อวัยวะทั้งห้าและการฝึกฝน
ภายในป่าไผ่กัสยืนนิ่งอยู่นานหลายนาทีเพื่อใคร่ครวญเนื้อหาของบันทึกอีกครั้งก่อนที่จะทำการทดลองจริง
‘หัวใจ อวัยวะที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปตามเส้นเลือดภายในร่างกายเพื่อหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆถือเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในด้านพลังเวทและพลังกายทว่าในความคิดเห็นของข้าหัวใจนั้นไม่ใช่อวัยวะที่สำคัญที่สุดในด้านของการฝึกฝน’
ความคิดของกัสจดจ่ออยู่กับคำพูดประโยคนี้เขาใคร่ครวญถึงมันอย่างต่อเนื่องเพื่อหาความหมายที่แฝงอยู่ของข้อความประโยคนี้
แต่จนแล้วจนรอดกัสก็ยังไม่สามารถหาความหมายใดๆได้มากไปกว่าสิ่งที่เขามองเห็น
‘แล้วปอดละ..ปอด อวัยวะที่สำคัญรองลงมาจากหัวใจเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่หายใจเพื่อนำเอาอากาศเข้าไปในร่างกายเป็นอวัยวะที่ช่วยทำการดึงบางสิ่งบางอย่างในอากาศใส่เข้าไปในเลือดก่อนจะส่งมันไปตามเส้นเลือดในร่างกายเพื่อหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆถือเป็นหัวใจหลักของระบบหมุนเวียนเลือดและเป็นหัวใจสำคัญของการก่อเกิดพลังในร่างกายทว่าในด้านของการฝึกฝนหัวใจกับปอดนั้นเป็นเพียงอวัยวะที่ช่วยให้ร่างกายปลดปล่อยพลังออกมาได้เพียงเท่านั้นอวัยวะทั้งสองนี้ยังไม่ใช่อวัยวะที่สำคัญที่สุด’
ข้อความชุดนี้ทำให้หัวคิ้วของกัสขมวดเข้าหากันแน่นเขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าหัวสมองของบลูไซต์สร้างขึ้นมาจากอะไรถึงได้สามารถคิดอะไรที่ซับซ้อนและยากที่จะเข้าใจได้ขนาดนี้
ในขณะเดียวกันสิ่งที่กัสสงสัยที่สุดในตอนนี้ก็คือมันเกิดบ้าอะไรขึ้นกับเขา ตัวเขาถึงได้เข้าใจข้อความพวกนี้ไปด้วยทั้งที่สติปัญญาของเขาไม่น่าจะอ่านและเข้าใจแท้ๆ
กัสได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะเริ่มทำสมาธิเพื่อทำตามคำอธิบายของบลูไซต์ที่ถูกเขียนเอาไว้ในบันทึกซึ่งกล่าวถึงแนวคิดด้านการฝึกฝนและการทดลองขั้นพื้นฐาน
“เอาละนะบลูไซต์มาดูกันว่าสิ่งที่เจ้าคิดมันถูกแล้วแน่หรือไม่”
ดวงตาของกัสทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่งความมุ่งมั่นภายในดวงตาลุกโหมกระหน่ำเต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่โดยไม่หวาดกลัวต่ออันตรายใดๆ
‘ข้าเชื่อเจ้านะพี่ชาย..’
กัสหลับตาลงพลางนึกถึงข้อความประโยคสุดท้ายของแนวคิดด้านการฝึกฝนที่บลูไซต์เขียนเอาไว้ด้วยตัวอักษรที่หนาเป็นพิเศษซึ่งบ่งบอกถึงความมั่นใจที่มากล้นของเจ้าตัว
‘การทดลองนี้มีความเป็นไปได้สูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์ส่วนอีก 5 เปอร์เซ็นต์นั้นมีโอกาสที่จะไม่เกิดผลใดๆ ต่อการฝึกฝนแนวคิดนี้สมควรที่จะสมบูรณ์แล้วในการนำไปใช้จริง..เหลือเพียงการหลอกล่อให้กัสทดลองเท่านั้น’
เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆขณะที่กัสคิดถึงข้อความประโยคสุดท้ายจากนั้นก็หลับตาลงแล้วค่อยๆส่งความหิวโหยไปยังปอดและหัวใจพร้อมกัน
การควบคุมความหิวโหยของกัสในตอนนี้มีความชำนาญมากกว่าสมัยก่อนมากไม่เพียงแต่การกระตุ้นตามธรรมชาติของพรกัสยังสามารถควบคุมและส่งผ่านมันไปยังร่างกายของเขาได้โดยตรง
ทว่ากัสไม่เคยที่จะส่งมันไปยังส่วนอื่นนอกจากกระเพาะอาหารของเขามาก่อนเขาจึงไม่รู้ว่าผลลัพธ์ของการส่งความหิวโหยเข้าไปนั้นจะเป็นเช่นไร
ความหิวโหยที่เป็นดั่งเปลวไฟไหลผ่านไปตามร่างกายของเขาและไปอัดแน่นอยู่ในปอดและหัวใจของเขา
อย่างช้าๆในความรู้สึกของกัสหัวใจและปอดของเขาค่อยๆ ถูกเปลวไฟแห่งความหิวโหยกลืนกินจนเริ่มที่จะมีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมา
มันเป็นความรู้สึกที่ต่างไปจากการส่งความหิวโหยไปยังกระเพาะอาหารมันไม่ได้ทำให้เลือดในร่างกายของเขาร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วหากแต่ทำให้อวัยวะทั้งสองส่วนทำงานหนักขึ้นทีละน้อย
เริ่มต้นจากลมหายใจที่ไม่อาจควบคุมได้กัสเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจราวกับเขาเพิ่งไปดำน้ำมาจนแทบหมดลมหรือไม่ก็วิ่งจนเหนื่อยหอบและทำให้เขาต้องหอบหายใจหนักๆ เพื่อผ่อนคลายความรู้สึกที่ยากจะอธิบายนี้
ทว่าเวลานี้มันต่างกันมันต่างกันตรงที่ไม่ว่าเขาจะหายใจเข้าออกได้เร็วแค่ไหน เขาก็ยังรู้สึกว่ามันไม่พอเขาไม่อาจหายใจได้เต็มอิ่มจนต้องพยายามสูบลมหายใจให้มากขึ้นไปอีกโดยไม่สามารถหยุดได้
ยิ่งสูดลมหายใจเข้าไปมากเท่าไหร่ร่างกายของกัสก็ยิ่งขยายตัวมากขึ้นเท่านั้น
ทว่าหลังจากที่สูดลมหายใจเข้าไปติดต่อกันมากกว่าสิบวินาทีกัสก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่น่าสยดสยองเมื่อเขาพบว่าร่างกายของเขาไม่ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกแล้ว
แต่ลมหายใจของเขากลับไม่สามารถหยุดลงได้และยังคงสูดอากาศเข้าไปอย่างต่อเนื่องด้วยความหิวโหยสุดทานทน
ในเวลาเดียวกันนั้นหัวใจก็เต้นระรัวด้วยความถี่ที่มากกว่าเดิมจนน่ากลัวมันกระตุ้นให้ร่างกายของเขาเดือดพล่านราวกับถูกไฟเผ่า ร่างกายของเขาแดงก่ำเส้นเลือดขยายตัวจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าราวกับตัวหนอนที่ดิ้นอยู่ในร่างกาย
ภาพที่เกิดขึ้นนี้น่ากลัวอย่างมากซึ่งนับว่าโชคดีที่ในตอนนี้นอกจากตัวกัสที่ตกอยู่ภายใต้ความตื่นตระหนกแล้วก็ไม่มีใครอีกเลยที่ต้องมาพบเจอกับภาพที่น่ากลัวนี้
กัสยังคงสูดลมหายใจเข้าไปไม่มีหยุดในขณะที่หัวใจของเขาทำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อสูบฉีดเลือดที่เดือดพล่านไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย
การหายใจเข้าอย่างต่อเนื่องกินเวลานานนับนาทีแล้วแต่ก็ยังไม่หยุดกัสเองก็เริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกจนเริ่มรู้สึกว่าหากไม่หยุดมันเอาไว้เสียตอนนี้แล้วละก็ตัวเขาอาจจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
พริบตาที่ความคิดนี้เกิดขึ้นในจิตใจกัสก็เริ่มสบถด่าบลูไซต์อย่างรุนแรงที่บอกว่าแนวคิดนี้ปลอดภัยแน่นอนแต่ตัวเขาที่ทดลองใช้ครั้งแรกกลับตกอยู่ในสภาพที่เกือบจะระเบิดแบบนี้
ทว่าความกลัวของกัสนั้นก็ยังไม่เกิดขึ้นเขายังคงสูดลมหายใจเข้าไปอย่างต่อเนื่องราวกับว่าปอดของเขานั้นได้กลายเป็นหลุมดำไปแล้วมันสูดอากาศเข้าไปโดยไม่ปล่อยออกมาแม้แต่น้อยจนกัสเริ่มรู้สึกแปลกๆ ที่ปอด
ความรู้สึกร้อนระอุกลายเป็นเย็นเยียบมันลุกลามไปทั่วร่างกายของเขาอย่างช้าๆก่อนจะกลืนกินปอดเข้าไปจนหมดและช่วงเวลานั้นเองกัสก็สัมผัสได้ถึงความพึงพอใจจากปอดของเขาจากนั้นลมหายใจที่อัดแน่นอยู่ภายในก็ถูกปลดปล่อยออกมา
พริบตานั้นสัญชาตญาณของกัสถึงกับกรีดร้องและบอกให้เขาทำบางสิ่งบางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาก็ไม่มีวันเข้าใจร่างกายของเขาขยับไปเอง ความคิดก็เคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณ
รวมไปถึงพลังเวทและก่อเกิดเป็นทักษะที่กัสคุ้นเคยดีราชสีห์คำราม
วินาทีนั้นหัวสมองของกัสถึงกับกลายเป็นความว่างเปล่าเมื่อเขาปลดปล่อยทักษะราชสีห์คำรามที่คุ้นเคยออกไปผลลัพธ์ของมันนั้นกลับกลายเป็นบางสิ่งที่เขาไม่เคยคิดฝันว่าจะได้เห็น
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคือการระเบิดออกของมวลอากาศที่หนาแน่นจนมองเห็นเป็นลำแสงไร้สีที่พวยพุ่งออกไปด้านหน้ามันระเบิดกว้างม้วนกวาดออกไปเป็นวงกลืนกินป่าไผ่จนหายไปเกือบครึ่งในพริบตาก่อนที่มันจะพุ่งหายเข้าไปในความมืดมิดที่ว่างเปล่านอกดินแดน
ช่วงเวลานั้นหัวสมองของกัสหยุดนิ่งไปแล้วจริงๆเขาอ้าปากค้างมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ามองดูพื้นดินที่ถูกคว้านหายไปเป็นวงกว้าง ป่าไผ่ครึ่งหนึ่งที่หายไปจนไม่เหลือซากและชั้นบรรยากาศที่สั่นไหวเป็นระลอกคลื่นก่อนจะหายไป
อึดใจต่อจากนั้นเสียงฝีเท้ามากมายก็ดังมาให้ได้ยินทำให้กัสจำต้องหันกลับไปจนพบกับสีหน้าแตกตื่นของเด็กสาวทั้งห้าที่วิ่งมายังป่าไผ่เพราะการระเบิดที่เกิดขึ้น
“ท่านพี่!! เกิดอะไรขึ้นคะเมื่อครู่นี้น้องได้ยินเสียงระเบิด..”
“ท่านกัส! ท่านปลอดภัยดีนะคะ! ไม่ได้รับบาดเจ็บใช่ไหม”
เด็กสาวทั้งสองที่นำมาก่อนใครเพื่อนคือน้องสาวคนโตของเขาและอิจิโกะที่วิ่งนำมาก่อนใครเพราะความร้อนรนและมีเพียงพวกเธอเท่านั้นที่มุ่งความสนใจมายังตัวเขามากจนเกินไปทำให้ไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังของเขา
แตกต่างจากน้องสาวคนเล็กที่อ้าปากค้างนิโกะกับซันโกะที่เบิกตากว้างเมื่อเห็นป่าไผ่ที่หายไปตรงหน้ารวมไปถึงพื้นดินที่ถูกคว้านออกไปราวกับถูกอะไรบางอย่างถากไปอย่างรุนแรง
“นั่นมัน..อะไรนะ..”
น้ำเสียงที่แตกตื่นของเด็กสาวดังขึ้นมาเบาๆแต่ก็ทำให้น้องสาวคนโตและอิจิโกะรู้สึกตัวและมองออกไปก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตระหนก
ทุกสิ่งนิ่งอึ้งด้วยความตื่นตระหนกและหน้าซีดก่อนจะพยายามหันกลับไปมองกัสอีกครั้งด้วยความหวาดกลัว
แต่ไม่นานนักทุกคนก็ผ่อนคลายลงเมื่อเห็นว่ากัสนั้นไม่มีบาดแผลใดๆมีเพียงเหงื่อที่ผุดออกมาจนเปียกชุ่มกับเสื้อผ้าที่แนบติดร่างกายเพราะเหงื่อเท่านั้น
“โล่งอกไปที..ท่านพี่ กรุณาอธิบายด้วยค่ะว่ามันเกิดอะไรขึ้นทำไมท่านถึงได้มาทำอะไรแบบนี้เอาตอนนี้ ทำไมไม่กลับไปนอนคะ”
กัสกระตุกยิ้มเบาๆเมื่อเผชิญหน้ากับแรงกดดันของน้องสาวคนโตที่เอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วงจนเผลอตัวใช้น้ำเสียงที่บังคับขู่เข็ญแบบเดียวกับที่แม่ของเขาชอบใช้ไม่มีผิด
“คือว่า..ข้าแค่ทดลองอะไรบางอย่าง..และผลก็ได้ก็อย่างที่เห็นทักษะราชสีห์คำรามของข้ายกระดับขึ้นจนถึงจุดที่ข้าเองก็คิดไม่ถึง..ขอโทษด้วย..”
รอยยิ้มแห้งๆ ของกัสนั้นทำให้เด็กสาวทั้งห้าอ่อนใจไปตามๆกันก่อนจะหันมามองหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลายแล้วค่อยๆเดินเข้าไปสำรวจพื้นที่ที่เกิดความเสียหาย
กัสเองก็เดินสำรวจไปพร้อมทุกคนในขณะที่ทบทวนเนื้อหาของแนวคิดด้านการฝึกฝนในหัวอีกครั้ง
‘ปลอดภัยงั้นหรือ..ปลอดภัยบ้าอะไรฟระ!! ไอ้บ้าบลูไซต์!!’
เนื่องจากกัสไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วงมากจนเกินไปเขาจึงปิดเรื่องบันทึกของบลูไซต์เอาไว้เพราะไม่อยากให้เด็กสาวทั้งห้ารู้ว่าเขากำลังทดลองทำสิ่งที่อันตรายอยู่
สิ่งเดียวที่กัสบอกออกไปคือเขาพยายามคิดหาวิธีลดน้ำหนักด้วยการพัฒนาทักษะต่างๆให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นเป็นการเผาผลาญพลังงานที่มีประสิทธิภาพ
ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครเลยที่สงสัยเพราะหลักฐานชิ้นใหญ่มันกองอยู่ตรงหน้าแล้ว
จะมีก็แค่เสียงบ่นของน้องสาวคนเล็กที่บ่นออกมาอย่างไม่พอใจที่ถูกกัสปลุกให้ตื่นขึ้นมาเอาตอนนี้เท่านั้น
และเนื่องจากถูกปลุกขึ้นมาด้วยความตกใจเป็นอย่างมากทุกคนก็เลยนอนต่อไม่ลงทำให้เด็กสาวทั้งห้าตัดสินใจทำมื้อดึกกินกันเสียเลยและพูดคุยกันไปตลอดทั้งคืนจนกระทั่งรุ่งเช้าทุกคนถึงได้แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองด้วยสีหน้าที่อ่อนแรงเพราะนอนไม่พอ
กัสเองก็รู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูกเขาพยายามคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอีกครั้ง พยายามมองหาความผิดพลาดของเขาจนกระทั่งสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่เขาทำลงไป
‘นี่เรา..ใส่ความหิวโหยเยอะเกินไปไหมนะ’
ความทรงจำของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้นยังคงเด่นชัดราวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ทำให้กัสจดจำรายละเอียดได้ทุกอย่าง
เริ่มตั้งแต่การส่งความหิวโหยเข้าไปรวมไปถึงปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายของเขารวมไปถึงปอดที่ตอบสนองได้อย่างผิดธรรมชาติอย่างที่ควร
ในขณะที่คิดคำพูดของพ่อก็ลอยขึ้นมาในหัวจนทำให้ดวงตาของกัสเบิกกว้างขึ้น
“อ่า!! จริงด้วย..ทักษะราชสีห์คำรามนี้มัน..”
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้กัสก็ค้นพบความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของตัวเขารวมไปถึงความผิดพลาดของแนวคิดจากบันทึกของบลูไซต์
ความผิดพลาดทั้งหมดเกิดจากทักษะที่สืบทอดกันมาในครอบครัวของเขาทักษะราชสีห์คำราม ทักษะนี้อาจจะมองดูเหมือนการส่งเสียงคำรามเพียงเท่านั้น
ทว่าในความเป็นจริงมันเป็นการสูดลมหายใจและบีบอัดอากาศด้วยปอดจากนั้นระเบิดออกไปผ่านลำคอเพื่อสร้างเสียงที่ทรงพลังจนเกิดเป็นคลื่นเสียงที่มีพลังทำลายล้าง
ทักษะนี้ในขั้นพื้นฐานผู้ฝึกจำเป็นต้องปรับสภาพของปอดเสียก่อนเพื่อทำให้ปอดมีความแข็งแกร่งและสามารถจุอากาศได้มากกว่าปกติเพื่อทำให้ปอดสามารถสร้างแรงกดดันอากาศขึ้นภายในตัวของมันได้
ด้วยวิธีนี้เสียงคำรามที่ดังออกมาถึงจะมีพลังทำลายล้างราวกับระเบิด
นี้เป็นขั้นพื้นฐานของทักษะราชสีห์คำรามซึ่งกัสเองก็ผ่านการฝึกฝนนี้มาตั้งแต่เด็กโดยการบังคับขู่เข็ญของผู้เป็นพ่อ
หากแนวคิดของบลูไซต์เป็นจริงเช่นนี้กัสก็ไม่รู้สึกแปลกใจอีกต่อไปเพราะว่าการกระตุ้นด้วยความหิวโหยนั้นมันได้ทำให้อวัยวะของเขาทำงานได้ดีขึ้น
เมื่อกระตุ้นปอดหากเป็นคนทั่วไปมันคงจะเพิ่มประสิทธิภาพในการกลั่นกรองอากาศและส่งไปยังเลือด
แต่สำหรับกัสมันไม่จบเพียงเท่านั้นแต่มันได้กระตุ้นทักษะราชสีห์คำรามที่ถูกปลูกฝังเอาไว้ในปอดของเขาไปพร้อมกันด้วยทำให้เกิดเหตุการณ์ที่น่ากลัวขึ้น
ราชสีห์คำรามที่น่าสะพรึงแม้ว่ากัสจะตกใจและหวาดกลัวแต่ภายในใจลึกๆเขากลับรู้สึกตื่นเต้นยินดีเพราะนี้เป็นทักษะโจมตีเพียงหนึ่งเดียวที่เขาสามารถใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพลังของพร
ทว่าตอนนี้เขาสามารถนำพลังของพรมาใช้ร่วมกับมันได้และทำให้มันกลายเป็นทักษะที่ทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าแล้วแบบนี้เขาจะมีเหตุผลอะไรที่ไม่ดีใจ
ตัวเขานั้นอ่อนแอในทุกๆด้าน ไม่มีทั้งทักษะการเคลื่อนไหว การป้องกันหรือโจมตีสักอย่างสิ่งเดียวที่เขาทำได้มีเพียงการใช้พลังของพรเพื่อสร้างทักษะต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นทักษะโจมตีทักษะป้องกัน ก็ล้วนแต่พึ่งพาพลังของพรทั้งสิ้น
วิธีการนี้อาจจะง่ายในการพัฒนาแต่ประสบการณ์จากชีวิตที่แล้วของเขาก็บอกให้เขารู้แล้วว่าวิชาที่เรียบง่ายจนเกินไปนี้หากถูกศัตรูของเขาค้นพบจุดอ่อนเมื่อไหร่ความพ่ายแพ้ของเขาก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ข้อดีของความเรียบง่ายคือง่ายต่อการใช้และพัฒนาแต่มันก็มีข้อเสียนั่นคือยากที่จะเปลี่ยนแปลงทำให้เขาไม่อาจรับมือกับกลยุทธ์ที่มุ่งจู่โจมใส่จุดอ่อนของเขาได้
แต่ถ้ามีทักษะอื่นที่สามารถนำพลังของพรมาผสานด้วยได้แล้วละก็มันก็จะต่างออกไปทันที
‘ตอนนี้ทดสอบของแนวคิดนี้แล้ว..แล้วอวัยวะอีกสามส่วนละตับ ม้าม ไต สามอย่างนี้ทำอะไรได้บ้าง’
กัสเริ่มครุ่นคิดต่อในทันทีด้วยท่าทีที่แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ครั้งนี้มันไม่ได้มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะหาคำตอบอีกแล้วแต่มีความกระหายใคร่รู้เพิ่มเข้ามาด้วยมันเป็นความต้องการที่จะพัฒนาตัวเองไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเรื่องความอ้วนอีกด้วย
‘ม้าม อวัยวะที่มีความสำคัญต่อการดูดซึมสารอาหารจากการเฝ้าสังเกตกัสมีพัฒนาการในส่วนนี้มากจนผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด ทำให้สามารถอธิบายได้ถึงการเชื่อมโยงระหว่างอวัยวะตันทั้ง5 และอวัยวะกลวงทั้ง 6 ได้เป็นอย่างดี..ทว่าส่วนสำคัญของม้ามในด้านของการฝึกฝนนั้นคือการดูดซึมสารอาหารเพื่อนำไปให้กับปอดจากนั้นจึงถูกส่งผ่านไปยังหัวใจและกระจายไปยังอวัยวะต่างๆเช่นนี้แล้วม้ามจึงมีความสำคัญในด้านของการรับเอาพลังงานจากภายนอกเข้าไปในร่างกายนับว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการฝึกฝน’
หัวคิ้วของกัสขมวดเข้าหากันอีกครั้งพลางทบทวนแนวคิดของม้ามใหม่จากนั้นก็พยักหน้าน้อยๆหลังจากทำความเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง
“แล้วไตละ..ข้าพอจะเข้าใจเรื่องตับอยู่บ้างว่ามันใช้เก็บพลังงานแล้วไตละ”
‘ไต เป็นอวัยวะที่มีส่วนสำคัญมากในด้านของการฝึกฝนไม่เพียงตัวมันเองนั้นเป็นผู้ควบคุมสมดุลของร่างกาย มันยังเป็นอวัยวะที่สร้างพลังงานขึ้นมาอีกด้วยจนสามารถกล่าวได้ว่าสารอาหารที่ได้รับนั้นจำต้องถูกไตดูดซับและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังแก่ร่างกายมันจึงเป็นส่วนที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการฝึกฝน’
ความคิดของกัสหยุดนิ่งไปชั่วขณะ พลางทบทวนรายละเอียดในส่วนอื่นๆอีกเล็กน้อยจากนั้นย้อนกลับไปยังข้อความสรุปของบลูไซต์อีกครั้งด้วยความประหลาดใจ
เพราะข้อความในส่วนนี้ดูเหมือนจะห้วนไปบ้างแต่ขาดรายละเอียดที่น่าจะมีไป แต่กลับกล่าวถึงการสร้างพลังงานการเปลี่ยนสารอาหารเป็นพลังงานให้กับร่างกายเพียงอย่างเดียว
เขาไม่สามารถบอกได้ว่าบลูไซต์ลืมหรือเป็นเพราะว่าในสายตาของบลูไซต์มีเพียงส่วนนี้เท่านั้นที่สำคัญต่อการฝึกฝน
กัสหยุดคิดในส่วนนี้อยู่นานมากเพราะถึงจะเข้าใจในความหมายของข้อความเหล่านี้แต่กัสยังรู้สึกว่ามันมีบางส่วนที่ขาดหายไปอยู่บ้าง
แต่ไม่ว่าจะพยายามคิดยังไงเขาก็คิดไม่ออกและทำได้เพียงสรุปผลเพิ่มเติมจากอวัยวะทั้งสามอย่างตับ ไตและม้ามอีกครั้ง
“ตับทำหน้าที่เก็บพลัง ไตทำหน้าที่สร้างพลังม้ามทำหน้าที่รับพลัง สรุปง่ายๆ ว่าสามส่วนนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับพลังงานในร่างกายส่วนปอดและหัวใจเป็นอวัยวะที่ทำให้ร่างกายสามารถนำพลังงานไปใช้ได้สินะ..โอเคข้าพอเข้าใจแล้ว”
หัวใจหลักของการฝึกฝนคืออะไร เรื่องนี้ไม่ว่าใครก็คงจะทราบนั่นคือพลังงาน
หากต้องฝึกฝนอะไรสักอย่างหนึ่งมันก็ต้องเคลื่อนไหวต้องใช้พลังงานแต่เมื่อพลังงานหมดก็จะเหนื่อยและไม่อาจฝึกฝนต่อได้ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นขีดจำกัดของการฝึกฝน
แต่ถ้าหากพลังงานมีมากขึ้นหรือมีไม่หมดไม่สิ้นแล้วละก็การฝึกฝนก็จะทำได้ง่ายขึ้นดีขึ้นและฝึกฝนได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องหยุดพัก
นี่ยังไม่ได้พูดถึงร่างกายที่ต้องการพลังงานในการพัฒนาอีกหลังจากใช้ร่างกายอย่างหนักจนเกิดความเสียหาย มันก็จะรักษาตัวและทำให้ตัวมันเองแข็งแกร่งขึ้น
เรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่ว่าใครก็รู้ทว่าปัญหาที่ทุกคนรู้แต่แก้ไขไม่ได้ก็คือ พลังงาน การบริโภคอาหารการกินอาหารที่ให้พลังงานสูง อาหารที่มีประโยชน์
หากมีความมั่งคั่งมากพอก็อาจจะหาอะไรบางอย่างที่มีปริมาณน้อยแต่ให้พลังงานสูงมากินได้ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานในปริมาณมากและแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าคนทั่วไปนั้นไม่มีความมั่งคั่งแบบนั้นและสิ่งที่ให้พลังงานมากมีปริมาณน้อยและง่ายต่อการดูดซึมนั้นไม่ใช่สิ่งที่หากันได้ง่ายๆมันจึงเป็นสิ่งที่มีเพียงบุคคลที่ร่ำรวยอย่างมากเท่านั้นที่จะมีปัญญาหามากินได้
“จริงด้วยสินะ..ถ้าข้าสามารถเปลี่ยนไขมันสะสมพวกนี้ให้กลับไปเป็นพลังงานได้แล้วละก็..ข้าก็จะมีพลังที่มากพอที่จะฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและถ้าทำให้อวัยวะทั้ง5 นี้แข็งแกร่งขึ้นมากๆมันก็จะทำให้ข้ามีพลังที่มากขึ้นและสามารถฝึกฝนและพัฒนาร่างกายได้เร็วขึ้นด้วย”