมกดติดตามนามปากกาอิสตรีเริงรมย์กันเอาไว้นะคะ เพราะตอนนี้กำลังเร่งสานต่อพล็อตมากมายที่ได้ทำการดองเอาไว้ในไหแบบเร่งด่วน และแพลนที่จะปล่อยงานในตอนนี้ก็ยาวทั้งปี ฮือออ