องค์ชายสี่แห่งแคว้นฉู่
“เสื้อสูทฉันก็อุตส่าห์สละให้ ยังจะมาทำชุดนี้เลอะอีก รู้มั้ยว่าคราบเืมันซักยากขนาดไหน”
เฉินฟางเหนียงชี้หน้าองค์ชายสี่ด้วยกรรไกรคู่ใจ
“บังอาจ นั่งไพร่ชั้นต่ำ รู้หรือไม่ว่าพระองค์เป็ผู้ใด”
หนึ่งในองครักษ์ตวาดเสียงดังลั่น หญิงสาวหันขวับไปจ้องหน้าอย่างไม่ลดละ
“ทำไม ใหญ่โตมาจากไหน ถ้างั้นก็ชดใช้ค่าชุดมา”
“สามหาว ยังไม่รีบคารวะชินอ๋องเตี๋ยเฟิง องค์ชายสี่แห่งแคว้นฉู่อีก”
เธอสุดจะทนกับคนพวกนี้แล้ว
“โอ๊ย! จะบอกให้นะว่าบอสของพวกคุณเนี่ย นอกจากจะลักพาตัวฉันมาแล้ว ยังจะมาทำชุดฉันเลอะอีก ยังไม่นับที่ฉันต้องสละสูทตัวโปรดมาพันแผลให้ ไหนจะเปลืองตัวป้อนยาให้อีก หลังป่าหลังเขามาจากไหน ถึงได้บูลลี่แบ่งชนชั้นกันขนาดนี้ โลกเขาพัฒนากันไปถึงไหนแล้ว ไปอยู่ไหนกันมา นี่ถ้า...”
เฉินฟางเหนียงพ่นรัวด้วยความเดือดดาล คนอย่างเธอไม่ชอบให้ใครมาข่ม จนองครักษ์สับสนทำตัวไม่ถูก ไม่รู้เพราะฟังไม่รู้เื่ หรือเพราะไม่เคยมีใครแสดงกล้าแสดงกิริยาแบบนี้ต่อหน้าองค์ชายสี่มาก่อน ก่อนจะชักดาบมาจ่อที่คอของเธอ
เตี๋ยเฟิงชิงสะกดจุดนางแล้วอุ้มขึ้นหลังม้าไป ท่ามกลางความงุนงงของเหล่าองครักษ์ ก่อนจะหันมาตอบคำถามด้วยใบหน้าขึงขัง
"ข้า้าสอบสวนนาง"
ตราบใดที่เขายังไม่ได้คำตอบเื่ที่มาที่ไปของนาง เหตุใดจึงพูดจาแปลกประหลาด แล้วยังข้าวของพิลึกพิลั่นเ่าั้ ที่สำคัญคือพลังรุนแรงที่ปลิดชีพคนนับสิบที่หน้าผานั่น อาวุธร้ายกาจเช่นนี้ เขาย่อมไม่ปล่อยให้หลุดมือไปแน่
เฉินฟางเหนียงที่ขยับตัวไม่ได้ ถูกจับนั่งหลังพิงอกกว้างไว้ราวกับเป็ตุ๊กตาตัวนึง เมื่อม้าออกวิ่งได้สักพักก็เริ่มรู้สึกวิงเวียนจากแรงขย่มโขยก
จนเมื่อพ้นเขตป่า ม้าก็วิ่งเร็วขึ้นฝ่าทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา พักใหญ่ก็มาถึงที่ราบกว้าง มีไม้ตีเป็กำแพงกั้นสูงประมาณสองเมตรเป็แนวยาวหลายกิโลเมตร ภายในมีกระโจมเล็กใหญ่เรียงรายนับพัน
“เปิดประตู! องค์ชายสี่เสด็จกลับมาแล้ว”
ทุกที่ที่ม้าตัวนี้ผ่านไป ทุกคนล้วนก้มลงทำความเคารพ แม้คล้อยหลังจะมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจกับหญิงสาวที่แต่งกายประหลาดในอ้อมกอดขององค์ชายบนหลังม้า ผู้ที่ไม่เคยชายตามองสตรี วัน ๆ มีแต่อาสาออกรบ อยู่ในเมืองหลวงได้ไม่เคยถึงเดือน ไม่จับโจรป่าก็อารักขาชายแดน
เมื่อมาถึงกระโจมหลังใหญ่ใจกลางค่าย เตี๋ยเฟิงะโลงจากหลังม้า พร้อมร้องสั่งทหาร
“ตามหมอมา”
แล้วอุ้มหญิงสาวขึ้นพาดบ่าพาเข้าไปข้างใน หลังจากวางเธอลงที่เตียงใหญ่ หมอก็เข้ามาพอดี
“คารวะชินอ๋อง ขอหม่อมฉันดูาแให้พระองค์เถิด”
“ยัง! เ้าไปดูนางก่อน”
“ขออภัยแม่นาง”
หมอคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพก่อนจะวางผ้าแพรผืนบางที่ข้อมือของเธอแล้วใช้สองนิ้วจับชีพจร ก่อนจะรายงานว่า
“มีแค่อาการาเ็เล็กน้อยที่ขาซ้ายพะย่ะค่ะ พักสักวันสองวันก็หายดี และอีกไม่ถึงชั่วยามนางก็จะคลายจุดที่พระองค์จี้สะกดไว้ได้พะย่ะค่ะ”
“อืม”
“ขอหม่อมฉันตรวจดูอาการขององค์ชายบ้างนะพะย่ะค่ะ”
เตี๋ยเฟิงยื่นแขนให้หมอตรวจดู
“าแของพระองค์สาหัสแต่ไม่โดนจุดสำคัญ เดี๋ยวหม่อมฉันจะล้างแผลและพันผ้าให้ใหม่พะย่ะค่ะ”
เฉินฟางเหนียงที่ยังขยับตัวไม่ได้ จึงต้องทนมองร่างสูงใหญ่ในสภาพเกือบเปลือยตอนทำแผล กล้ามแน่น ๆ แบบนั้นก็ถือว่าวิวดีใช้ได้
แต่เห็นท่าทีองอาจแบบนั้นแล้วก็นึกหมั่นไส้ ทีตอนนี้ล่ะไม่มีร้องสักแอะ ทีเมื่อคืนละร้องลั่นป่า ถ้าไม่เอาผ้าอุดปากไว้คงได้ตายเพราะแก๊งค์ชุดดำนั่นไปแล้ว
“มีรายงานเข้ามาพะย่ะค่ะ”
“ว่ามา”
“พบความเคลื่อนไหวของโจรป่าที่เชิงเขาฮุ่ยซาน ทางผ่านของขบวนเสบียงมาจากเมืองหลวงพะย่ะค่ะ”
“จับตาไว้ แล้วพวกชุดดำล่ะ”
“ไม่มีความเคลื่อนไหวเลยพะย่ะค่ะ เพียงแต่...”
“อะไร”
“พบศพองครักษ์ทั้งสองของพระองค์แล้วพะย่ะค่ะ”
“ว่าไงนะ! อยู่ที่ไหน ข้าจะตรวจศพของพวกเขาเอง”
เตี๋ยเฟิงคว้าเสื้อคลุมขึ้นมาสวมแล้วรีบเดินออกไป เขารู้สึกเสียใจ และเสียดายชีวิตขององครักษ์คู่ใจทั้งสองนี้ หากไม่ใช่เพราะเขาที่ดึงดันจะจับเป็พวกชุดดำ ทั้งสองคนนี้คงไม่ต้องสังเวยชีวิตให้กับความประมาทของเขา