เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 161 รับไว้

            เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตนและไป๋ฝูฉวีท่าทีของอานหยางก็เปลี่ยนไปไม่เป็นปกติ ที่ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่เขาออกมาจากหอบุรุษเขาก็รู้สึกว่าเรื่องพรรค์นี้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจยิ่งนัก

            เมื่อได้เห็นท่าทีไม่ปกติของอานหยาง อานฮูหยินก็รีบหยุดและเปลี่ยนหัวข้อในการสนทนาเอ่ยว่า “แม่เข้าใจแล้วแต่นางบอกว่าในท้องของนางมีเด็กอยู่ ตอนนี้อายุครรภ์ครบแปดเดือนแล้ว

            แม่จึงคิดว่ายังดีที่ในท้องของนางมีสายเลือดของเจ้าอยู่ควรจะไปรับตัวนางมาเพื่อไม่ให้สายเลือดของพวกเราอยู่ข้างนอกนั่น ดีหรือไม่?”

            อานหยางรู้สึกประหลาดใจเขาคิดไม่ถึงว่าไป๋ฝูฉวีจะตั้งครรภ์

            เขาไม่มีความทรงจำในช่วงแรกว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างตนและไป๋ฝูฉวีแต่เมื่อเห็นสภาพของไป๋ฝูฉวี เขาก็คาดเดาว่าต้องมีเรื่องบางอย่างระหว่างตนและนางแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาไป๋ฝูฉวีก็ไม่ได้พูดสิ่งใด เขาจึงคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

            อานหยางไม่เคยนึกสงสัยว่าไป๋ฝูฉวีจะตั้งครรภ์ตอนนี้เมื่อลองคิดดูก็เห็นได้ชัดว่านางอ้วนขึ้นไม่น้อย เอวก็ดูหนาขึ้นมาก

            ตอนนั้นก็คิดว่านางเพียงอ้วนขึ้นตอนนี้เมื่อลองนำเดือนมาคิดดูดีๆ เด็กในท้องคนนั้นก็น่าจะเป็นบุตรของเขาจริงๆ

            แต่อานหยางไม่ได้รู้สึกปีติยินดีในการเป็นบิดาครั้งแรกเลย

            อาจเป็นเพราะมารดาของเด็กคนนี้คือไป๋ฝูฉวีสตรีที่เขาเกลียดชังเป็นอย่างยิ่ง หรืออาจเป็นเพราะเขาไม่เคยคิดเลยว่าเด็กสองคนนั้นเป็นลูกของตน

            ในใจจะรู้สึกอย่างไรก็ช่าง แต่แน่นอนว่ามันมิรู้สึกถึงความสุขหรืออะไรเหล่านั้นแล้ว

            ได้ยินคำพูดของอานฮูหยินอานหยางก็หัวเราะโดยไม่รู้ตัว

            สตรีเลวทรามชั้นต่ำอย่างไป๋ฝูฉวีคู่ควรที่จะเข้ามาอยู่ในตระกูลอานหรือ?

            กล่าวตามตรง สตรีเลวทรามชั้นต่ำอย่างไป๋ฝูฉวีแม้แต่รองเท้าของเขานางก็มิคู่ควรสัมผัสเลยด้วยซ้ำ

            เมื่อครู่อานหยางอยากกล่าวว่า “นางจะตายอยู่ด้านนอกแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขา”แต่เมื่อนึกถึงคำพูดที่ท่านแม่กล่าวแน่นอนว่านางให้ความสำคัญกับเด็กในท้องยิ่งนัก ในใจรู้สึกรำคาญอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็รู้สึกสงสารหัวใจที่ต้องเจ็บปวดของท่านแม่ เขาจึงไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับไปอย่างไร

            ใช่สิ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตอนนี้เขากลายเป็นคนไร้ประโยชน์ไปแล้วในใจของเขารู้ดี

            สิ่งที่บรรดาหมอไม่ซ้ำหน้าเหล่านั้นพูดถึงวันตายเขาก็ไม่มีวันลืม

            ความจริงก็คือหากไม่มีบุตรที่อยู่ในท้องของไป๋ฝูฉวีตลอดชีวิตนี้เขาก็ไม่มีวันที่จะมีบุตรได้อีกแล้ว

            เมื่อนึกถึงตรงนี้ในใจของเขาครึ่งหนึ่งก็เกิดเป็นรสชาติขมขื่นส่วนอีกครึ่งหนึ่งไร้ซึ่งรสชาติใด

            แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นความเกลียดชังที่เขามีต่อไป๋ฝูฉวีก็ไม่มีร่องรอยความนึกสงสารอยู่เลยแม้แต่น้อยเรื่องของความรักยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง

            ไม่รู้เช่นกันว่าเพราะเหตุใดดวงตาของอานหยางถึงได้ปรากฏภาพสาวใช้ที่ถูกแจกันดอกไม้ปาใส่จนเลือดอาบใบหน้า เมื่อนึกถึงข้าวของหรือแจกันต่างๆที่โดนทำลายจนแตกกระจายไปทั่ว จู่ๆ ในใจของเขาก็เกิดความคิดใหม่ขึ้นมา

            เขายกมุมปากขึ้น หากลองมองรอยยิ้มนี้อย่างละเอียดแล้วก็จะเห็นความโหดเหี้ยมที่แฝงอยู่ “ขอรับ เอาที่ท่านแม่จะจัดการตามเห็นสมควรขอรับ”

            อานฮูหยินรู้สึกมีความสุขทันที นางไม่ได้สังเกตเห็นรอยยิ้มแฝงนัยของอานหยางเลยแม้แต่น้อยนางลุกขึ้นยืนด้วยความปีติ เตรียมพร้อมจะออกไปจัดการเรื่องของไป๋ฝูฉวี

            แต่ก็ได้ยินอานหยางกล่าวเสริมออกมาอีกประโยค “พื้นเพของนางเกิดจากชนชั้นต่ำต้อยแม้แต่เมียบ่าวก็ยังไม่คู่ควร รับนางเข้ามา รอจนลูกของนางคลอดก็จะสามารถล้างเท้าไพร่ของนางให้เปลี่ยนเป็นสถานะใหม่ได้คนประเภทนี้ไม่คู่ควรที่จะมารับใช้ลูกขอรับ”

            “ชาติกำเนิดต่ำต้อย? เช่นนั้นก็ไม่คู่ควรมาเป็นอนุภรรยาของหยางเอ๋อร์ของแม่”

            อานฮูหยินหน้านิ่วคิ้วขมวด ความปีติที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าหายไปหลายส่วน

            “อืมแม่จะจัดการอย่างดี จะเอาสัญญาการขายตัวของนางและมารดาของนางมาไว้ในมืออย่างน้อยมันก็ช่วยลดความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในเรือนหลังของพวกเราได้”

            อานหยางเงยหน้าขึ้น หันออกไปมองด้านนอกของหน้าต่างเห็นนกโลภตัวหนึ่งที่แอบซ่อนผลไม้เอาไว้อย่างเกินตัว ไม่ทันระวังจนบังเอิญตกลงมาจากยอดไม้

            ปีกของนกโง่ตัวนั้นมิอาจกระพือได้อีกมันตกลงมาที่พื้นเสียงดังกึก ส่วนคอหักทันที

            ใบหน้าของอานหยางปรากฏรอยยิ้มอันมืดมิดออกมา

            ไป๋ฝูฉวีเอ๋ย ดูเหมือนว่าการล้างเท้าที่จวนเพื่อเปลี่ยนสถานะใหม่จะเป็นความคิดที่ไม่เลวเลย

            ถึงเวลานั้นจะไม่เป็นเหมือนเจ้านกตัวนี้คิดว่าจะทำตามแผนที่วางไว้ได้อย่างนั้นหรือ?

