ขบวนเดินทางเคลื่อนคล้อยไปตามถนนหลวงที่ทอดยาวราวกับไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งเงาของทิวเขาทอดทาบลงมาพร้อมกับแสงสีทองสุดท้ายของวัน ก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้าโดยสมบูรณ์ พวกเขาก็เดินทางมาถึง สถานีพักม้าอี้จ้าน สถานพักม้าแห่งแรกนอกเมืองหลวงจนได้
สถานพักม้าแห่งนี้เป็ของทางการ สร้างขึ้นอย่างแข็งแรงด้วยไม้และอิฐสีเทาเพื่อรองรับขุนนางและผู้ส่งสาส์นที่เดินทางผ่านไปมา แม้จะไม่ได้หรูหราวิจิตรเท่าโรงเตี๊ยมชั้นเลิศในเมืองหลวง แต่ก็กว้างขวางและดูปลอดภัยยิ่งนัก ลานกว้างด้านหน้าเต็มไปด้วยรถม้าหลากหลายรูปแบบและเหล่าพ่อค้าที่กำลังขนถ่ายสินค้า เสียงพูดคุยโหวกเหวกและเสียงม้าร้องดังผสมปนเปกันไปหมด ก่อเกิดเป็บรรยากาศอันคึกคักที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา
ทันทีที่รถม้าคันงามของสกุลเซี่ยแล่นเข้ามาจอดเทียบในลานสำหรับสัมภาระ เสี่ยวเอ้อร์ผู้มีประสบการณ์โชกโชนก็รีบละจากงานในมือทันที สายตาอันเฉียบคมของเขาสังเกตเห็นตราสัญลักษณ์รูปไผ่หยกเล็กๆ ที่ประดับอยู่บนชายคาเก๋งรถม้าได้อย่างรวดเร็ว
‘สกุลเซี่ย!’ เขานึกในใจ ‘นั่นคือตราของจวนเสนาบดีกรมพิธีการ!’
รอยยิ้มประจบสอพลอผุดขึ้นบนใบหน้าของเขาในทันที เขารีบถูมือไปมาแล้วกระวีกระวาดวิ่งเข้าไปต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์ด้วยตนเอง
“ถึงแล้วเ้าค่ะคุณชาย” เสี่ยวชุ่ยเอ่ยขึ้นขณะที่ประคองร่างของเซี่ยหยางลงจากรถม้าอย่างนุ่มนวล
หลังจากที่ต้องนั่งอยู่ในรถม้ามาเกือบตลอดทั้งวัน ร่างกายของเสิ่นอี้ก็รู้สึกเมื่อยขบไปหมด เขายืนบิดี้เีซ้ายทีขวาทีอย่างไม่สำรวมกิริยา ปลดปล่อยความอึดอัดออกมาอย่างเต็มที่ อู๋อิ่งที่ลงจากหลังม้าแล้ว เดินตรงเข้าไปสนทนากับเสี่ยวเอ้อร์ด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่น่าเกรงขาม
“จัดห้องพักที่ดีที่สุดสองห้องสำหรับคุณชายเซี่ยและคุณชายซู ส่วนพวกเราที่เหลือพักห้องธรรมดาก็พอ เตรียมอาหารเย็นที่ดีที่สุดมาด้วย”
“ขอรับ! ขอรับท่านองครักษ์!” เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มจนตาหยี รีบโค้งคำนับแล้วเชิญคุณชายทั้งสองและผู้ติดตามเข้าไปด้านในอย่างนอบน้อมที่สุด
เมื่อเข้ามาถึงห้องพักชั้นบนซึ่งกว้างขวางและสะอาดสะอ้าน เสี่ยวชุ่ยก็เริ่มบัญชาการอีกครั้ง นางสั่งให้อาหู่และอากังขนหีบสัมภาระที่จำเป็ของคุณชายขึ้นมาบนห้อง ก่อนจะรีบสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์จัดเตรียมน้ำอุ่นสำหรับอาบและแช่ตัวเพื่อผ่อนคลายจากการเดินทางไกล
เซี่ยหยางทรุดตัวลงนั่งจิบชาที่เพิ่งนำมาให้อยู่บนโต๊ะกลางห้อง เขามองดูเสี่ยวชุ่ยที่วิ่งวุ่นจัดการทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่วและเป็ระเบียบเรียบร้อยแล้วก็อดชื่นชมอยู่ในใจไม่ได้
‘นางช่างเหมือนเลขาส่วนตัวชั้นดีจริงๆ...หากอยู่ในโลกของข้า ป่านนี้คงได้เป็ผู้จัดการแผนกไปแล้ว’
หลังจากที่ทุกคนได้ชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนมาสวมใส่อาภรณ์ที่สบายขึ้นแล้ว ซูเหวินจื่อผู้เปี่ยมด้วยพลังงานก็รีบมาเคาะประตูห้องของเซี่ยหยางทันที
“เสี่ยวหยาง! ไปกันเถอะ! ลงไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกันดีกว่า! ข้าได้ยินว่าสุราดอกท้อของที่นี่รสชาติไม่เลวเลยนะ! บรรยากาศผ่อนคลายเช่นนี้มีไม่บ่อยนัก เราต้องฉลองกันเสียหน่อย!”
เซี่ยหยางหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินตามสหายรักลงไปยังห้องโถงด้านล่าง ซึ่งเสี่ยวเอ้อร์ได้จัดเตรียมโต๊ะอาหารที่ดีที่สุดในมุมที่ค่อนข้างสงบไว้ให้พวกเขาแล้ว
อาหารเลิศรสและสุราหอมกรุ่นถูกทยอยนำมาวางจนเต็มโต๊ะ บรรยากาศแห่งการสังสรรค์เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็กันเอง ทว่า...ขณะที่เซี่ยหยางกำลังจะคีบเนื้อเป็ดย่างชิ้นงามเข้าปากนั่นเอง...บทสนทนาจากโต๊ะของขุนนางชั้นผู้น้อยที่อยู่ถัดไปก็ลอยเข้าหูของเขาอย่างชัดเจน
“...ท่านได้ยินข่าวจากในวังแล้วหรือไม่? ปีนี้องค์จักรพรรดิทรงมีราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ องค์รัชทายาทหลงเจาหลิน เป็ผู้ควบคุมดูแล เทศกาลล่าสัตว์ประจำปี ทั้งหมดด้วยพระองค์เอง!”
“จริงหรือ! นี่เป็ครั้งแรกเลยมิใช่หรือ? ปกติแล้วจะเป็ฝ่าาเองหรือเหล่าอ๋องาุโไม่ใช่รึ?”
“ใช่แล้ว! นี่แสดงให้เห็นว่าฝ่าาทรงไว้วางพระทัยในองค์รัชทายาทมากเพียงใด! นับเป็บททดสอบครั้งใหญ่ของพระองค์เลยทีเดียว!”
เสิ่นอี้ชะงักไปเล็กน้อย นางแสร้งทำเป็จิบสุรา แต่หูทั้งสองข้างกลับตั้งใจฟังอย่างเต็มที่
‘องค์รัชทายาทหลงเจาหลิน...’ นางทวนชื่อนั้นในใจ นางรู้สึกสนใจในตัวองค์ชายผู้นี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ไม่ใช่ความสนใจฉันชู้สาว แต่เป็ความสนใจของนักวางกลยุทธ์ที่้าจะหยั่งรู้ความคิดของคู่ต่อสู้ “ข้าอยากจะรู้จริงๆ...” นางเผลอพึมพำออกมาเบาๆ “...ว่าเขาเป็คนเช่นไรกันแน่”
การดื่มกินดำเนินไปอย่างครึกครื้น ซูเหวินจื่อคะยั้นคะยอให้สหายรักดื่มสุราไม่หยุดหย่อน เซี่ยหยางผู้มาจากโลกปัจจุบัน และเคยออกงานเลี้ยงมานับครั้งไม่ถ้วนนั้น สุราเพียงแค่นี้มิอาจทำให้นางเมามายได้เลยแม้แต่น้อย...ทว่า...ความคิดบางอย่างก็ผุดวาบขึ้นมาในหัว
นาง้าจะลองใจ...ลองใจเสี่ยวชุ่ย...ว่าสาวใช้ผู้ภักดีคนนี้จะ มีปฏิกิริยาเช่นไร หากได้รู้ว่าเ้านายของตนนั้น...ไม่ได้เป็บุรุษอย่างที่ใครๆ เห็น
หลังจากนั้น...การแสดงก็เริ่มต้นขึ้น
เซี่ยหยางแสร้งทำเป็คออ่อน ดื่มจอกแล้วจอกเล่าจนหน้าแดงก่ำ ดวงตาเริ่มเยิ้มหวาน และในที่สุดก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ...แสร้งทำเป็เมามายไม่ได้สติไปในที่สุด
“อ้าว! เสี่ยวหยาง!” ซูเหวินจื่อร้องอย่างใ “ไม่ไหวแล้วรึนี่! ช่างอ่อนหัดนัก!”
สุดท้าย ซูเหวินจื่อและอู๋อิ่งจึงต้องช่วยกันหิ้วปีกร่างที่อ่อนปวกเปียกของคุณชายใหญ่กลับขึ้นไปบนห้องนอน
เมื่อวางร่างนั้นลงบนเตียงเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็ทยอยล่าถอยออกไป เหลือเพียงเสี่ยวชุ่ยที่ต้องคอยปรนนิบัติเ้านายที่ “ไม่ได้สติ” อยู่ตามลำพัง
นางถอนหายใจยาวด้วยความสงสารระคนเอ็นดู ก่อนจะนำผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นมาบรรจงเช็ดหน้าเช็ดตาให้เขาอย่างแ่เบา ขณะนั้นเอง...เสียงละเมอแ่เบา...ก็ดังออกมาจากริมฝีปากได้รูปนั้น
“เหนื่อย...เหลือเกิน...”
เสี่ยวชุ่ยชะงักมือไปในทันที
“การต้องสวมใส่อาภรณ์ของบุรุษ...มันช่าง...น่าอึดอัด...”
สิ้นเสียงละเมอนั้น...ห้องทั้งห้องก็พลันเงียบสงัดลงทันที
เสิ่นอี้ที่แสร้งหลับตาพริ้มอยู่ ลอบสังเกตการณ์ผ่านเปลือกตาที่แง้มไว้น้อยๆ นางคาดหวังว่าจะได้เห็นท่าทีใ...สับสน...หรือคิดว่าเ้านายของตนแค่ฝันเฟื่องไป...
ทว่า...สิ่งที่นางเห็นกลับทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ!
ใบหน้าของเสี่ยวชุ่ยไม่ได้มีความใเลยแม้แต่น้อย...แต่กลับค่อยๆ บิดเบี้ยวด้วยความเ็ป...ความสงสาร...และความเห็นใจอย่างสุดซึ้ง...
หยาดน้ำใสๆ หยดแล้วหยดเล่า...เริ่มรินไหลออกจากดวงตากลมโตคู่นั้นอย่างไม่อาจกลั้น...
นางวางผ้าในมือลง...ก่อนจะยื่นมือที่สั่นเทาของตนเองออกไป...จัดปอยผมที่ปรกหน้าผากของเ้านายให้เข้าที่อย่างอ่อนโยนที่สุด...แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือราวกับจะขาดใจ
“ไม่เป็ไรนะเ้าคะ...คุณชาย...”
“บ่าวรู้...บ่าวรู้มานานแล้วเ้าค่ะ...ว่าท่านต้องทุกข์ทรมานเพียงใด...”
“ไม่ว่าท่านจะเป็เช่นไร...บ่าวก็จะขอปรนนิบัติรับใช้...และอยู่ข้างกายท่านเสมอ...จะไม่มีวันทอดทิ้งท่านไปไหนเด็ดขาดเ้าค่ะ...”
ทุกถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมา...คือความจริงใจที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ!
เสิ่นอี้ที่แสร้งหลับอยู่นั้น...ได้ยินทุกอย่างชัดเจนเต็มสองหู...ดวงตาของนางเบิกโพลงขึ้นเล็กน้อยในความมืด...
นางไม่ต้องแสดงอีกต่อไปแล้ว...
คนที่นางคิดว่าต้องคอยปิดบังความลับด้วยมาตลอด...กลับกลายเป็คนที่รู้ความลับของนาง...และยอมรับในตัวตนของนาง...มาเนิ่นนานแล้ว
ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนถาโถมเข้ามาในหัวใจ...กำแพงที่นางสร้างขึ้น...ได้พังทลายลงแล้ว...
ต่อไปนี้...อย่างน้อย...เมื่ออยู่กับสาวใช้ผู้ภักดีคนนี้...นางก็จะได้เป็ตัวของตัวเองเสียที...