หลังจากจัดการเื่เอกสารการเดินทางชำระหนี้บางส่วนให้แก่เสี่ยวินัยและยื่นใบลาออกจากที่ทำงานเก่าแล้วอมลรดาก็เดินทางสู่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พร้อมกับมิลันตีผู้ซึ่งเป็ทั้งเพื่อนและเป็ทั้งนายจ้างเมื่อแรกนั้นหญิงสาวตื่นเต้นเป็อย่างมากที่รู้ว่าประเทศที่มิลันตีทำงานอยู่เป็ประเทศบ้านเกิดของมารดาเธอเอง
อมลรดาไม่เคยเดินทางไปประเทศนี้มาก่อนแม้ที่นั่นจะมีตากับยายของเธออาศัยอยู่แต่พวกท่านก็มักเป็ฝ่ายเดินทางมาหาครอบครัวของเธอที่เมืองไทยแทนนี่ถ้าตากับยายของเธอยังมีชีวิตอยู่เธอคงจะตื่นเต้นดีใจมากกว่านี้และคงไม่ต้องมาเผชิญชะตากรรมเช่นนี้เพียงลำพัง
“เป็อะไรมล ร้องไห้ทำไม” มิลันตีที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็ห่วงเมื่อหันมาเห็นเพื่อนสาวนั่งน้ำตาซึม
“ไม่ได้เป็อะไรหรอกเราแค่คิดถึงครอบครัวของเราน่ะ” หญิงสาวตอบพลางใช้มือปาดน้ำตาทิ้งแล้วหันมาส่งยิ้มให้เพื่อนสาว
“ถ้าไม่เป็อะไรก็เตรียมตัวเถอะใกล้ถึงแล้วล่ะ”
นับจากที่มิลันตีบอกอีกยี่สิบนาทีต่อมาก็มีเสียงประกาศให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดเพราะเครื่องบินกำลังจะร่อนลงบนรันเวย์ภายในสนามบินของอาบูดาบีซึ่งเป็เมืองหลวงของประเทศแล้ว ความเศร้าจางหายไปความตื่นเต้นกลับมาสู่อมลรดาอีกครั้งเมื่อได้เหยียบย่างลงบนผืนแผ่นดินต่างแดนเป็ครั้งแรก
“ตื่นเต้นเหรอมล” มิลันตีถามยิ้มๆ
“ใช่...ก็ฉันเพิ่งเคยมาต่างประเทศเป็ครั้งแรกนี่นา”
“เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะพาเธอเที่ยวให้ทั่วเมืองนี้เลย”
“จริงๆ นะ” อมลรดาหันมาเขย่าแขนเพื่อนด้วยความดีใจ
“จริงสิแต่ตอนนี้เรารีบเดินออกไปกันก่อนดีกว่า ป่านนี้ลูกน้องฉันคงมาคอยรอรับแล้วล่ะ” จบคำมิลันตีก็เดินลากกระเป๋าเดินทางของตัวเองนำหน้าไป เมื่อเดินออกมาถึงจุดรอรับผู้โดยสารแล้วมิลันตีก็โบกมือทักทายผู้หญิงคนหนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปหา
“มล นี่จิ๊บพนักงานในร้านนวดของเราเองจิ๊บ...นี่มลเพื่อนพี่ที่บอกว่าจะมาทำงานด้วยไงล่ะ” มิลันตีแนะนำให้สองสาวได้รู้จักกันหลังจากได้รับการแนะนำเสร็จแล้วจิ๊บก็เป็ฝ่ายยกมือขึ้นไหว้อมลรดาก่อนพร้อมทั้งฉีกยิ้มกว้างให้ด้วยอย่างผูกมิตร
“สวัสดีค่ะพี่มลขอเรียกพี่มลว่าพี่นะคะเพราะจิ๊บอายุอ่อนกว่าสองปีค่ะ”
“ได้ค่ะน้องจิ๊บ” อมลรดายิ้มรับด้วยความพอใจระคนโล่งอกเพราะดูเหมือนเธอจะเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ดีคนหนึ่งแล้ว
“พี่มลสวยจังเลยนะคะนี่ถ้าไม่บอกว่าเป็คนไทยจิ๊บต้องนึกว่าเป็คนที่นี่แน่ๆ เลยพี่สวยออกอย่างนี้รับรองว่าลูกค้าต้องเข้าหาพี่จนแทบรับไม่ไหวเลยล่ะค่ะ”
“จิ๊บ” มิลันตีเรียกลูกน้องเสียงหนักๆก่อนจะหันมาฉีกยิ้มหวานให้เพื่อนสาวข้างกาย “ไปกันเถอะจะได้พักผ่อนกันเสียที” แล้วเธอก็เดินนำทุกคนออกไปอมลรดากับจิ๊บเลยต้องรีบเดินตาม
มิลันตีมีรถส่วนตัวไว้ใช้สอยดังนั้นทั้งสามคนจึงไม่จำเป็ต้องมายืนคอยรถแท็กซี่ให้เสียเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงจิ๊บก็ขับรถพาสองสาวมายังอาคารสามชั้นสีสันสดใสซึ่งใช้เป็ทั้งร้านนวดและบ้านพักอาศัยไปในตัว
“เดี๋ยวเธอพักอยู่กับฉันที่นี่ไปก่อนนะมลเอาไว้เธอมีเงินมากพอจะซื้อคอนโดของตัวเองอยู่ได้เมื่อไรค่อยย้ายออกไปก็แล้วกันนะ” มิลันตีบอกเมื่อพาอมลรดาขึ้นมายังชั้นบนสุดของตัวตึกและพามายังห้องว่างที่เหลืออยู่“เธออยู่ห้องนี้นะ ส่วนห้องของฉันอยู่ถัดไปมีอะไรก็เข้าไปหาฉันได้ตลอดเวลาเลยนะ”
“ขอบใจมากนะอ้อเธอเป็เพื่อนที่ดีของฉันจริงๆ ฉันจะไม่มีวันลืมบุญคุณของเธอเลย” อมลรดาเดินเข้ามาจับมือเพื่อนไว้แล้วกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจมิลันตียิ้มให้พลางตบหลังมือเพื่อนสาวเบาๆ
“ไม่เป็ไรเราเป็เพื่อนกันนี่นา เธอพักผ่อนให้เต็มที่นะ พรุ่งนี้ฉันจะพาไปเที่ยว”
“จ้ะ”
เมื่อมิลันตีออกจากห้องไปแล้วอมลรดาก็เดินมาเปิดผ้าม่านสีฟ้าอ่อนออกจนสุดสายภาพตึกน้อยใหญ่ ผู้คนที่เดินไปเดินมาและรถราที่วิ่งกันอยู่บนท้องถนนก็ปรากฏให้เห็นหญิงสาวเลือกที่จะยืนมองทิวทัศน์อยู่แต่ในห้องที่ติดแอร์เย็นฉ่ำมากกว่าจะออกไปยืนอยู่ที่ระเบียงด้านนอกเพราะไม่อยากรับไอร้อนของแสงแดดยามบ่ายเช่นนี้
“นี่น่ะเหรอคือเมืองที่แม่กับตาและยายของเราเคยอยู่” หญิงสาวพึมพำออกมาพลางกวาดตามองอย่างสนใจพรุ่งนี้เธอคงได้ออกไปสำรวจได้ถนัดตามากกว่านี้ อมลรดาคิดก่อนจะเดินมานั่งยังเตียงนุ่มแล้วเอนหลังลงนอนแม้จะเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนแต่ใบหน้านวลยังคงอิ่มเอิบและดวงตายังคงมีประกายแห่งความหวังริมฝีปากอิ่มแย้มบางๆ เมื่อคิดถึงอนาคตอันสดใสของตนเอง
เธอตั้งใจที่จะทำงานเพื่อหาเงินไปใช้หนี้เสี่ยวินัยให้หมดและพอหมดแล้วก็จะเก็บเงินให้ได้สักก้อนหนึ่งจากนั้นเธอก็จะกลับไปหางานทำที่เมืองไทยอีกครั้งเพราะเธอไม่คิดจะทำงานอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตหญิงสาววาดหวังอนาคตอย่างมีความสุขจนกระทั่งผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง
แม้อากาศค่อนข้างร้อนจัดเพราะเป็ประเทศแห่งทะเลทรายแต่อมลรดาก็ยังรู้สึกสนุกที่ได้เดินเที่ยวตามสถานที่ต่างๆในรัฐอาบูดาบี วันแรกมิลันตีและจิ๊บที่อาสามาขับรถให้พาอมลรดาไปตามสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่ผู้คนนิยมไปกัน ไม่ว่าจะเป็สถาปัตยกรรมที่สำคัญทางศาสนาซึ่งหญิงสาวไม่มีปัญหาในการเข้าชมภายในเพราะแต่งตัวปกปิดมิดชิดมาพร้อมนั่นก็คือเสื้อยืดสีขาวขนาดพอดีตัวคลุมทับด้วยเสื้อยีนแขนยาวสีกรมกับกางเกงยีนขายาวสีเดียวกับเสื้อคลุมแต่ถึงกระนั้นทั้งสามสาวก็ยังต้องหาผ้ามาคลุมศีรษะเอาไว้ด้วยเพราะสถานที่แห่งนี้เป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แถมยังคงมีการประกอบพิธีทางศาสนาอยู่จึงเคร่งครัดเป็พิเศษ
พอตกบ่ายมิลันตีก็พามาเที่ยวอีกทีหนึ่งก็คือมัสยิดชีคชาเยดซึ่งเป็หนึ่งในมัสยิดที่ใหญ่และใหม่ที่สุดของโลกเลยทีเดียว มัสยิดแห่งนี้ใหญ่โตและสวยงามมากเพราะมีโคมไฟระย้าคริสตัลชวารอฟสกี้สีทองประดับประดาไปทั่วทำให้ดูระยิบระยับงามจับตายิ่งนักโดมและเสาทำจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์มีพรมเปอร์เซียทอด้วยมือผืนใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา สถานที่แห่งนี้งดงามราวกับเมืองในเทพนิยายอมลรดาจึงถ่ายรูปไม่หยุดจนกระทั่งพอใจแล้วนั่นแหละถึงได้พากันกลับบ้าน
วันที่สองมิลันตีพาอมลรดาไปเดินเที่ยวตลาดและหาของกินอร่อยๆทานกันก่อนจะพาไปเที่ยวที่ป้อมปราการอัลจาฮิลีซึ่งเป็ป้อมปราการเก่าแก่จากนั้นก็ไปกันต่อยังหมู่บ้านประวัติศาสตร์ซึ่งรวบรวมของใช้เก่าแก่รวมถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวอาหรับแบบทะเลทรายเช่น เต็นท์ขนแกะ แคมป์ทะเลทรายแบบจำลอง อูฐ และการสาธิตระบบชลประทานแบบฟาลาจการสาธิตศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นและการจัดแสดงการล่าสัตว์ด้วยเหยี่ยวซึ่งอย่างหลังจะมีในบางโอกาสเท่านั้นให้ได้ชมกัน
“เธอเคยเห็นผลอินทผลัมไหมมล” จู่ๆ มิลันตีก็ถามขึ้นขณะกำลังนั่งรถออกมาจากหมู่บ้านประวัติศาสตร์ด้วยกัน
“เคยแต่ได้ยินชื่อแต่ไม่เคยเห็นหรอกทำไมเหรอ”อมลรดาที่นั่งอยู่ทางด้านหลังของรถตอบก่อนจะเอ่ยถามต่ออย่างสงสัยว่าเพื่อนถามทำไมกัน
“ฉันจะพาไปดูไงที่นี่มีการจัดงานเทศกาลอินทผลัมด้วยนะ มีอินทผลัมหลายสายพันธุ์มาจัดแสดงให้เลือกซื้อเยอะแยะเต็มไปหมดเลยล่ะจะว่าไปแล้วมันก็เหมือนงานเทศกาลผลไม้บ้านเรานั่นแหละเพียงแต่ที่นี่มีแค่อินทผลัมอย่างเดียวเท่านั้นเพราะมันเป็พืชเศรษฐกิจของประเทศ”
“ว้าวฉันอยากไปเที่ยวงานนี้จัง เธอจะพาไปเมื่อไรเหรอ” อมลรดาถามด้วยความตื่นเต้น
“ประมาณกลางปีหน้าน่ะ เพราะส่วนมากเขาจะจัดกัน่เดือนกรกฎาคม”
“ว้า อีกนานเลย”