            อานหยางรู้สึกคันยุบยิบที่ปลายนิ้ว

            คิดเช่นนั้นแล้วจิตใจของอานหยางก็เริ่มดีขึ้นอารมณ์ของอานฮูหยินก็พลอยดีตามไปด้วย

            “แม่ได้ยินว่ารอบเมืองซูโจวเกิดสงครามขึ้นแม้แต่ตระกูลหยวนก็ยังประกาศใช้กฎเหล็กขั้นสูงสุด ไม่ให้ใครเข้าหรือออก แม้เมืองหยางโจวของพวกเราจะไม่เคยทำสงครามแต่ก็ไม่อาจอยู่อย่างไร้กังวลได้ ช่วงนี้หากไม่มีเรื่องอันใดหยางเอ๋อร์ก็อย่าออกไปนอกจวนล่ะ”

            นางยังคงกล่าวย้ำกับอานหยางเกี่ยวกับเรื่องนี้แม้อานหยางไม่ได้สนใจ แต่ก็ยังไว้หน้านางและฟังต่อไป

            แต่ในระหว่างที่กำลังฟังเขาก็นึกเรื่องบางอย่างออกจึงเอ่ยออกมาด้วยความร้อนรน “ท่านแม่เคยได้ยินข่าวว่าสถานศึกษาตระกูลหยวนเกิดเรื่องใดขึ้นบ้างหรือไม่ขอรับ?”

            อานหยางต้องการถามเรื่องของหลี่ฮ้วนแต่เขาก็อับอายเกินกว่าที่จะเอ่ยปากพูดออกไป

            หลี่ฮ้วนไม่ได้เป็นคนดีอย่างแน่นอนตอนนี้เมื่อนึกย้อนกลับไป อานหยางถึงได้เข้าใจ

            “อืม ก็ได้ยินมาบ้างหลานชายคนโตของอาจารย์ใหญ่ของพวกเจ้าได้รับแต่งตั้งจากองค์ฮ่องเต้หญิงให้เป็นองครักษ์ผู้ใกล้ชิดของโอรสสวรรค์ตอนนี้ออกไปจากสถานศึกษาตระกูลหยวนแล้ว ไม่รู้เช่นกันว่าเขาทำอย่างไรถึงได้รับโชคใหญ่ถึงเพียงนั้น

            แม่ยังได้ยินว่าหยวนชิงจ้าวที่ลูกเคยถามก่อนหน้าตอนนี้ดูเหมือนว่าจะหายตัวไป ไม่รู้ว่าหญิงสาวตัวเล็กๆ จะวิ่งไปที่ไหนได้”

            อานฮูหยินไม่รู้เรื่องอื่นเรื่องราวที่นางรู้มีแค่นี้ พอเห็นสีหน้าของอานหยางแสดงอาการไร้ซึ่งความสุขก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองพูดสิ่งใดผิดเข้าอีกแล้วเช่นนั้นจึงได้ห่อเหี่ยวไปเล็กน้อย

            อานหยางส่ายศีรษะ ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดถึงได้รู้สึกราวกับระหว่างหลี่ฮ้วนหนานหมิงเหอและเยี่ยนเจาเจามีเส้นอะไรบางอย่างที่เขาเองก็ไม่เข้าใจกั้นอยู่

            เยี่ยนเจาเจาหายตัวไปหลังจากที่ตนเข้าไปพัวพันนางไม่ได้โดนยัดเข้าไปในรถม้าพร้อมเขา เช่นนั้นนางไปอยู่ที่ใดกัน?

            อานหยางนึกถึงถุงหอมดอกหมิงเซียวใบนั้น...ดูเหมือนว่ามันจะหายไปหลังจากนั้น แต่ไม่รู้เช่นกันว่ามันหายไปที่ใด

            ดอกหมิงเซียวเป็นดอกไม้ที่งอกบนยอดเขาสูงเหนือปุยเมฆเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นจรุงใจ เมื่อนำมาทำเป็นถุงหอมกลิ่นของมันจะติดทนยาวนานแรมปี เพราะเหตุนั้นจึงได้มีราคาหลายพันตำลึงทอง

            ของล้ำค่าหายากเช่นนั้น อีกทั้งยังเป็นสิ่งของหายากเกินครอบครองตอนนี้มันไปไหนเสียแล้ว?

            อยู่กับเยี่ยนเจาเจาหรือ?

            เมื่อนึกถึงเยี่ยนเจาเจาก็ทำให้อานหยางอดสงสัยไม่ได้หรือว่าเยี่ยนเจาเจาได้ประสบกับสิ่งที่เขาโดนเช่นกัน?

            น่าเสียดายที่สมองของอานหยางมีไม่มากพอสำหรับสนับสนุนให้เขาคิดเรื่องนี้อย่างเข้าใจได้เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เกิดอาการเวียนศีรษะ สุดท้ายจึงยอมแพ้ไป

            คิดถึงเรื่องราววุ่นวายเหล่านี้อารมณ์ที่เคยดีของอานหยางก็ไม่มีแล้ว อานฮูหยินเห็นท่าทีของอานหยางที่ดูหดหู่ลงก็พยายามกล่าวเกลี้ยกล่อมเขาแต่พอไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะอารมณ์ดีขึ้น สุดท้ายนางจึงจากไปพร้อมน้ำตา

            การพูดคุยของวันนี้สิ้นสุดลง อานฮูหยินก็ไปจัดการเตรียมพร้อมเรื่องของไป๋ฝูฉวี

            ไม่รู้เช่นกันว่าเพราะเหตุใดเรื่องราวถึงได้ราบรื่นไปเสียหมดในตอนที่อานฮูหยินให้คนไปสืบเรื่องราวของไป๋ฝูฉวี มันราบรื่นเสียจนได้รู้ว่าไป๋ฝูฉวีคือบุตรสาวของนายท่านเฉินที่เกิดจากหญิงโสเภณี

            อานฮูหยินไม่เพียงรู้แค่เรื่องนี้ นางยังรู้เกี่ยวกับเรื่องความบาดหมางระหว่างไป๋ฝูฉวีและเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาตระกูลหยวนด้วยรู้ว่าไป๋ฝูฉวีใช้พวกลูกไม้เล็กๆ เหล่านั้น ช่างน่าหัวเราะเยาะเสียจริง

            แม้ว่าเดิมทีเรื่องการถอนหมั้นในครั้งนั้นจะทำให้นางโดนตำหนิอยู่ไม่น้อยแต่อย่างไรเสียระหว่างอานฮูหยินและนายหญิงเฉินก็ยังคงเป็นสหายรักกัน เมื่อเทียบกับเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่เป็นบุตรสาวของตระกูลชนชั้นสูงอานฮูหยินจึงไม่เต็มใจยิ่งนัก หากจะบอกเรื่องราวเกี่ยวกับสตรีที่เกิดมานอกคอกเช่นนี้ออกไปสู่ด้านนอก

            ตอนนี้ยังไม่ได้พบหน้าไป๋ฝูฉวีในใจของอานฮูหยินก็เกิดความรู้สึกไม่เต็มใจและรังเกียจยิ่งนักแล้ว นางยังนึกสงสัยด้วยว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างไป๋ฝูฉวีและอานหยางในช่วงชุมนุมล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงเป็นแผนการที่ไป๋ฝูฉวีวางเอาไว้

            แต่ถึงจะกล่าวเช่นนั้น ยามนี้เรื่องราวน่ารังเกียจเหล่านั้นล้วนถูกเก็บเอาไว้ที่ด้านหลังของเด็กน้อยที่อยู่ในท้องของไป๋ฝูฉวีแล้วรอจนนางคลอดออกมา ถึงเวลานั้นค่อยจัดการนางก็ยังไม่สาย

            อานฮูหยินถอนหายใจไม่หยุดเหตุใดงานแต่งงานของอานหยางถึงได้ไม่ราบรื่นเช่นนี้?

            เฉินเหลียนเอ๋อร์หนึ่งคน ไป๋ฝูฉวีเองก็เป็นบุตรสาวของตระกูลเฉินทั้งสองคนล้วนเป็นตัวหายนะที่มิอาจเปิดเผยต่อหน้าทุกคนได้

            ตอนนี้อานฮูหยินนึกไปถึงเรื่องที่ตนและนายท่านอานได้ย้ำเตือนกับอานหยางว่าให้ติดตามคู่พี่น้องหยวนอีเจินกับหยวนอีอ้าย ในน้ำเสียงที่กล่าวยังแฝงการดูถูกหยวนชิงจ้าวเอาไว้ด้วย

            แต่เมื่อลองนึกถึงยามนี้บุตรชายของตนกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ไปเสียแล้ว สภาพเช่นเขาจะไปสู่ขอบุตรสาวจากตระกูลใดได้?

            ตอนนี้หากคิดย้อนกลับไป ตอนนั้นบุตรชายของตนแสดงความสนใจต่อหยวนชิงจ้าวออกมาอย่างชัดเจนหากในตอนนั้นนางออกหน้าสู่ขอหยวนชิงจ้าวให้อานหยาง เรื่องราวที่เกิดขึ้นจะเดินมาถึงจุดจบอย่างวันนี้หรือไม่?

            ทว่าบนโลกใบนี้ไม่มียาแก้อาการเสียใจภายหลังให้หาซื้อได้แม้อานฮูหยินจะรู้สึกเสียใจมากเพียงใด แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงในข้อนี้เอาไว้

            ยามนี้อานหยางก็เป็นเช่นนี้แล้ว อานฮูหยินจึงทำได้เพียงไปรับตัวไป๋ฝูฉวีมาและหวังว่านางจะให้กำเนิดบุตรชายแก่ตระกูลอานได้

            เมื่อสืบหาค่าตัวของไป๋ฝูฉวีได้แล้วขั้นตอนต่อไปก็คือการนำหนังสือสัญญาการขายตัวของไป๋ฝูฉวีและไป๋เหมยผู้เป็นมารดามาไว้ในมือ

            ไป๋เหมยไม่ได้อยู่ในจวนหลังเล็กๆของนาง อานฮูหยินสืบลึกลงไปก็พบว่าไป๋เหมยติดการพนันมามากกว่าครึ่งปีแล้วนางหมกมุ่นอยู่กับการพนันในเมืองซูโจว และสูญเสียสมบัติที่มีอยู่ไปจนหมดสิ้น

            ไป๋เหมยพ่ายแพ้จนเงินที่มีอยู่มลายหายแต่นางไม่ยอมรับ เพื่อที่จะถอนทุนคืน นางจึงนำตัวเองและบุตรสาวไปจำนองเอาไว้ที่บ่อนแห่งนี้ฝันเฟื่องว่าจะสามารถพลิกกลับมาตั้งตัวได้อีกครั้ง ทว่าความจริงนางนั้นติดกับดักผู้อื่นไปตั้งนานแล้ว

            การพนันเป็นสิ่งที่มิอาจก่อประโยชน์ได้ยามที่ไป๋เหมยตระหนักได้ก็สายเกินไป มันไม่ทันกาลแล้ว

            ทว่านางเป็นเพียงของเก่าๆ และคนเหล่านั้นก็มิเคยพบไป๋ฝูฉวีมาก่อนหนังสือสัญญาขายตัวของทั้งสองราคาไม่ได้สูง ตระกูลอานใช้เงินเพียงน้อยนิดก็สามารถนำหนังสือสัญญาการขายตัวนั้นมาไว้ในมือได้

            สิ่งที่อานหยางต้องการทำตอนนี้ก็สำเร็จแล้วอานฮูหยินส่งคนไปที่สถานศึกษาตระกูลหยวนเพื่อดูท่าทีของไป๋ฝูฉวีว่าเป็นอย่างไรบ้าง

            เหล่าผู้คนในสถานศึกษาต่างเหยียดหยันไป๋ฝูฉวีนางเองก็ไม่ได้สนใจอะไร ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรอคนของตระกูลอานมาหา นางแสร้งทำเป็นคนไร้เดียงสาบอกว่าตนเป็นเด็กสาวบริสุทธิ์ ยามนี้โดนอานหยางย่ำยีจนตั้งครรภ์อย่างลับๆตระกูลอานจำเป็นต้องอธิบายสักอย่างต่อนาง

            ตอนนี้อายุครรภ์ของไป๋ฝูฉวีเกือบจะเก้าเดือนแล้วท้องโตยิ่งนัก แม้แต่เสื้อผ้าก็ไม่สามารถคลุมท้องของนางเอาไว้ได้เมื่อได้เห็นร่างที่ผอมบางเหมือนกิ่งไม้ของนาง ทุกคนต่างพากันเหงื่อตกเพราะกลัวว่าเอวของนางอาจจะหักได้

            ตระกูลอานส่งหญิงรับใช้มาสองคน และยังส่งหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องการทำคลอดมาที่สถานศึกษาตระกูลหยวนหลังจากที่จับชีพจรของไป๋ฝูฉวี สุดท้ายต่างบอกว่าลูกน้อยที่อยู่ในท้องของไป๋ฝูฉวีเป็นเพศชาย

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน