เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 11 อสูรพยัคฆ์


    “ฮึม!ฮึม!ฮึม!!” เดิมทีร่างกายของมันที่มีขนาดเท่ากับพยัคฆ์ที่มีขนาดเพียงเสือที่โตเต็มตัวเท่านั้น ท่ามกลางเสียงหอบที่ดังออกมาอย่างรุนแรงเป็นสาย เพียงพริบตาเดียวก็ได้พองโตขึ้นอีกรอบหนึ่ง แขนขาทั้งสี่และเถาไม้แข็งทนทานสุดเปรียบปาน ด้วยสภาวะหนาแน่น เป็นเพียงบรรยากาศอันแสนน่าสะพรึงกลัวจากพยัคฆ์ เอ่อล้นไปด้วยพลังแห่งราชาผู้ปกครองที่กวาดไปทั่วทุกสารทิศ ราชาร้อยสัตว์ขุมนี้ที่เกิดเป็นสภาวะอันแปลกประหลาดเอ่อล้น รัตติกาลยามสงัดทั่วผืนฟ้ายังเหมือนตกอยู่ภายใต้คลื่นที่โหมซัดสาดอย่างบ้าคลั่งก็มิปาน เหล่าสิงสาราสัตว์ที่คอยออกล่าในยามค่ำคืนเหล่านั้น ก็พลันไร้สุ่มสิ้นเสียงไปตามกัน แต่ละตัวแต่ละตนขาอ่อนเอ็นล้า หมอบคลานอยู่กับพื้น ยอมศิโรราบด้วยความยำเกรง ทั่วทุกผืนพงไพร ได้เงียบสงัดดุจป่าช้า แม้แต่เสียงของแมลงนกก็ยังหายลับไปจนมิอาจมองเห็นได้ จนเป็นที่แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง คลื่นลูกหนึ่งยังไม่ทันสงบ พลันคลื่นอีกลูกก็ม้วนมาอีกระลอก ยามนี้ ทันใดนั้น——บนร่างกายที่เกิดจากประกายแสงสีดำที่เข้มผุดออกมาจากบนร่างพยัคฆ์ แสงจันทร์บนท้องฟ้ากระทบเข้ากับแสงสีดำ ดั่งแม่น้ำทั้งหลายล้วนจะไหลกลับสู่ทะเล เหมือนเป็นกระแสน้ำที่ทับโถมเข้าใส่ภายในร่างกายของมันอย่างไม่หยุดยั้ง แสงจันทร์ที่ยังคงส่องเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง บนพื้นที่สาดเป็นประกายแสงอันคมกล้าสาดเข้าใส่อย่างรุนแรง จะมีก็แต่จะทำให้เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ “ซวบ!!” เมื่อแสงจันทร์อันเข้มข้นหลังจากที่เข้าสู่จุดสูงสุดอีก ทันใดนั้น แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาจากด้านบนกลับเหมือนดั่งเสาแสงสีขาวหิมะสายหนึ่ง ท่ามกลางพลังอันมหาศาลที่อยู่ภายในลำแสง ขณะนี้ก็ได้แทรกซึมผ่านเข้าสู่ภายในร่างกายของพยัคฆ์ไปแทบจะเรียกได้ว่าไม่หยุดไม่ยั้งกันเลยทีเดียว พยัคฆ์ที่กำลังอาบแสงจันทราที่สาดส่องลงมา จนพลังอสูรทั่วร่างได้ไหลเวียนขึ้นอย่างดุดันจนน่าประหลาด ร่างกายที่พองโตขึ้นอย่างฉับพลัน เมื่อพลังอำนาจได้เข้าถึงจุดสูงสุดนั้น ทันใดนั้นมันก็ได้ลืมตาพยัคฆ์ขึ้น และลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน แหงนหน้าคำรามด้วยเสียงคำรนจากพยัคฆ์ดังสะท้อนก้องไปทั้งภูผาพงไพร! “โฮก!!” เสียงคำรามนี้ถึงกับทำให้เมฆที่หนาทึบต้องแหวกออก ทะลวงทองทะลุศิลา เสียดแทงผ่านนภาลัยจนกลวง ดังสะท้อนกลับไปย้อนมาอยู่ภายในขุนเขา ในระหว่างที่เสียงคำรามยังมิจางหาย ลำแสงนั้นพลันสลายหายไปดั่งหมอกควัน ได้มีพยัคฆ์ดำขนาดใหญ่ที่โตเสียยิ่งกว่าคชสารตนหนึ่ง ยืนอยู่บนศิลายักษ์ แหงนหน้ามองผ่านสายลมย่ามค่ำคืน แผ่ซ่านพลังมาตามสายลม เกิดเป็นความองอาจสุดเปรียบปาน การวิวัฒนาการของพยัคฆ์ ดูไปแม้จะเชื่องช้าไปบ้าง แต่ตามความเป็นจริงแล้วกลับเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น เจวี๋ยหวู่หมิงยังไม่ทันที่จะลงมือ อสูรพยัคฆ์ก็วิวัฒนาการแล้วเสร็จไปแล้ว เขาก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากมาย ถึงอย่างไรต่อให้อสูรพยัคฆ์จะมีพละกำลังเพิ่มพูน เขาก็ยังเชื่อว่ายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตัวเองอยู่ดี เพียงแต่เกิดเป็นสงครามที่เบิดกว้างขึ้นเท่านั้น ฟ่อฟ่อ! เจวี๋ยหวู่หมิงไม่ได้มีความตั้งใจที่จะเปิดเผยซึ่งตัวตนออกมา สืบเนื่องจากการที่พยัคฆ์สีดำได้พอกพูนพลังอันมหาศาลขึ้นภายในชั่วพริบตาก็พลันกลายเป็นเปิดเผยร่องรอยออกมา อสูรพยัคฆ์นั้นใช้สายตาจ้องมองเขม็ง แววตาดุจสายฟ้าฟาดเข้าใส่ไปยังตำแหน่งที่เจวี๋ยหวู่หมิงปรากฏตัวออกมา แผดเสียงดังก้องกังวาน ภายในความระแวดระวังยังแฝงเอาไว้ด้วยจิตสังหารที่รุนแรงเอาไว้ “จะยอมสยบ หรือจะยอมตาย!” เจวี๋ยหวู่หมิงกลับไม่ได้พูดมากความ ทันทีที่ปรากฏตัว จิตสมาธิสายหนึ่งได้ไหลเวียนเข้าสู่ภายในสมองอสูรพยัคฆ์ นี่ก็คือกลวิธีในการสื่อสารกันในแบบพิเศษระหว่างสัตว์อสูรด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูรจากเผ่าพันธุ์ใด ก็จะสามารถเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายซึ่งกันและกันได้ กำลังอิ่มเอมในกำลังที่พึ่งจะได้รับมา อสูรพยัคฆ์นั้นที่พึ่งจะทะลวงพลัง จึงมีพละกำลังรุดหน้า ดั่งอยู่ในวัยฉกรรจ์ที่พอกพูนมาตามสายลมในวสัตฤดู มีอย่างที่ไหนที่จะเห็นเจวี๋ยหวู่หมิงอยู่ในสายตากัน? แท้จริงแล้วถ้าหากเป็นไปตามที่เจวี๋ยหวู่หมิงคาดการณ์เอาไว้ ทันทีที่ได้ยินคำพูดเช่นนี้ สัตว์อสูรพยัคฆ์ย่อมต้องเดือดดาลขึ้นในทันที! ฮูม!! ชั่วพริบตานั้น พยัคฆ์นั้นก็ถึงกับเดือดดาลขึ้นมา ก่อรูปจนเกิดเป็นความคิดอันชั่วร้ายขึ้น อ้าปากจนกว้างอย่างถึงที่สุด แผดเสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหว แฝงเอาไว้ด้วยรังสีฆ่าฟันโถมเข้าไปยังทางด้านของเจวี๋ยหวู่หมิงไป [1] พายุพยัคฆ์ มังกรทะลุฟ้า [1] เป็นสำนวนที่ว่ากันถึงตามความชื่อโบราณ มังกรเป็นเทพอยู่บนสวรรค์ เมื่อลงมาโลกมนุษย์จะเกิดเมฆและฝนตกฟ้าคะนอง เสือเป็นเจ้าป่ากึ่งเทพ เมื่อออกจากป่า จะเกิดลมพายุ กรงเล็บพยัคฆ์สองข้างตะปบเข้าใส่ ด้วยความแหลมคมของกรงเล็บ ถึงกับสาดเป็นประกายเย็นยะเยือก ตะปบข่วนแหวกอากาศไป ภายใต้การเผชิญหน้ากับการโจมตีที่มาจากศัตรูที่ดูแล้วแสนดุดัน แต่เจวี๋ยหวู่หมิงกลับยังคงสุขุมเยือกเย็น เพียงสะบัดหางออกไปอย่างแผ่วเบา พริบตานั้นพลันเกิดเป็นพลังอันรุนแรงผนึกไว้อยู่ภายในหางแส้! “เปรี้ยง!!” เพียงชั่วพริบตาที่เกิดเป็นประกายไฟ กรงเล็บพยัคฆ์นั้นได้ฟาดเข้าใส่อย่างดุดันรุนแรงจนเกิดเป็นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นในเวลาเดียวกัน ด้วยพลังอันมหาศาลก็พลันเกิดเป็นพลังระเบิดทลายอากาศขึ้นทันควัน ร่างกายของเจวี๋ยหวู่หมิงแทบจะไร้ซึ่งริ้วรอย หนักแน่นดุจเขาไท่ซาน และกลับกลายเป็นพลังอันมหาศาลที่แข็งกร้าวขุมนี้ที่กระแทกเข้าใส่เงาร่างสีดำอย่างหนักหน่วงไปเสียแทน จนเกิดเป็นแรงหนุนเสริมจนทำให้กระเด็นออกไปไกลมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม “เจ้าตัวไม่รู้จักดีชั่ว ในเมื่อไม่ยอมที่จะถูกสยบ เช่นนั้นก็ตายไปซะเถอะ!” เจวี๋ยหวู่หมิงยิ้มอย่างเย็นชา ขยับเคลื่อนไหวเลื้อยเข้าไปโดยเร็ว ไล่ตามเข้าฟาดหางเข้าใส่ไปอีกหนึ่งครั้งอย่างรุนแรง! เพียะ!! ชั่วพริบตานั้นเอง หางที่ฟาดเข้าใส่เสมือนดั่งพลอง เกิดเป็นเสียงดังสนั่นกระแทกเข้าใส่บนร่างของพยัคฆ์ ติดตราตรึงจนเป็นบาดแผลที่กระแทกจนร่างของมันจมลึกเข้าพื้นธรณีไปกว่าครึ่งค่อนร่าง หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นหลุมขนาดใหญ่ขึ้นมา ในระหว่างที่ฝุ่นควันสลายหายไป ภายในหลุมนั้นก็ได้เผยร่างที่เหลือแต่เพียงเศษซากของพยัคฆ์เท่านั้น พร้อมกับเลือดที่ไหลนองจนท่วมท้น ไม่ทันไรก็ได้กลายเป็นแอ่งเลือดบ่อหนึ่งไปโดยปริยาย ด้วยพละกำลังนั้นที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าอสูรพยัคฆ์สีดำ ภายใต้การตัดสินเพียงเสี้ยวพริบตา ถึงกับถูกเจวี๋ยหวู่หมิงจัดการจนสิ้นชีวาวายได้ในกระบวนท่าเดียว! กระโจมตีนี้ที่ทำลายพลังชีวิตของอสูรพยัคฆ์ทั้งหมด จนเรียกได้ว่าตายจนไม่อาจที่จะตายได้อีกแล้ว! เจวี๋ยหวู่หมิงได้แต่สะบัดหัวงูไปมา จนรู้สึกน่าเบื่อหน่ายขึ้นมาบ้างแล้ว นี่มันก็ช่างตัดสินกันง่ายดายกันเกินไปแล้ว ถึงกับอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคู่ต่อสู้อ่อนแอจนเกินไป หรือว่าตัวเองจะแข็งแกร่งจนยากทัดเทียม ยังไงเสียเขาเองก็ยังเกิดความสงสัยอยู่ว่า และในขอบเขตระดับเดียวกัน แทบจะไม่มีคนหรือแม้แต่อสูรที่พอจะเป็นศัตรูกับเขากันได้แล้ว แน่นอนว่า ถ้าหากอีกฝ่ายมีสมบัติวิเศษที่แข็งแกร่งหรือพลังเหนือธรรมชาติที่แสนจะประหลาด เช่นนั้นก็พูดได้ยากกันแล้ว ถึงอย่างไรความแข็งแกร่งที่เกิดจากกายหยาบของเขา ก็ยังคงมีขีดจำกัดอยู่ ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครที่ไร้ผู้ต้านอยู่ดี เจวี๋ยหวู่หมิงที่นอนขดเพื่อรับรางวัล แน่นอนว่าย่อมต้องได้มาเป็นกอบเป็นกำอย่างไม่ต้องสงสัย! อสูรพยัคฆ์สีดำนั้นถึงแม้ว่าจะมีพละกำลังที่ไม่อาจเทียบกับเจวี๋ยหวู่หมิงได้ แต่ก็ยังคงมีการบ่มเพาะอยู่ในช่วงโอสถอสูร ซึ่งแฝงเอาไว้ด้วยพลังชีวิตที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังได้มอบค่าปราณบริสุทธิ์ให้กับเจวี๋ยหวู่หมิงมาถึงสามสิบหมื่นแต้ม และศิลายักษ์ลี้ลับที่ช่วยเหลือให้มันทะลวงไปได้ชิ้นนี้ เนื่องจากเป็นเพราะเจวี๋ยหวู่หมิงยังมีการบ่มเพาะที่ไม่มากพอ ดังนั้นจึงทำการเก็บเอาไว้เท่านั้น ถึงกับสามารถได้รับแต้มรางวัลเป็นแต้มสะสมทั้งหมด 5หมื่นแต้ม แต่ทว่าเขาที่ยังไม่ได้คิดที่จะเอามาเลื่อนขั้นพลัง นั่นก็เป็นเพราะว่า《เคล็ดเทวะเพลิงอัคคี》ขั้นที่สามยังจำเป็นที่จะต้องใช้สิบหมื่นแต้มสะสม ดังนั้นจึงได้เลือกที่จะสะสมเก็บเอาไว้ให้ได้สักสิบหมื่นแล้วเลื่อนขั้นไปในครั้งเดียว เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็จะสามารถเข้าสู่ช่วงแปรลักขณาได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ด้านพละกำลังยิ่งมีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นไปอีกขั้น...