ตอนที่ 32 ูเาวารีที่ยากแค้นหล่อเลี้ยงพวกดื้อด้าน
ขวานผ่าฟืนอันคมกริบฟันผ่านฝ่ามือของชายคนแรก เืสาดกระเซ็นไปทั่ว เสียงกรีดร้องดังขึ้นทันที
ชายที่ถูกฟันฝ่ามือกุมมือที่าเ็ไว้แล้วเซถอยหลังไปสองก้าว ขณะที่คนอื่นหนีไปด้วยความหวาดกลัว สตรีผู้นี้กล้าฆ่าคนจริง ๆ
หลินจิ่วเหนียงถือขวานผ่าฟืนเปื้อนเื พร้อมเอ่ยถ้อยคำประชด “หาก้าเงินก็มาเอาเลย”
“ข้าจะสับมือพวกเ้าออกให้หมด แล้วจะจ่ายเงินให้ ใครอยากได้เงินก็เข้ามา!”
ใบหน้าของชายผู้าเ็บิดเบี้ยวด้วยความเ็ป กุมมือขวาที่าเ็ไว้ด้วยมือซ้าย “พี่หก นังหญิงชั่วนี่กล้าฟันมือข้าจริง ๆ ปล่อยนางไว้ไม่ได้ ท่านต้องล้างแค้นให้ข้า”
ใบหน้าของหม่าลิ่วเหี้ยมเกรียม นังหญิงสารเลวคนนี้ หากไม่สอนบทเรียนให้นางวันนี้ แล้วเขาจะยังออกมาเดินเตร่ที่นี่ต่อไปในอนาคตได้อย่างไร?
เขาโบกมือให้พรรคพวกกรูกันเข้าไป โดยไม่ลังเล เพื่อสอนบทเรียนครั้งใหญ่แก่นังสุนัขตัวเมียตัวนี้
“หยุดนะ!”
ทันใดนั้น เสียงอันไพเราะราวกับนกขมิ้นก็ดังมาจากฝูงชน หยุดการเคลื่อนไหวของพวกเขา จากนั้นฝูงชนก็รีบหลีกทางให้
หญิงสาวงดงามผู้สวมชุดหรูหราเดินเข้ามาด้วยท่าทางสง่างามและอ่อนโยน โดยมีขุนนางประจำเมืองเดินตามมาด้วย
ทันทีที่จ้าวเต๋อจื้อขุนนางประจำเมืองเห็นหม่าลิ่ว เขาก็โมโหทันที พูดพลางจ้องมองเขม็ง “หม่าลิ่ว เ้ามาสร้างปัญหาที่นี่อีกแล้ว เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะจับพวกเ้าทุกคนเข้าคุกเป็เวลากี่วัน?”
หม่าลิ่วเยาะเย้ย ทำเป็หมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม “ใต้เท้าจ้าว ท่านมาที่นี่แล้วกล่าวหาข้าโดยไม่ได้ไต่สวนเช่นนี้ นี่ไม่ใช่นิสัยที่ดีนักนะขอรับ”
“เห็นได้ชัดว่าสตรีผู้นี้ทำให้ข้าได้รับาเ็ก่อน แต่นางไม่เต็มใจจะจ่ายค่าชดเชย ทั้งยังถึงกับจะใช้ขวานฟันข้า น้องชายของข้ามาเพื่อทวงความยุติธรรมให้ข้า เห็นหรือไม่ว่านางเกือบจะตัดมือน้องชายของข้าทิ้ง”
“ท่านใต้เท้า เห็นได้ชัดว่าสตรีผู้นี้เป็สตรีที่ชั่วร้ายและปากจัด นางกล้าก่ออาชญากรรมตอนกลางวันแสก ๆ ท่านต้องให้ความยุติธรรมแก่พวกเรานะขอรับ”
มุมปากของจ้าวเต๋อจื้อกระตุก เขารู้ดีว่าหม่าลิ่วเป็ใคร เขาเป็เพียงอันธพาล แต่จ้าวเต๋อจื้อกลับเชื่อในสิ่งที่เขาพูด
ขณะที่เขากำลังจะอ้าปากจะตำหนิ กลับคาดไม่ถึงว่าผู้สูงศักดิ์ที่อยู่ข้างเขาจะชิงพูดขึ้นก่อน
“มีสตรีชั่วร้ายเช่นเ้าอยู่ในโลกนี้ด้วยหรือ?” จ้าวหย่าฉีขมวดคิ้ว ั์ตาคู่งามของนางจ้องมองหลินจิ่วเหนียงด้วยความไม่พอใจ “สตรีผู้นี้ เ้ากำลังนำความอับอายมาสู่สตรีทั่วโลก ด้วยการกระทำเช่นนี้ของเ้า เคยอ่าน “ภาษิตสอนหญิง” บ้างหรือไม่ รู้จักคุณธรรมสี่ประการในนั้นหรือไม่?”
ความเย่อหยิ่งฉายชัดบนใบหน้าของจ้าวหย่าฉี “ข้าว่าเ้าคงยังไม่เคยอ่าน ตอนนี้ข้าจะบอกให้เ้าได้รู้ไว้ว่า คุณธรรมทั้งสี่หมายถึงคุณธรรม วาจา รูปโฉมและหน้าที่ของสตรี ซึ่งคุณธรรมนั้นมาเป็อันดับแรก และพฤติกรรมปัจจุบันของเ้าก็ปราศจากคุณธรรม เราต้องมีคุณธรรมและเที่ยงตรง วาจาของเราต้องมีศักดิ์ศรี มั่นคง และสุภาพ”
“คนที่เข้าใจคุณธรรมสี่ประการนี้ จะใช้ขวานต่อสู้กับผู้ชายข้างถนนเช่นเ้าได้อย่างไร เ้าไม่ได้ทำให้สตรีด้วยกันต้องอับอายหรอกหรือ?”
“ใช่แล้ว สตรีผู้นี้พูดถูก” หม่าลิ่วยิ้มด้วยสีหน้ายียวน “นางเป็แค่หญิงสารเลว ปากร้าย”
“ท่านใต้เท้าจ้าวได้ยินหรือไม่ขอรับ สตรีผู้นี้บอกไปแล้วว่าเป็ความผิดของนาง เหตุใดท่านไม่รีบทวงความยุติธรรมแก่พวกเราเล่าขอรับ?”
จ้าวเต๋อจื้อกลอกตามองหม่าลิ่วเป็การเตือน จากนั้นมองจ้าวหย่าฉีด้วยความเคารพ “คุณหนูขอรับ เป็เื่ปกติที่หญิงบ้านนอกจะไม่เข้าใจเื่เช่นนี้”
“แต่คุณหนูอย่าได้ถูกหม่าลิ่วคนนี้หลอกเลยขอรับ ชายผู้นี้ไม่ใช่คนดี หากสตรีผู้นี้ทำเช่นนั้น เกรงว่าเพราะนางมีเหตุผลอื่นขอรับ”
ั์ตาคู่งามของจ้าวหย่าฉีกวาดมองจ้าวเต๋อจื้อ แล้วจับจ้องไปที่หลินจิ่วเหนียงด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง “ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การต่อสู้กับบุรุษสองสามคนข้างถนน ก็ถือเป็การขัดต่อคุณธรรมของสตรี และนำความอับอายมาสู่สตรีด้วย”
ในที่สุดหลินจิ่วเหนียงก็เข้าใจว่าสตรีผู้นี้ป่วยทางจิต และน่าจะอาการหนักมากด้วย
อยากจะตบหน้านางจริง ๆ เผื่อจะได้สติขึ้นมาบ้าง แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายน่าจะร่ำรวยหรือมีเกียรติ จึงไม่อาจทำให้นางขุ่นเคืองได้ในตอนนี้
หากไม่ได้เป็ฝ่ายรุกรานก่อน แล้วจำเป็หลีกหนีหรือ?
นังผู้หญิงชาเขียวคนนี้พยายามข่มนางอย่างเห็นได้ชัด ทำเป็อวดสถานะตัวเองในฐานะคุณหนูจากครอบครัวที่ร่ำรวย ช่างงี่เง่าเสียจริง
สายตาของนางเบนกลับไปหาหม่าลิ่ว รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก “เ้าพูดถูก ข้าเป็หญิงสารเลวปากร้าย แล้วอย่างไรเล่า? เ้าไม่ได้บอกว่าข้าทำขาเ้าหัก จึงต้องจ่ายเงินสิบสองตำลึงหรอกหรือ?”
“ข้าแค่ช่วยเ้าเท่านั้น หากขาของเ้าหักจริง ข้าจะจ่ายเงินให้เ้าสิบสองตำลึงทันที ใช่หรือไม่? แล้วถ้าขาของเ้าไม่ได้หัก เหตุใดข้าจะต้องจ่ายเงินให้เ้าสิบสองตำลึงด้วย?”
คำพูดที่เรียบง่ายและค่อนข้างโผงผางของหลินจิ่วเหนียงทำให้หม่าลิ่วพูดไม่ออก ไม่อาจทำให้สตรีผู้นี้จนมุมได้เลย
ใบหน้าของจ้าวเต๋อจื้อเปลี่ยนเป็สีแดง “หม่าลิ่ว เ้าไปพาคนมาหลอกเรียกร้องค่าเสียหายอีกแล้วใช่หรือไม่? ข้าเตือนเ้าไปครั้งที่แล้วแล้ว ว่าหากมีครั้งต่อไป ข้าจะไม่ปล่อยเ้าไป”
หม่าลิ่วจ้องมองหลินจิ่วเหนียงด้วยความโกรธ หลังจากด่าด้วยถ้อยคำรุนแรงแล้ว ก็รีบจากไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับคนของเขาด้วยความสิ้นหวัง
หลินจิ่วเหนียงหัวเราะเยาะ กลัวจังเลย
เมื่อหันกลับไปเห็นหญิงชาเขียวกำลังมองมาที่ตน นางจึงเอ่ยประชด “ดูพอแล้วหรือยัง?”
“หากยังดูไม่มากพอ ก็โปรดละสายตาอันสูงส่งของเ้าออกไป หากใบหน้าของสตรีชั่วร้ายเช่นข้าทำให้ดวงตาของเ้าต้องแปดเปื้อน ข้าก็ไม่อาจชดใช้ได้”
หลินจิ่วเหนียงไม่สนใจว่านังหญิงชาเขียวผู้นี้จะโกรธตนหรือไม่ นางมองตรงไปยังขุนนางประจำเมืองจ้าวเต๋อจื้อ “ท่านใต้เท้า ทุกอย่างปกติดีแล้ว ข้าไปได้แล้วหรือยัง?”
หลังจากได้รับความยินยอม หลินจิ่วเหนียงก็จ้องมองสตรีคนนั้น ก่อนหันหลังเดินจากไป
จ้าวหย่าฉีโกรธมาก
นางมองจ้าวเต๋อจื้อด้วยสีหน้าชั่วร้าย “ดูเหมือนจะมีคนดื้อด้านมากมายภายใต้การปกครองของท่าน”
จ้าวเต๋อจื้อไม่เปลี่ยนสีหน้า “ูเาวารีที่ยากแค้นหล่อเลี้ยงพวกดื้อด้าน ที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวง สภาพแวดล้อมย่อมไม่ดีเท่าเมืองหลวง เป็การดีกว่าหากคุณหนูไม่สนใจนาง เพื่อไม่ให้ท่านต้องลดตัวลงไปเกลือกกลั้วนะขอรับ”
……
หลินจิ่วเหนียงเดินกลับบ้านด้วยสีหน้าหงุดหงิด สัญชาตญาณของผู้หญิงบอกนางว่า นังผู้หญิงชาเขียวที่ปรากฏตัวเมื่อครู่นี้มีเจตนาร้ายต่อนาง
แต่เหตุใดนางถึงไม่แน่ใจ
เมื่อลองค้นหาในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ก็ไม่พบข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนังผู้หญิงชาเขียวคนนี้เลย
ตอนนี้ราวกับว่าสตรีผู้นี้ปรากฏตัวออกมาจากอากาศ แล้วไม่ได้มาดีด้วย
เมื่อนางมองไปข้างหน้าก็เห็นร่างที่คุ้นเคยจากหางตา หลินจิ่วเหนียงก็แสยะยิ้ม ย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกไม่พบพาน ยามได้มากลับไม่เสียเวลาเลย* นางพบแล้ว
(*踏破铁鞋无觅处,得来全不费工夫 เป็สำนวน หมายถึงพยายามหาแทบตายแต่ไม่เจอ พอเลิกหากลับได้มาอย่างง่ายดายแบบคาดไม่ถึง)
หลินจิ่วเหนียงยกยิ้มชั่วร้าย แล้วเดินต่อไป
โครม!
หลินจิ่วเหนียงต้อนหม่าลิ่วจนเข้าสู่ทางตัน แล้วจับเขาทุ่มพื้นข้ามไหล่ไป โดยไม่เอ่ยคำคำใดสักคำ
เมื่อใบหน้าของคู่ต่อสู้เหยเหด้วยความเ็ปและลุกขึ้นไม่ไหว นางก็เตะเขาอีกครั้ง
“เจ็บไหม?”
หลินจิ่วเหนียงถอยเท้าไปนั่งยอง ๆ แล้วมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเ็า
“นังสารเลว เ้าสมควรตาย!”
หม่าลิ่วโกรธจัด เขายกมือขึ้นหมายจะตบหลินจิ่วเหนียง
หมับ!
หลินจิ่วเหนียงจับข้อมือของคู่ต่อสู้ได้อย่างแม่นยำ แล้วหักลงอย่างแรง
อ๊าก!
หม่าลิ่วกรีดร้องด้วยความเ็ป “ปล่อย... ปล่อยมือ เจ็บ!”
“หากเ้า้าให้ข้าปล่อย ก็ย่อมได้” หลินจิ่วเหนียงยิ้มเยาะ “บอกมา ใครสั่งให้เ้ามารบกวนข้า?”
คืดจะเล่นงานใคร ต้องดูเป้าหมายให้ดีก่อน
คนเช่นนางรู้ว่าตนเองจะยากจนไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว นางจึงไม่เหมาะที่จะตกเป็เป้าของพวกโจร และคงไม่มีโจรโง่เขลาคนใดมายุ่งกับนาง
หม่าลิ่วคนนี้ไม่ใช่คนโง่ แต่การเล่นงานนางไม่ใช่เื่ง่ายเลย
“ไม่มี…”
“บอกมา!” สายตาของหลินจิ่วเหนียงเปลี่ยนเป็เ็า หม่าลิ่วกรีดร้องอีกครั้ง “บอกมา จะบอกหรือไม่บอก!”
“บอก ข้าบอกแล้ว!” หม่าลิ่วเ็ปมากจนเหงื่อเย็นท่วมตัว แล้วเล่าให้นางฟัง
แน่นอนว่ามีลับลมคมใน
“ชื่อของคนสั่ง” น้ำเสียงของหลินจิ่วเหนียงเ็า
“ข้าไม่รู้” หม่าลิ่วร้องโหยหวน น้ำตาไหลออกจากหางตา “เขาให้เงิน ส่วนข้าจัดการงาน ใครจะกล้าถามชื่อเขาเล่า”
“ข้า ข้าแน่ใจว่าเขาไม่ได้มาจากเมืองอันเล่อแน่นอน!”
เมื่อรู้ว่าถามไปก็ไม่ได้ความ หลินจิ่วเหนียงจึงปล่อยมือ จากนั้นหยิบเงินสิบตำลึงออกจากแขนเสื้อของเขา แล้วยืนขึ้น “มันเป็ของข้า เ้าว่าอย่างไร?
...............................................................................................................................
สารจากผู้แปล
ถึงคราวคับขันก็ต้องสู้อะ จะให้มายืนสวยบื้อๆ รอให้โดนฉุดก่อนเหรอยัยคุณหนูเมืองหลวง
ชักสงสัยแล้วว่าใครเป็คนสั่งมาเล่นงานจิ่วเหนียง มันบังเอิญเกินไป
ไหหม่า(海馬)