เฉียวซงหลับตาอยู่ทั้งยังไม่ขยับตัวแม้แต่เพียงเล็กน้อยทำให้สองพี่น้องเฉียวซีและเฉียวไป่ตกใจเป็นที่สุดสีหน้าของทั้งคู่ซีดเผือดไปเสียแล้ว
เวลานี้เฉียวซีเสียใจเป็นอย่างยิ่งหากรู้แต่แรกว่าพี่ใหญ่จะโกรธจนเป็นเช่นนี้ต่อให้ถูกทำร้ายจนตายนางก็จะไม่อวดเก่งแล้ว แม้ว่านางจะมีความสามารถนั้นก็ตามที
เฉียวซีไม่ต้องการให้พี่ใหญ่เป็นอะไรไปหากพี่ใหญ่เป็นอะไรไปจริงๆ นางก็ไม่มีหน้าจะมองหน้าน้องสามแล้วนางยังจะมีเหตุผลอะไรให้มีชีวิตอยู่ต่อ พี่ชายที่รักของนางถูกนางทำให้โกรธจน...
หลังจากที่เฉียวซีเข้าไปใกล้เฉียวซงนางก็คุกเข่าพรึ่บลงข้างร่างของเขา น้ำตาเริ่มคลออยู่ในดวงตา “พี่ใหญ่ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรอวดเก่ง ข้าไม่ควรละเลยพวกท่าน ข้าไม่ควร… ฮือ…”เวลานี้ร้องไห้โฮออกมาจริงๆ แล้ว เช่นนี้นางจึงเป็นเหมือนเด็กอย่างที่ควรจะเป็นไม่ได้วางตัวในบทบาทของผู้ใหญ่แล้ว
“พี่ใหญ่ ท่านตื่นขึ้นมาสิท่านเป็นอะไรไป” เฉียวไป่ก็ควบคุมน้ำตาของตัวเองไม่ไหวแล้วเช่นกันปล่อยให้มันไหลท่วมหน้าทั้งอย่างนั้น
“ข้าไม่ได้เป็นอะไร แค่ขาชาเฉยๆ” เฉียวซงคิดไม่ถึงว่าเพียงแค่ตัวเองนอนลงเพื่อบรรเทาความรู้สึกชาจะทำให้น้องสาวและน้องชายของเขาต้องตกใจจนร้องไห้ออกมาเสียแล้ว
เรื่องเมื่อคืนนี้ เขาจะไม่โกรธได้อย่างไรจะว่าโกรธก็โกรธ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็กลับมาคิดทบทวนตัวเองเช่นกันคำพูดเหล่านั้นที่พูดออกไปไม่เพียงแต่พูดให้น้องรองฟัง เขายังพูดกับตัวเองด้วย
เหตุใดน้องสาวจึงชิงนำหน้าเขาไปเสียทุกเรื่องเขารู้ว่านางอยากจะปกป้องเขาและน้องสาม แต่เช่นเดียวกันมันสะท้อนว่าเขาไม่มีความสามารถ หากเขามีความสามารถน้องรองคงไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ พูดถึงที่สุดแล้วเขาคนนี้ไม่มีความสามารถมากพอที่จะเป็นพี่ใหญ่ทำให้น้องรองไม่รู้สึกปลอดภัยไม่อย่างนั้นผู้หญิงคนเดียวอย่างนางคงไม่จำเป็นต้องลงมือหรอก
ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ไม่มีความสามารถที่จะป้องกันตัวเองเช่นเดียวกันกับการที่ครั้งก่อนที่เฉียวซื่อแอบเข้ามาในบ้านของพวกเขา หลังจากนั้นพวกเขาทำอะไรเล่าซื้อที่ดินล้อมกำแพงเปลี่ยนบ้านของพวกเขาให้กลายเป็นปราการกำแพงเหล็กกำแพงทองแดงที่แข็งแกร่งเพื่อให้บุคคลภายนอกไม่สามารถบุกเข้ามาได้อย่างง่ายดายนัก
และหากเขาสามารถเผชิญหน้ากับเหล่าอันธพาลท้องถิ่นได้จริงๆจะมีโอกาสชนะสักเท่าไรเชียว คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่มีโอกาสชนะเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความพ่ายแพ้เพียงเท่านั้น
ในพวกเขาทั้งสามคนใครสักคนออกไปหากเผชิญหน้ากับคนเหล่านั้นล้วนมีเพียงโอกาสถูกรังแกโดยพื้นฐานแล้วไม่สามารถรักษาสิ่งที่มีอยู่ในมือได้เลย
เขารู้ว่าเมื่อคืนนี้หลังจากที่เขาสลบไปไม่รู้ว่าน้องรองสามารถหนีเงื้อมมือของคนเหล่านั้นพ้นได้อย่างไรไม่รู้ว่านางบาดเจ็บหรือไม่ เวลานั้นเขาต้องการเพียงปล่อยไฟในท้องออกมาเขาเป็นคนอ่อนโยนมาตลอด เป็นไปไม่ได้ที่จะให้เขาด่าฉอดๆ เหมือนคนปากร้ายจึงทำใบหน้าเย็นชา บนใบหน้ามีเพียงความนิ่งสงบ แต่หัวใจของเขากำลังลุกโชนอยู่เมื่อปลดปล่อยมันออกมาแล้วก็ไม่สามารถเก็บมันไว้ได้!
เฉียวซีได้ยินเช่นนั้นจึงรีบเช็ดน้ำตาและรีบลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว มาที่ข้างกายเฉียวซง และดึงแขนข้างหนึ่งของเขา“พี่ใหญ่ ข้าจะดึงท่านลุกเอง”
“ไม่ต้อง ข้าลุกเองได้” เฉียวซงดึงมือของเฉียวซีลงและค่อยๆ ลุกขึ้นโดยใช้มือทั้งสองข้างดันพื้น
เฉียวซีมองไปที่มือของตัวเองหัวใจตกลงไปที่ตาตุ่ม และความทุกข์ใจก็กลับมาน้ำตาที่เพิ่งเช็ดออกไปกลับมารวมตัวกันที่เบ้าตาอีกครั้ง และมีทีท่าว่าจะร่วงลงมาเพียงแค่นางพยายามกลั้นเอาไว้อยู่
ดูท่าพี่ใหญ่จะตั้งใจไม่สนนางจริงๆ
หลังจากที่เฉียวซงลุกขึ้นเขาก็ปัดฝุ่นบนร่าง“กลับกันเถอะ”
“อืม”เฉียวไป่รีบวิ่งไปข้างกายพี่ใหญ่และก้าวเดินกลับบ้านไปทีละก้าวๆ ตามพี่ใหญ่
เฉียวซีเดินตามพวกเขาอยู่ด้านหลังไกลๆบนใบหน้าดูไม่ออกว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ ช่างเป็นใบหน้าที่ดูเย็นชา
เมื่อกลับถึงบ้านเฉียวซีก็เข้าไปในครัวปรุงอาหารอย่างง่ายพอทำเสร็จก็เรียกน้องชายคนเล็กเพื่อให้เขามานำอาหารไปให้พี่ใหญ่กิน
“ของเหล่านี้เจ้ายกไปกินกับพี่ใหญ่นะ”เฉียวซีส่งอาหารให้น้องสาม
“พี่รอง ท่านเล่า ไม่กินกับพวกข้าหรือ”
“ตอนนี้พี่ใหญ่ยังโกรธอยู่นะต้องไม่อยากเห็นข้าแน่ ข้าไม่ไปหรอก” เฉียวซีส่ายหน้า
“เช่นนั้นก็ได้ พี่รองท่านอย่าลืมกินข้าวนะ”
“จ้ะ เจ้ารีบไปเถอะพี่ใหญ่ต้องหิวมากแล้วแน่ๆ”
หลังจากที่เฉียวไป่ยกอาหารไปเฉียวซีจึงเช็ดน้ำตาที่ไม่อาจกลั้นไว้ในดวงตาได้
“พี่ใหญ่ กินข้าว”เฉียวไป่ตะโกนเข้าไปในตัวบ้าน
“อืม เดี๋ยวไป” เฉียวซงตอบเขากลับไป
เมื่อเดินออกมาจากห้องก็เห็นอาหารสำหรับสองคนจัดวางอยู่บนโต๊ะ“พี่รองของเจ้าเล่า”
“พี่รองบอกว่าท่านยังโกรธนางอยู่นางจึงไม่อยากมาเพิ่มความรำคาญใจให้ท่านอีก” เฉียวไป่กล่าวถึงสิ่งที่พี่รองพูด
“เช่นนั้นนางกินแล้วหรือ”หลังจากที่คิดทบทวนตนเอง เขาก็ไม่ได้โกรธถึงเพียงนั้นแล้ว ทั้งคู่ต่างไม่มีใครผิดต่างทำเพื่อคนในครอบครัวทั้งนั้น
“ไม่รู้ พี่รองให้ข้ายกมาก่อน”
“ไปดูสิ”เฉียวซงไม่เชื่อว่าน้องรองจะกินข้าวแล้ว หลังจากมองอาหารบนโต๊ะแล้วเขาก็เดินออกไปทันที
ในครัวเฉียวซีไม่รู้สึกอยากอาหารเลยแม้แต่น้อย นางนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็ก นั่งกอดเข่ามุดหน้าลงไป และปล่อยให้น้ำตาไหลนองออกมา
รู้สึกโกรธตัวเองมากหากพี่ใหญ่ตั้งใจจะไม่ให้อภัยนานจริงๆ นางจะทิ้งเงินในมือทั้งหมด และจากที่นี่ไปเพียงลำพังโลกกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ต้องมีที่สำหรับนางอยู่เสมอ
ยิ่งคิดในหัวใจยิ่งทุกข์ร้อนมากขึ้นเรื่อยๆนางร้องไห้ออกมาจนเริ่มหมดเสียง
เฉียวซงมองน้องสาวผู้กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ที่ประตูในดวงตาของเขาเริ่มชุ่มไปด้วยน้ำ ต่างฝ่ายต่างเจ็บปวดแต่นั่นยิ่งทำให้รู้ว่าต่างฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับอีกฝ่ายมากเพียงใด
“น้องรอง…” เฉียวซงเรียกน้องสาวของตนเบาๆ
เฉียวซีเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วมองไปที่ประตูด้วยดวงตาที่เอ่อคลอด้วยน้ำตาทำให้ภาพดูเลือนลางไปเล็กน้อย “พี่ใหญ่” เฉียวซีเปล่งเสียงคำว่าพี่ใหญ่คำนี้ออกไปเบาๆ ราวกับกระซิบด้วยความรู้สึกที่ค่อนข้างคลุมเครือ
“พี่ใหญ่ ข้าขอโทษๆ…”เฉียวซียังคงกล่าวคำขอโทษ น้ำตาร่วงหล่นลงมาคล้ายกับไข่มุกที่หล่นลงพื้นอีกครั้งนางทิ้งเงินลงบนพื้นราวกับไม่ต้องการมันอีกอยากจะหลบหนีเข้าไปในผืนดินผืนโคลนไม่ให้ผู้ใดได้พบ
เฉียวซงก้าวไปข้างหน้ากอดน้องสาวไว้ในอ้อมแขนพร้อมเอ่ยขึ้น “ พี่ใหญ่ก็ผิดเช่นกัน พี่ใหญ่ไม่ควรใช้อารมณ์เช่นนั้น”
“ฮือ… พี่ใหญ่”เฉียวซงไม่พูดอะไรยังพอทนได้ แต่เมื่อเขาพูดออกมาเฉียวซียิ่งร้องไห้หนักขึ้นไปอีกเสียงร้องไห้ดังขึ้นเรื่อยๆ
“เด็กดีๆ เรื่องนี้ให้มันผ่านไปเถอะพวกเราไม่ต้องพูดถึงมันแล้ว ไม่ต้องพูดถึงมันอีกต่อไปแล้ว ข้าจะพยายามเข้มแข็งขึ้นจะต้องเป็นคนที่ปกป้องพวกเจ้าได้จริงๆ ให้ได้” เขาตัดสินใจแล้วเขาไม่เพียงแต่ต้องเรียนหนังสือ ยังต้องศึกษาศิลปะการป้องกันตัวต้องมีความสามารถที่จะปกป้องครอบครัวให้ได้
“พี่ใหญ่ก็เก่งอยู่แล้วเพียงแค่เราอ่อนแอกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคนเหล่านั้นพวกเรามาพยายามแข็งแกร่งขึ้นไปด้วยกันนะ” ในยามนี้นางกลับหวังอยากให้อาไหลอยู่ที่บ้านเช่นนั้นนางจะได้ทำท่าเรียนศิลปะการต่อสู้แบบจริงๆ จังๆ ได้จะได้ไม่ทำให้พี่ใหญ่ต้องโกรธอีก
“อืม เรามาก้าวไปข้างหน้าไปด้วยกันเข้มแข็งไปด้วยกันนะ”
“ยังมีข้าด้วยๆ พวกท่านลืมข้าไม่ได้นะ”เฉียวไป่กลัวว่าพี่ใหญ่กับพี่รองจะลืมเขาเสียแล้ว
“ใช่ ยังมีเจ้าด้วย”พี่น้องทั้งสองพูดพร้อมกัน ก่อนจะมองหน้ากัน และหัวเราะออกมาดังๆแล้วเรื่องนี้ก็จบลงท่ามกลางเสียงหัวเราะนี้
เริ่มฤดูใบไม้ผลิแล้วเห็ดเยื่อไผ่จะหมดไปแล้ว อุณหภูมิสูงเกินไปไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพวกมันถั่วงอกหัวโตยังสามารถจัดจำหน่ายต่อไปได้ส่วนปลาก็สามารถหาได้อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น หากเมื่อเมืองใหญ่เปิดเรียนแล้ว ในมือของพวกเขาสิ่งที่สามารถแลกเงินได้มีเพียงถั่วงอกหัวโตเท่านั้นแต่สิ่งนี้ถือว่าทำเงินได้น้อยพอสมควรจะเพียงพอแค่สำหรับใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้นนางจำเป็นต้องคิดหาหนทางที่จะทำให้ร่ำรวยขึ้นเส้นทางอื่น
เมื่อก่อนคิดเรื่องการปลูกผักแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาของมันแล้ว หากเกิดการเปรียบเทียบคุณภาพผักขึ้นมาเมื่อไหร่นางจึงจะลงมือ ไม่เช่นนั้นกว่าจะปลูกมันขึ้นมาได้ต้องใช้แรงไปมากมายแต่กลับแลกอะไรมาไม่ได้สักอย่าง ได้ไม่คุ้มเสียเอาเสียเลย
ฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูแห่งการเจริญเติบโตงอกงามของทุกสรรพสิ่งฤดูนี้หากเก็บสมุนไพรไปขายแลกเงิน จะหาเงินได้ค่อนข้างเร็ว
อย่างไรเสียเวลานี้พวกเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างบ้านอันดับแรกไถที่ดินรอบๆ ที่ซื้อมาเหล่านั้นเสียก่อน เตรียมเอาไว้เผื่อจำเป็นไม่แน่ว่าอีกประเดี๋ยวนางอาจจะใช้ปลูกผักขายได้
“พี่ใหญ่อีกไม่นานท่านก็ต้องไปรายงานตัวในเมืองใหญ่แล้วท่านว่าก่อนที่ท่านจะไปเรียนท่านสามารถช่วยข้าปรับที่ดินเหล่านั้นสักเล็กน้อยได้หรือไม่”เฉียวซีบอกสิ่งที่ตนกำลังคิดกับพี่ใหญ่
“เจ้าจะปลูกผักอีกหรือ”
“เจ้าค่ะ ถูกต้องแล้วปลูกผักเอาไว้กินเอง”
“ตกลง เจ้าต้องการให้ทำเท่าไรหรือ”
“ไม่ต้องเยอะมากก็ได้ สักหมู่เดียวก็พอแล้ว”
“ได้ก่อนจะไปข้าจะช่วยไถปรับที่ดินให้เจ้า”
“ขอบคุณพี่ชายมา ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้วบนภูเขาน่าจะมีสมุนไพรขึ้นเยอะ ข้าตั้งใจจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรไว้ถึงเวลาจะนำไปขายที่โรงยา”
“จะไปก็ได้ แต่ต้องไม่เข้าไปลึกนะ”เรื่องที่รับปากไปแล้ว เขาจะไม่รู้สึกเสียใจในภายหลัง แต่เรื่องที่จำเป็นต้องกำชับเขาก็ยังคงต้องกำชับอีกครั้ง
“อืม ข้าจะไม่เข้าไปลึกแน่นอน”
นางจะไม่ไปแน่นอน เวลานี้นางจะทำยาผงยาลูกกลอน สิ่งเหล่านี้เมื่อขายแล้วจะทำเงินได้มากทีเดียว
ดังนั้นหลังจากเทศกาลหยวนเซียวเฉียวซีก็ไปที่ภูเขาทุกวันและเนื่องจากนางสัญญากับพี่ชายคนโตของนางว่าจะไม่เข้าไปลึกนางจึงเปลี่ยนหาสมุนไพรสถานที่ทุกวัน นั่นยังทำให้นางหาพวกมันได้ไม่น้อยทีเดียวครึ่งหนึ่งในนั้นนางทำเป็นยาขณะที่ยังบนภูเขา หลังจากทำยาเสร็จแล้วจึงใส่ไว้ในแหวนเก็บของส่วนสมุนไพรที่เหลือไว้อีกครึ่งหนึ่งก็นำกลับบ้าน หลังจากเก็บสะสมไปนับสิบวันนางก็เก็บยาสมุนไพรได้เป็นจำนวนมาก
หลังจากนั้นสิบวัน นางแบกสมุนไพรเหล่านั้นไว้บนหลังแล้วบอกกับพี่ชายคนโตของนางและมุ่งหน้าไปในเมืองเพียงลำพัง
เมื่อเฉียวซีมาถึงหน้าหมู่บ้านนางบังเอิญพบกับเฉียวซื่อเหยฺผู้ซึ่งกำลังจะลากเกวียนวัวไปในเมืองพอดี
“เฉียวซี ขึ้นมาสิ”เฉียวซื่อเหยฺบอกให้นางขึ้นไปนั่งเกวียนวัว
“ขอบคุณท่านปู่มาก”หลังจากกล่าวของคุณเฉียวซื่อเหยฺ เฉียวซีก็แบกตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นไปบนเกวียนวัว
เกวียนวัวโยกไปโยกมาจนถึงทางเข้าเมืองในเวลานี้ทางเข้าเมืองแน่นขนัดไปด้วยผู้คนพวกเฉียวซีจึงถูกสถานการณ์บังคับให้ลงจากเกวียนวัวที่ทางเข้าเมือง
เฉียวซีอาศัยร่างกายเล็กๆของนางเบียดเข้าไปข้างใน แล้วจึงเห็นคุณชายอายุน้อยท่านหนึ่งหกล้มจนหัวแตกเลือดไหลไม่หยุด ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปทำอะไรเลย
ข้างๆคุณชายคนนั้นมีชายรูปร่างสูงใหญ่ยืนอยู่เขาชี้ไปยังคนสองสามคนที่นั่งตัวสั่นอยู่บนพื้นพร้อมตวาดด้วยความโมโห“ข้าบอกอะไรพวกเจ้าไว้อย่าง หากนายน้อยบ้านข้าเป็นอะไรไป ข้าจะมาเอาชีวิตพวกเจ้า”
เฉียวซีเพิ่งได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดจึงรู้ว่าเขาเหล่านี้เป็นหมอในสถานพยาบาลใหญ่ๆ ในเมืองประหลาดใจที่ไม่มีผู้ใดสามารถรักษาคุณชายผู้อยู่บนพื้นดินได้
คนชราท่านหนึ่งในนั้นตะโกนขึ้น“ไม่ใช่ว่าพวกข้าไม่ช่วย แต่แผลที่หน้าผากของเขาใหญ่มาก ห้ามเลือดไม่ได้”ในฐานะหมอ จะยอมเห็นคนตายไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่ช่วยเหลือได้อย่างไรแต่พวกเขาทำสุดความสามารถแล้วจริงๆ
ทันทีที่เสียงของชายชราเงียบลงก็มีคนกลุ่มหนึ่งรีบพาคนแก่อายุกว่าครึ่งร้อยมุ่งตรงเข้ามาแต่ไกล เมื่อทุกคนเห็นบุคคลท่านนั้นพวกเขาต่างต้องตกตะลึง นี่คือหมอจากสถาบันแพทย์หลวงหลังจากที่เขากลับไปที่ภูมิลำเนาเดิมเขาก็เปิดโรงยาเหรินจี้ถังและมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเชิญเขามาได้