โหมวซือฉิงหน้าดำทะมึนทันควันเงียบไปพักใหญ่ถึงได้เอ่ยขึ้นว่า “วันนี้เป็นวันเกิดญาติคนหนึ่งของฉันปฏิบัติการคืนนี้ยังพอมีเวลา อีกอย่างเราจะได้เข้าร่วมหรือไม่ก็ยังไม่แน่นอนต้องรอคำสั่งจากผู้กำกับหูก่อน”
“อ้อ...”
สวี่ตงร้องอ้อ แล้วถามอีกว่า “ในเมื่อเป็นวันเกิดญาติคุณคุณพาผมไปด้วยคงไม่เหมาะมั้งครับ”
โหมวซือฉิงส่ายหน้า “ไม่เป็นไรฉันแค่ไปเจอหน้าแป๊บเดียว อีกอย่างเมื่อกี้นายถูกตาเฒ่าเถี่ยตอแยอยู่ไม่ใช่หรือไงนี่ฉันช่วยนายนะเนี่ย!”
สวี่ตงร้อง ‘โอ๊ะ’ แล้วนึกเรื่องก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้จึงยกมือตบหน้าผากแล้วพูดอย่างกระดาก“จริงด้วย ผมไม่อยากไปกินข้าวกับผู้เฒ่าเถี่ย!”
“เหอะ...”โหมวซือฉิงแค่นเสียง “ตาเฒ่าเถี่ยเป็นคนยังไงฉันรู้ดีกว่านายเยอะไม่ว่าที่นายพนันหินได้สิบล้านในวันนี้จะเป็นเพราะดวงหรือเพราะมีทักษะพิเศษอะไรก็ตามฉันกล้ารับประกันว่าตาเฒ่าเถี่ยต้องคิดว่านายมีทักษะลับจริงๆ แน่ เขาคิดแค่ว่าทำเงินได้ครั้งละตั้งสิบล้านเป็นใครจะไม่ตาลุกวาวบ้าง”
สวี่ตงเงียบ ครู่ใหญ่จึงพูดขึ้นว่า “ผมใช้ดวงจริงๆ ใช่ว่าคุณจะไม่เห็นนี่มันก็แค่หินก้อนหนึ่งผมไม่ได้มองทะลุมันได้สักหน่อยจะไปรู้ได้ยังไงว่ามีหยกอยู่ข้างใน”
โหมวซือฉิงเหยียดยิ้มมุมปากไม่ออกความเห็น “เอาเถอะๆ นายมีทักษะลับอะไรฉันไม่สนหรอก ถึงยังไงฉันก็เรียนรู้กลอุบายของนายไม่ได้อยู่ดีถึงฉันอยากเรียน แต่ผู้เฒ่าหลงคงไม่สอนฉันหรอกใช่ไหมล่ะ”
แค่โหมวซือฉิงไม่ไล่ต้อนเอาคำตอบสวี่ตงก็โล่งอกหันหน้าออกไปมองวิวนอกหน้าต่างถึงเห็นว่าพวกเขามาถึงถนนสายเล็กนอกเขตชานเมืองแล้วทว่าทิวทัศน์กลับงดงามกว่าแถบสีเขียวขจีริมถนนซีเจียงเสียอีกข้างหนึ่งเป็นภูเขาสีเขียวชอุ่ม อีกข้างหนึ่งเป็นแปลงผักและยังมีนาข้าวบางส่วน
ภายในรถเปิดเครื่องปรับอากาศ มิเช่นนั้น สวี่ตงก็อยากเปิดหน้าต่างรับลมสูดอากาศบริสุทธิ์ในแถบชนบทอากาศในชนบทย่อมดีกว่าอากาศที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกในเมืองอย่างแน่นอน
โหมวซือฉิงชำเลืองมองสวี่ตงก่อนจะเอื้อมมือไปปิดเครื่องปรับอากาศแล้วลดกระจกหน้าต่างลง“ฉันชอบอากาศในชนบทที่สุดเลยกลับมาทีไรต้องปิดแอร์แล้วเปิดหน้าต่างให้ลมเข้าทุกที!”
สวี่ตงพยักหน้าเห็นด้วย แล้วกดกระจกหน้าต่างรถฝั่งตัวเองลงบ้างไม่คิดมาก่อนว่าโหมวซือฉิงกับเขาจะมีความชอบคล้ายกัน
ภูเขาปี่เจี้ยตั้งอยู่ทางเหนือของเมืองถงเฉิงห่างจากเขตเมืองถงเฉิงเพียงยี่สิบกว่ากิโลเมตร ตอนเด็กๆ สวี่ตงก็เคยไปที่นั่นแต่พอโตขึ้นก็ไม่เคยได้ไปอีกเลยได้ยินมาว่าเหล่าชายหญิงที่มีความเลื่อมใสศรัทธาเดินทางไปที่นั่นมากมาย
คนส่วนมากที่ไปที่นั่นก็เพื่อสวดมนต์ขอพรบนภูเขาปี่เจี้ยมีวัดตั้งอยู่ ช่วงก่อนปฏิวัติวัฒนธรรมมีนักบวชอยู่จำนวนมากกลิ่นควันธูปแรง แต่หลังจากปฏิวัติวัฒนธรรมแล้วก็กระจัดกระจายกันไปเหลือนักบวชเฒ่าอยู่เพียงรูปเดียว ไม่รู้ว่าตอนนี้อายุเท่าไรแล้วไม่มีใครทราบแน่ชัด ตอนสวี่ตงยังเด็กเคยเจอที่วัดครั้งหนึ่งหลังจากโตขึ้นถึงจะไม่ได้ไปภูเขาปี่เจี้ยอีก แต่ก็ได้ยินว่ายังอยู่
แน่นอนว่าคนที่ไปวัดบนภูเขาปี่เจี้ยไม่ได้ไปเพื่อสักการะนักบวชเฒ่าเพราะนักบวชเฒ่าไม่เคยพูดคุยกับใครเลย หากไม่สวดมนต์ก็เอาแต่นั่งสมาธิยามกลางวันใช้เวลาส่วนใหญ่ปลูกต้นไม้อยู่หลังวัด ปลูกผักสวนครัวต่างๆเพื่อให้พึ่งพาตัวเองได้
บริเวณลานวัดอันกว้างขวางของวัดบนภูเขาปี่เจี้ยมี ‘มังกรหิน’ คดเคี้ยวเป็นคลื่นอยู่ตัวหนึ่งมังกรหินตัวนี้ไม่ได้แกะสลักโดยช่างฝีมือแต่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หัวมังกรตัวมังกร หางมังกร เท้ามังกร มีครบทุกอย่าง ว่ากันว่าในสมัยโบราณมีนักบวชเฒ่ารูปหนึ่งพบหินมังกรเข้าจึงตัดสินใจสร้างวัดเล็กๆบนภูเขาปี่เจี้ย หลังจากผ่านไปหลายยุคสมัยก็กลายมาเป็นวัดแห่งนี้
เกือบทุกคนที่ไปภูเขาปี่เจี้ยล้วนไปเพื่อสักการะมังกรหินตัวนี้ตอนสวี่ตงยังเด็กเคยได้ยินคนพูดกันว่ามังกรหินบนเขาปี่เจี้ยมี ‘จิตวิญญาณ’ ถึงขนาดมีคนบรรยายไว้อย่างชัดเจนว่าการสัมผัสมันสามารถรักษาโรคได้ทุกชนิดและการสักการะสามารถปัดเป่าเภทภัยทั้งหลายได้ จึงมีผู้คนมากมายเดินทางไปที่นั่น
หรือว่า ‘ญาติ’ ของโหมวซือฉิงจะไปสักการะมังกรหินบนเขาปี่เจี้ย
ถนนสายเล็กที่ทอดยาวขึ้นเขาสิ้นสุดอยู่ตรงไหล่เขา หากจะขึ้นไปอีกก็มีเพียงบันไดหินรอบเมืองถงเฉิงออกไปหลายร้อยกิโลเมตรไม่มีภูเขาลูกใหญ่ภูเขาปี่เจี้ยคือภูเขาที่ค่อนข้างใหญ่เพียงแห่งเดียวยอดเขาหลักมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลหนึ่งพันแปดร้อยเก้าสิบแปดเมตร จากสุดทางถนนสายเล็กต้องเดินขึ้นบันไดหินอีกกว่าแปดร้อยเมตรและเป็นทางชันตลอดทาง การปีนขึ้นไปไม่ใช่เรื่องง่าย
โหมวซือฉิงจอดรถไว้ริมทางตรงไหล่เขาที่นี่ยังมีรถออฟโรดจอดอยู่อีกสองคัน ดูเหมือนว่าวันนี้มีคนมาไม่มากนัก เธอมองสวี่ตงแล้วก็สำรวจไปรอบๆแล้วเอ่ยถามทันที “สวี่ตง นายจะขึ้นเขาไปกับฉันหรือจะรอฉันตรงนี้”
“ยังต้องขึ้นไปอีกเหรอครับ” สวี่ตงถามอย่างแปลกใจ“ญาติของคุณขึ้นไปสักการะหินมังกรเหรอ”
“ไม่ใช่”โหมวซือฉิงส่ายหน้า ตอนจะอ้าปากอธิบายนัยน์ตาพลันแดงก่ำ ถ้อยคำที่อยากพูดจึงไม่ได้พูดออกจากปากเธอรีบโบกมือแล้วพูดเสียงเบา “ช่างเถอะ รอฉันตรงนี้แหละถ้าเบื่อก็ขึ้นไปฟังเพลงอยู่บนรถ ไม่ก็งีบรอเอาแล้วกัน”
สวี่ตงเห็นว่าโหมวซือฉิงยื่นกุญแจรถให้ก็เกิดความลังเลก่อนจะส่ายหน้า “ผมขึ้นไปกับคุณดีกว่า ตอนเด็กๆเคยขึ้นไปข้างบนครั้งหนึ่ง ผมอยากไปเห็นอีกครั้ง”
โหมวซือฉิงพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรเลย และเริ่มเดินนำขึ้นไปสวี่ตงตามมาด้านหลัง
ผู้หญิงทั่วไปปีนขึ้นบันไดสูงชันเช่นนี้ส่วนใหญ่ไม่ทันถึงหนึ่งร้อยขั้นก็หยุดพักเหนื่อยกันแล้วทว่าโหมวซือฉิงมีร่างกายที่แข็งแรงมากปีนขึ้นไปทีเดียวเกือบสามร้อยขั้นถึงหยุดนั่งพักหายใจบนขั้นบันได
สวี่ตงหอบแฮกนานแล้ว เหงื่อผุดเต็มหน้าผากตอนนั้นเองเขาถึงเห็นว่าโหมวซือฉิงที่นั่งพักอยู่ก็เหงื่อซกเช่นกันใบหน้ารูปไข่ขึ้นสีระเรื่อเพราะความเหนื่อย เส้นผมติดตรงหน้าผากดูน่ารักเป็นพิเศษ
เมื่อเห็นว่าบันไดหินที่โหมวซือฉิงนั่งพักค่อนข้างกว้างสวี่ตงจึงปีนขึ้นไปอีกสองขั้นแล้วนั่งลงข้างๆ เธอ ไม่ใช่ว่าเขามีเจตนาเป็นอื่นเพียงแต่บันไดหินชันมาก การนั่งข้างหลังซึ่งสูงกว่าโหมวซือฉิงถือว่าไม่มีมารยาทการนั่งบนขั้นที่ต่ำกว่าและหันหลังให้เธอก็ยิ่งไม่มีมารยาทเข้าไปอีกเขาจึงต้องนั่งข้างเธอ
ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆบดบัง สวี่ตงเงยหน้ามองท้องฟ้าก่อนจะก้มมองด้านล่างเขาเห็นถนนที่ตัดผ่านกันและมองเห็นวิวเมืองถงเฉิงเกือบครึ่งเมือง!
ตอนนี้โหมวซือฉิงกลับมาหายใจเป็นปกติแล้วจึงเอื้อมมือไปขยี้ใบไม้ด้านข้างแล้วเอามาดมเห็นสวี่ตงเงียบไม่พูดไม่จาก็อดไม่ได้ต้องพูดขึ้นอีกครั้ง
“สวี่ตงฉันคิดมาตลอดเลยว่านายเหมือนอาเขยของฉันมาก!”
“เหมือนอาเขยของคุณ?”สวี่ตงหลุดหัวเราะ แต่ก็ไม่กล้าบอกให้เธอเรียกตัวเองว่า ‘อาเขย’ ทั้งยังหวนคิดว่าหรือช่วงนี้เขาผ่านเรื่องราวต่างๆมากมายจนดูแก่กว่าปกติไปแล้ว
โหมวซือฉิงถอนหายใจแล้วพูดอย่างอ่อนแรง “อาเขยของฉันเป็นคนฉลาดและสุภาพมากคนหนึ่ง แต่เขาก็เป็นคนรักมั่นด้วยอาฉันแต่งงานกับเขาได้สามปีก็ล้มป่วยและจากโลกนี้ไปอาเขยเสียใจมากเอาแต่เฝ้าหลุมศพของอาอยู่ถึงหนึ่งปีหลังจากนั้นเขาก็ออกจากบ้านมาบวชอยู่กับนักบวชเฒ่าที่วัดบนเขาปี่เจี้ยคนในบ้านไม่มีใครห้ามเขาได้เลย”
สวี่ตงเพิ่งเข้าใจสาเหตุที่โหมวซือฉิงมาที่วัดบนเขาปี่เจี้ยที่แท้ก็มาเยี่ยมอาเขย
คนคนหนึ่งรักมั่นได้ถึงขนาดนี้ย่อมทำให้ผู้อื่นชื่นชมสวี่ตงย้อนคิดหากเปลี่ยนเป็นเขา เขาจะรักโหมวซืออี๋ได้ถึงขนาดนั้นหรือเปล่า
ก็อาจเป็นได้ สวี่ตงคิดว่าตัวเองเป็นคนทุ่มเทมากคนหนึ่งแม้ว่าจะแค่แอบรักหรือแม้ว่าโหมวซืออี๋ไม่รับรู้ก็ตาม สวี่ตงก็รู้สึกว่า ‘ชีวิตนี้รักใครไม่ได้อีกแล้ว’
“ตั้งแต่เด็กอาคือคนที่รักและปกป้องฉันมากที่สุดอาเขยเลยรักฉันไปด้วย ฉันยังจำได้ว่าตลอดสิบกว่าปีที่อาเสียไปแต่ละปีฉันต้องขึ้นเขามาเยี่ยมอาเขยอยู่หลายครั้ง แต่หลังจากอาเขยขึ้นเขาก็ไม่เคยคุยกับใครอีกเลยต่อให้ฉันไปเยี่ยมเขาก็เป็นแค่การไปดูให้เห็นกับตาสักหน่อย เห็นเขาแก่ลงทุกปีๆฉันก็ยิ่งเสียใจ!”
โหมวซือฉิงเล่าอย่างปวดใจ สวี่ตงฟังอย่างตั้งใจย้อนคิดถึงตอนที่พ่อแม่เสียชีวิตลงพร้อมกัน เขาเสียใจมากจนคิดจะตายตามพวกท่านไปด้วยซ้ำความโศกเศร้าแบบนั้นเขาเคยสัมผัสมากับตัว ความทรงจำนั้นยังแจ่มชัด!
โหมวซือฉิงกำลังเล่าความหลังของอาและอาเขยของตัวเองแต่พอหันไปมองสวี่ตงก็เห็นดวงตาของเขาแดงก่ำ น้ำตาไหลเป็นสายจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทั้งฉุนทั้งตลกไปพร้อมๆกัน!
ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กนี่รู้สึกจริงหรือแค่แสดงละครเก่งฟังเธอเล่าเรื่องเศร้าก็กลายเป็นแบบนี้เสียแล้ว!
โหมวซือฉิงคิดไม่ถึงจริงๆว่าสวี่ตงฟังเรื่องของเธอแล้วจะคิดถึงเรื่องตัวเองจนร้องไห้เธออยากหัวเราะก็หัวเราะไม่ออก!
“ไปกันเถอะ!”
โหมวซือฉิงลุกขึ้นปัดฝุ่นบนร่างกายตามความเคยชินจากนั้นจึงปีนขึ้นบันไดต่อไป
ครั้งนี้ปีนรวดเดียวถึงยอดเขาสวี่ตงพบว่าบนยอดเขาไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากในความทรงจำวัยเด็กของเขาเลยสักนิดมีเพียงต้นไม้รอบวัดที่เยอะ กว่าแต่ก่อน
ประตูวัดเก่าเปื้อนสนิม บางแห่งยังเหลือร่องรอยกระสุน ประตูเปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่งโหมวซือฉิงชะโงกหน้ามองเข้าไปข้างในก่อนจะหันกลับมากวักมือเรียกสวี่ตงให้ตามเข้าไป
สวี่ตงเดินตามโหมวซือฉิงเข้าไปผ่านประตูเข้ามาก็คือบันไดหินทอดลงไปห้าถึงหกขั้นถัดไปคือลานกว้างขนาดหลายพันตารางเมตรซึ่งปูด้วยหินปูนยาวพื้นหินถูกขัดจนสะอาดขึ้นเงา
รอบลานวัดมีต้นสนที่ดู ‘เก่าแก่’ มากอยู่ห้าหกต้น ด้านหน้าลานเป็นตัววิหาร ประตูไม้สูงใหญ่เปิดอยู่แม้อยู่ห่างออกไปสี่สิบถึงห้าสิบเมตรสวี่ตงก็มองเห็นว่าข้างในโถงขนาดใหญ่มีคนนั่งขัดสมาธิอยู่คนหนึ่ง
โหมวซือฉิงเร่งฝีเท้า สวี่ตงเงยหน้ามองไปที่วิหารตอนแรกคิดว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง พอเพ่งมองอย่างละเอียดอีกครั้งถึงได้เจอปัญหา!
ตอนที่เข้ามาและเห็นตัววิหารสวี่ตงก็รู้สึกได้ว่าบนยอดวิหารมีแสงสีทองอ่อนๆตอนแรกคิดว่าเป็นแสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบวิหารและสะท้อนเข้าตา พอมองดีๆถึงพบว่านั่นไม่ใช่แสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ แต่เป็น ‘ออร่าสมบัติ’!
สวี่ตงแอบตกใจอย่างห้ามไม่ได้ แล้วก็ทั้งประหลาดใจทั้งอยากรู้ตั้งแต่เขามีพลังมองเห็นออร่าสมบัติ เขาก็ได้พบเจอออร่าสมบัติจากของล้ำค่ามากมายแต่ไม่ว่าจะมีค่ามากแค่ไหน ออร่าสมบัติก็มีข้อจำกัด เช่น ขนาด สีสัน และความเข้มของเฉดสีซึ่งแผ่กระจายออกมาจากชิ้นสมบัติล้ำค่าเหล่านั้น
ทว่า ‘ออร่าสมบัติ’ ที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้เปล่งออกมาจากยอดวิหารทั้งหมดสวี่ตงไม่เคยเจอออร่าสมบัติที่ ‘อลังการ’ แบบนี้มาก่อน ออร่าสมบัติใหญ่โตขนาดนี้เป็นเพราะสมบัติชิ้นนั้นมีค่ามากเป็นพิเศษหรือว่า‘ใหญ่โต’ เป็นพิเศษกันแน่