“เอาน่าเดี๋ยวฉันพาไปดูที่ตลาดใกล้ๆ บ้านก่อนเราจะแวะกินข้าวเย็นกันก่อนกลับบ้านนะเพราะฉันี้เีกลับไปทำ” มิลันตีบอกซึ่งเพื่อนอีกสองคนก็ไม่ขัดข้องทั้งสามแวะกินข้าวข้างทางจนกระทั่งอิ่มหนำกันแล้วก็กลับบ้านกันมาด้วยท่าทางอิดโรยเพราะวันนี้เดินเที่ยวกันทั้งวันดังนั้นคืนนี้ทุกคนจึงนอนหลับกันได้อย่างง่ายดาย
วันแรกของการทำงานอมลรดารู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมากหญิงสาวยังนวดไม่เป็ดังนั้นมิลันตีจึงให้คอยต้อนรับลูกค้าด้านนอกไปก่อน ตลอดทั้งวันของการทำงานอมลรดาสังเกตได้ว่าลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการนั้นส่วนมากจะเป็ผู้ชายคละเคล้าอายุกันไปแถมบางคนยังมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ จนเธอรู้สึกอึดอัดยิ่งนัก นึกอยากจะเดินหนีเข้าหลังร้านเสียหลายหนแต่ก็ไม่สามารถทำได้ตามใจ้า
“เป็ยังไงบ้างมล ไหวไหม” มิลันตีเอ่ยถามยิ้มๆ ขณะกำลังทานข้าวเย็นด้วยกันในครัว
“ไหวสิ แค่คอยต้อนรับลูกค้าเองถ้าไม่ไหวก็คงไม่ต้องไปทำมาหากินอะไรกันแล้วล่ะ”อมลรดาตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยถามเพื่อนด้วยความอยากรู้ “เออนี่อ้อ...ร้านเธอรับนวดนอกสถานที่ด้วยเหรอ”
“รับสิไม่งั้นรายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายหรอก เพราะแค่ค่าเช่าตึกหลังนี้ก็หลายพันเดอร์แฮมแล้วไหนจะค่าน้ำค่าไฟ เงินเดือนพนักงาน ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของฉันอีกลำพังรับลูกค้าแค่ที่ร้านไม่พอใช้หรอกเพราะร้านเราไม่ได้ใหญ่โตอะไรวันๆ หนึ่งเลยรับลูกค้าได้น้อยไปนวดถึงบ้านน่ะรายได้ดีนะรู้ไหม พนักงานที่บริการได้ถูกใจจะได้ทิปต่างหากมาด้วยล่ะพนักงานของฉันถึงได้อยากออกไปนวดให้ลูกค้าที่บ้านมากกว่ายังไงล่ะ”
อมลรดาฟังแล้วก็ตาโตทันทีอยากได้ทิปบ้างเหมือนกัน เพราะหากได้ทิปจากลูกค้าทุกวันบวกกับเงินเดือนที่ได้รับทุกเดือนเธอคงมีเงินเก็บก้อนโตกลับไปใช้หนี้เสี่ยวินัยได้ภายในสองปีแน่ๆ
“แบบนี้นี่เองถึงว่าสิทำไมในแฟ้มประวัติพนักงานถึงได้มีพนักงานเกือบสามสิบคนแน่ะ เออนี่แล้วเมื่อไรฉันจะได้นวดล่ะอ้อฉันอยากนวดเป็สักที”
“ไม่ต้องใจร้อนหรอกน้าอีกสองสามวันฉันก็จะให้เธอออกนวดแล้วเพราะตอนนี้เริ่มมีลูกค้าจองตัวเธอแล้วล่ะ” มิลันตีพูดยิ้มๆ พลางหันไปสบตากับจิ๊บอย่างมีเลศนัย
“เอ๊ะ...มีจองตัวกันไว้แต่เนิ่นๆด้วยเหรอ” อมลรดาถามอย่างสงสัยความที่ไม่เคยเข้าไปนวดแผนไทยตามร้านมาก่อนเลยไม่รู้ว่าเขาทำงานกันเป็ยังไง
“มีสิอย่าเพิ่งถามอะไรมากเลย เอาไว้เธอเริ่มงานวันแรกเดี๋ยวก็รู้ทุกอย่างเองนั่นแหละ” มิลันตีตัดบทแล้วลงมือทานอาหารต่อ อมลรดาจึงไม่ซักถามอะไรอีก
ความตั้งใจที่จะทำงานเก็บเงินไปใช้หนี้เสี่ยวินัยของอมลรดาต้องเป็หมันเมื่อในคืนก่อนวันเริ่มทำงานนวดเพียงหนึ่งวันหญิงสาวดันไปได้ยินสิ่งที่น่าใเข้าโดยบังเอิญ กลางดึกเธอรู้สึกหิวน้ำจึงลงมาหาน้ำดื่มในครัวและเมื่อดื่มเสร็จก็เดินเข้าห้องน้ำที่อยู่ติดกับห้องครัว
“บ้าจริง ไฟเสียเหรอเนี่ย” อมลรดาบ่นอย่างหัวเสีย และเพราะความี้เีเดินขึ้นบันไดไปเข้าห้องน้ำที่ชั้นสองทำให้หญิงสาวตัดสินใจเข้าห้องน้ำชั้นนี้แทนเธอเดินไปเปิดไฟห้องครัวเอาไว้เพื่อให้แสงไฟลอดใต้ประตูห้องน้ำและที่ระบายอากาศเข้ามาในห้องน้ำจะได้เห็นได้รางๆ
เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วอมลรดาก็เดินมาล้างมือที่อ่างล้างหน้าก็พอดีกับที่ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินลงบันไดมาพร้อมกับเสียงพูดคุย
“พี่มลจะไม่โวยวายไปแจ้งตำรวจเหรอพี่อ้อ”
สิ่งที่ได้ยินทำให้มือบางที่กำลังเอื้อมไปเปิดประตูหยุดชะงักห้องน้ำอยู่ติดกับบันไดพอดีดังนั้นเสียงที่ได้ยินจึงชัดแจ๋วเลยทีเดียวอมลรดาเกิดความสงสัยเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยินจึงตัดสินใจยืนฟังอยู่เฉยๆ ไม่คิดเปิดประตูห้องน้ำออกไปอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก
“ไม่หรอกน่าโดนเข้าไปครั้งสองครั้งขี้คร้านจะติดใจซะมากกว่าตอนนี้ยัยมลมัน้าเงินไปใช้หนี้ ให้ทำอะไรมันทำหมดแหละน่า” มิลันตีบอกด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ดวงตาเปล่งประกายสะใจอย่างไม่ปิดบังที่เธอรู้สึกเช่นนี้ก็เพราะมีปมด้อยมาั้แ่เด็กเธอนึกอิจฉาอมลรดามาโดยตลอดที่มีครอบครัวที่อบอุ่นและมีฐานะดีแม้จะไม่ร่ำรวยแต่ก็ไม่ถึงขนาดอดๆ ยากๆเหมือนครอบครัวของเธอที่มีกันเพียงแค่สองคนแม่ลูกส่วนพ่อนั้นหนีไปอยู่กับผู้หญิงใหม่ั้แ่เธออายุได้เพียงสี่ขวบเท่านั้น
มิลันตีนึกถึงอดีตของตัวเองด้วยความเ็ปเธอต้องขอความช่วยเหลือในทุกๆ ด้านจากคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็เสื้อผ้า การศึกษาหรือแม้แต่อาหารการกินเพราะแม่ของเธอไม่มีเงินมากพอเนื่องจากทำงานรับจ้างทั่วไปแล้วแต่คนจะจ้างเสื้อผ้าเกือบทุกชุดที่เธอใส่ก็เป็ของเก่าของอมลรดาที่เมตตาบริจาคมาให้ทั้งนั้น ดังนั้นทุกครั้งที่เธอเจอหน้าเพื่อนสาวคนนี้มักจะมีความรู้สึกอับอายแกมริษยาอยู่บ่อยๆจึงไม่เคยพาตัวเองไปสนิทสนมกับอีกฝ่ายเลย
มิลันตีนึกถึงเื่น่าอับอายที่เธอกระทำในตอนโตเธอต้องขายตัวให้เสี่ยแก่ๆ ตัณหากลับทั้งหลายเพียงเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายส่วนตัวและเลี้ยงแม่จนกระทั่งเธอได้เดินทางมาทำงานที่นี่และค้นพบเส้นทางธุรกิจของตนเองในที่สุดแต่กว่าจะยืนด้วยขาของตัวเองได้เธอก็ต้องพบเจอเื่เลวร้ายมามากมายทว่ามันก็คุ้มค่ากับจำนวนเงินที่ได้รับกลับมาเงินที่ทำให้เธอกับแม่ได้อยู่อย่างสุขสบายจนถึงทุกวันนี้
โลกเราไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆวันนี้ไม่มีแต่วันข้างหน้าอาจมีก็ได้ ดูชีวิตของเธอกับอมลรดาเป็ตัวอย่างสิเธอร่ำรวยขึ้นในขณะที่เพื่อนสาวจนลงๆ จนต้องมาของานเธอทำ มิลันตีหัวเราะออกมาเบาๆด้วยความสะใจก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความสงสัย
“เอ๊ะ ใครมาเปิดไฟทิ้งไว้เนี่ย”
“คงจะเป็ยัยแนนมั้งพี่อ้อมันชอบลืมปิดไฟทุกทีเลย” จิ๊บสันนิษฐานจากประสบการณ์ที่ผ่านมาแนนเพื่อนร่วมงานของเธอมักขึ้นนอนเป็คนสุดท้ายและชอบลืมปิดไฟอยู่บ่อยๆจนโดนมิลันตีต่อว่าไปหลายครั้ง
“นังแนนนี่มันน่าไล่ออกจริงๆบอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าห้ามลืมปิดไฟ ค่าไฟยิ่งแพงๆ อยู่ด้วย”มิลันตีบ่นอุบก่อนออกปากสั่งสาวรุ่นน้อง “แกออกไปเอากระเป๋าในรถคนเดียวก็แล้วกันยัยจิ๊บส่วนฉันจะเดินไปเอาเบียร์ในตู้เย็นเอง คืนนี้เรามาฉลองกันดีกว่า”
“ก็ได้ว่าแต่พี่จะไม่แบ่งให้จิ๊บบ้างเหรอค่าตัวพี่มลได้มาตั้งเยอะนี่แบ่งให้จิ๊บสักสิบเปอร์เซ็นต์ก็ได้ นะๆๆจิ๊บอยากได้มือถือเครื่องใหม่กับเสื้อผ้าใหม่ๆ บ้างน่ะ”
“แหม...ยัยจิ๊บแกไม่เคยลงทุนลงแรงอะไรเลยนะ ยังมีหน้าจะมาขอส่วนแบ่งอีก”
“พี่อ้อก็ไม่ได้ลงทุนลงแรงอะไรเหมือนกันนั่นแหละ” จิ๊บตอบโต้กลับบ้างอย่างไม่กลัวเ้านายจะโกรธเพราะอยู่ด้วยกันมานานจนรู้ใจกันดี
“ไม่ได้ลงทุนอะไรกันยะฉันต้องจ่ายเงินใช้หนี้ให้ยัยมลมันไปเกือบครึ่งแสนเลยนะยะ”
“แหม...แต่พี่ก็ได้ทุนคืนเกินคุ้มไม่ใช่เหรอเสียไปเกือบครึ่งแสนแต่ได้คืนมาเกือบครึ่งล้านและก็ยังจะได้เปอร์เซ็นต์จากการรับงานของพี่มลอีกเรื่อยๆอีก เพราะสวยๆ อย่างพี่มลน่ะลูกค้าคงจองตัวให้ไปบริการถึงบ้านทุกวันแน่ๆแหม...คิดแล้วก็อิจฉาจัง ถ้าจิ๊บสวยเหมือนพี่มลก็ดีสิ ลูกค้าจะได้เข้าหาเยอะๆเผื่อฟลุ๊คทำให้ลูกค้าเศรษฐีบางคนติดใจจนยอมรับไปเลี้ยงเป็เมียเก็บจะได้สบายไปทั้งชาติ”
“อยู่กับฉันยังไม่สบายอีกเหรอยะ” มิลันตีว่าอย่างหมั่นไส้ จิ๊บย่นจมูกใส่ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปหยิบกระเป๋าของนายสาวที่ลืมทิ้งไว้ในรถั้แ่เมื่อบ่ายส่วนมิลันตีก็เดินไปเปิดตู้เย็นในครัวเพื่อหยิบเบียร์กระป๋องออกมาเมื่อได้ของที่้ากันแล้วหญิงสาวทั้งสองก็พากันเดินขึ้นชั้นสามไปโดยไม่ลืมปิดไฟ
พอทุกอย่างอยู่ในความเงียบสงบดังเดิมแล้วประตูห้องน้ำก็ค่อยๆถูกเปิดออกมา อมลรดาก้าวออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือดก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนพื้นหน้าห้องน้ำอย่างคนหมดแรง
นี่มันอะไรกันทำไมอ้อถึงได้ทำกับเราแบบนี้หยาดน้ำใสไหลรินออกมาจากดวงตาคู่งามที่ฉายแววเจ็บช้ำระคนผิดหวังเพราะไม่คิดว่าคนที่เธอคิดว่าเป็เพื่อนมาตลอดจะทำกับเธอแบบนี้ได้ลงคอแม้สิ่งที่มิลันตีกับจิ๊บคุยกันนั้นจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆแต่อมลรดาก็เข้าใจได้เป็อย่างดีว่างานบริการที่ทั้งคู่เอ่ยถึงคืองานอะไร
ขายตัว! นี่เธอถูกเพื่อนหลอกมาขายตัวยังต่างแดนอย่างนั้นหรือนี่หญิงสาวทุบหัวตัวเองให้สมกับความโง่เง่าเต่าตุ่นที่หลงเชื่อง่ายๆเพียงเพราะ้าเงินไปใช้หนี้และไว้ใจเพื่อนมากเกินไปอมลรดาร้องไห้ด้วยความเสียใจระคนโกรธแค้นนึกอยากไปอาละวาดใส่คนทั้งสองให้หนำใจแต่พอคิดได้ว่าอาจถูกมิลันตีกับจิ๊บจับตัวเอาไว้ก็ได้สติ
ไม่! เราจะต้องไม่ให้ทั้งสองคนนั้นรู้ว่าเรารู้แผนการทุกอย่างแล้วเราต้องนิ่งไว้แล้วหาทางหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้ หญิงสาวปาดน้ำตาทิ้งแล้วลุกขึ้นเดินกลับห้องนอนของตนเองเหมือนนักย่องเบาเพราะไม่อยากทำให้มิลันตีกับจิ๊บรู้ว่าเธอยังไม่นอน
“จะไปไหนเหรอมล”
เสียงทักที่ดังขึ้นทำให้ร่างบางต้องหยุดชะงักอยู่ตรงหน้าประตูร้านอมลรดาลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ดวงตางามฉายแววหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัดหัวใจดวงน้อยก็เต้นแรงเสียจนกลัวว่ามันจะทะลุออกมานอกอก
“ว่าไงจะออกไปไหนแต่เช้าเหรอ” มิลันตีถามย้ำพลางเดินเข้ามาใกล้พร้อมกันนั้นก็กวาดตามองการแต่งตัวของเพื่อนสาวไปด้วยอมลรดาอยู่ในชุดเสื้อยืดแขนยาวสีดำกับกางเกงยีนสีน้ำเงินเข้ม บนบ่าบางสะพายกระเป๋าใบย่อมเอาไว้เหมือนกับกำลังเดินทางไปไหน
“เอ่อ...คือ...” อมลรดาอึกอักเพราะหาคำพูดไม่ได้ก็ไม่ใช่ว่าจะหาไม่ได้ซะทีเดียวหรอกแต่เพราะเธอตื่นเต้นและหวาดกลัวมากเกินไปต่างหากสมองเลยสั่งการไม่ทัน
“ว่าไง” เมื่อไม่ได้คำตอบเสียทีมิลันตีเลยถามอีกครั้งด้วยเสียงหงุดหงิด “แล้วนี่แต่งตัวจะออกไปไหนเธอลืมไปแล้วหรือไงว่าวันนี้ต้องทำงานนวดเป็วันแรกนะ”
“ฉัน...ฉันไม่ได้ออกไปไหนไกลหรอกอ้อฉันแค่อยากไปเดินเล่นแล้วหาอาหารเช้าอร่อยๆ กินตรงแถวตลาดเท่านั้นน่ะฉันไปไม่นานหรอก รับรองว่ากลับมาทันเปิดร้านแน่ๆ”อมลรดาบอกเสียงสั่นนิดๆ และไม่ยอมหันไปสบตากับเพื่อน
“อย่างนั้นเหรองั้นก็ไปเถอะ”
“จ้ะๆ แล้วฉันจะรีบกลับมานะ”ว่าแล้วก็ทำท่าจะเปิดประตูกระจกใสออกไปแต่ต้องหยุดชะงักอีกครั้งเมื่อมิลันตีเอื้อมมือมาคว้าสายกระเป๋าของเธอไว้
“ไปแค่ตลาดไม่จำเป็ต้องเอากระเป๋าไปให้พะรุงพะรังหรอกพกแค่เงินไปเท่านั้นก็พอ”
“เอ่อ...”
“ทำไมมีอะไรในกระเป๋าที่เธอต้องใช้เหรอ”
คำถามแสนธรรมดาแต่ทำเอาคนฟังสะดุ้งโหยงเลยทีเดียวใบหน้าใสซีดเผือดก่อนจะปรับเป็ปกติแล้วหันมายิ้มแย้มให้เพื่อนสาวจอมทรยศ
“ไม่มีอะไรหรอกมีแค่กล้องถ่ายรูปกับโทรศัพท์เท่านั้นน่ะ ที่ฉันพกไปด้วยเผื่อว่าเจออะไรสวยๆจะได้ถ่ายรูปเก็บเอาไว้ดูไง”
“งั้นเหรอ” มิลันตีพยักหน้าพร้อมกับปล่อยมือจากสายกระเป๋า “ถ้างั้นเธอก็รีบไปเถอะจะได้รีบกลับมาช่วยกันเปิดร้าน”
“จ้ะๆ” อมลรดารับคำแล้วหันหลังให้ทันทีก่อนจะแอบผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกจากนั้นก็แทบจะวิ่งออกจากร้านไปเลยทีเดียว
มิลันตียืนมองตามหลังเพื่อนสาวไปจนสุดสายตาก่อนจะเดินไปที่โทรศัพท์บ้านเธอกดหมายเลขโทรศัพท์ที่จำได้ขึ้นใจอย่างรวดเร็วรอเพียงครู่ก็ได้ยินเสียงของคนปลายสายเธอจึงพูดถึงสิ่งที่้าให้อีกฝ่ายทำทันที
เหมือนหลุดออกมาจากขุมนรกอมลรดารู้สึกได้เช่นนี้จริงๆ หลังจากเดินออกมาจากร้าน หญิงสาวเดินจ้ำๆให้ห่างไกลจากตัวร้านมากที่สุดพลางมองหารถแท็กซี่ไปด้วยแต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่เป็ใจให้เธอทั้งหมดเพราะไม่เห็นมีรถแท็กซี่สักคันวิ่งมาทางนี้เลยและเพราะมัวมองหารถบนท้องถนนอมลรดาจึงเดินไปชนหญิงชราคนหนึ่งเข้าอย่างจังดีทว่าเธอไหวตัวทันเลยคว้าแขนของอีกฝ่ายเอาไว้ได้หญิงชราจึงไม่ล้มลงไปบนพื้นอิฐให้เจ็บตัว
“ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆฉันไม่ได้ตั้งใจ” เธอขอโทษขอโพยออกไปเป็ภาษาอังกฤษยกใหญ่พร้อมกับช่วยเหลือให้หญิงชรายืนได้อย่างมั่นคงขณะช่วยพยุงนั้นสายตาของอมลรดาเหลือบไปเห็นชายหนุ่มสองคนเข้าโดยบังเอิญซึ่งเธอก็จำได้ในทันทีว่าเป็ใคร
“แย่แล้ว” หญิงสาวอุทานออกมาพร้อมกับปล่อยมือจากแขนหญิงชราทันทีแล้วหันหลังเดินแกมวิ่งจากไปเธอเอี้ยวหน้ากลับมามองก็เห็นว่าสองหนุ่มวิ่งตามมาเหมือนกัน เธอเลยเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้นจนกลายเป็วิ่งไปในที่สุด
เราถูกตาม!ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่ามิลันตีรู้ตัวแล้วน่ะสิว่าเราคิดจะหนี รู้ได้ยังไงกันเราทำพิรุธอะไรให้จับได้กันนะ อมลรดาคิดไปด้วยวิ่งหนีไปด้วยอย่างสงสัยชายสองคนซึ่งเธอจำได้ว่าเป็ยามเฝ้าร้านของมิลันตียังคงวิ่งตามมาอย่างไม่ลดละหญิงสาววิ่งเข้าไปในฝูงชนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของกินยามเช้าก่อนไปทำงานเธอเกือบจะถูกจับตัวไว้ได้แล้วดีแต่ว่าไหวตัวทันและคว้าเก้าอี้พลาสติกมาทุ่มใส่อีกฝ่ายได้ทันเวลาเสียก่อน
อมลรดาวิ่งเข้าไปในตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่านก่อนจะวิ่งเข้าไปในซอยๆหนึ่งซึ่งมันก็สามารถแยกออกไปได้อีกหลายซอยเหมือนกัน เธอวิ่งลัดเลาะไปเรื่อยๆจนกระทั่งไปเจอกับคอกสัตว์เข้าหญิงสาวหันซ้ายแลขวาอย่างไม่รู้จะไปทางไหนต่อดีและที่สำคัญเธอรู้สึกเหนื่อยแล้วก็หิวจนแสบท้องไปหมดแล้วตอนนี้
“เอาวะ หลบตรงนี้ก่อนก็แล้วกันวิ่งไม่ไหวแล้ว”อมลรดาเดินเข้าไปในคอกสัตว์ซึ่งไม่มีใครอยู่เลยสักคนเดียวหญิงสาวเลือกซ่อนตัวอยู่หลังกองฟางที่เป็มุมอับลับสายตาคนแม้จะมีกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์โชยมาแตะจมูกเป็ระยะๆแต่เธอก็จำต้องทนเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง