อันกงกงถอนหายใจอย่างโล่งอก และโค้งคำนับให้นางเข้าไป
“สนมซี เชิญ!”
ลิ่วซีก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเช่นกัน ก่อนจะเข้าไปในตำหนักอวี้เซวียน
เห็นอวิ๋นซู่นั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหาร เขาบ้วนปากเสร็จแล้วอละเตรียมจะกินข้าวอาหารบนโต๊ะมีไม่มาก มีอาหารจานหลักเพียงหกจานเท่านั้น ผักและเนื้อดูสมส่วน
ลิ่วซีเห็นเช่นนั้นก็คิดว่าตนรีบร้อนเกินไป ทั้งยังไม่ได้กินข้าวเมื่อเห็นเช่นนั้นนางจึงหิวเล็กน้อย
อวิ๋นซู่ไม่ได้มองนาง แต่นำช้อนส้อมสำรองอีกชุดหนึ่งออกมาวางไว้ด้านข้าง พลางเหลือบมองลิ่วซี
“นั่งสิ”
ลิ่วซีตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขอบคุณและนั่งลงข้างๆ อย่างเชื่อฟังนางมาที่ตำหนักอวี้เซวียนเดิมทีก็เพื่อแก้ไขความสัมพันธ์ที่คับข้องใจระหว่างทั้งสอง แต่ในเวลานี้เมื่อมายืนอยู่ต่อหน้าเขาจริงๆ นางกลับตัวสั่นเล็กน้อย พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ทั้งสองคนกินอย่างเงียบๆ และหลังจากนั้นไม่นานอวิ๋นซู่ก็พูดขึ้น
“มาหาข้ามีเรื่องอะไร?”
เมื่อลิ่วซีได้ยินว่าเขาใช้ข้าแทนเจิ้น [1]จึงรู้ว่าเขาคงอารมณ์ดี หลังจากสังเกตในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาเขาจะใช้คำว่าเจิ้นเวลาที่โกรธ และมักใช้ข้าในยามปกติ
ในใจของนางผ่อนคลายมาก กินไปไม่กี่คำก็อิ่มแล้วตอบว่า
“ข้ามาขอโทษ ข้าไม่ควรออกจากวังโดยที่ไม่ได้บอกเจ้าข้าสัญญาว่าต่อไปข้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว” ท่าทีของนางจริงใจน้ำเสียงของนางนุ่มนวล แววตาของนางก็ชัดเจน
เขาไม่ตอบแต่จ้องที่คอของนาง
“ยังเจ็บอยู่หรือไม่?”
ลิ่วซีตะลึงอยู่ครู่หนึ่งนางจำได้ว่าเมื่อคืนนี้เขาโกรธมากจนจับคอเสื้อของนางเอาไว้แน่นอันที่จริงวันนี้หลังจากพักฟื้น ความเจ็บปวดก็หายไปหมดแล้ว แต่ยามนี้เมื่อเห็นคำถามของเขาจริงจังนางก็แสร้งทำเป็นพูดว่า
“เจ็บมาก”
สองคำสั้นๆ นี้มีความน้อยเนื้อต่ำใจและขี้เล่นผสมอยู่แน่นอนว่าการแสดงออกของอวิ๋นซู่นั้นกลับแข็งทื่อ จากนั้นเขาก็จ้องไปลิ่วซี
วันนี้ลิ่วซีเตรียมตัวก่อนจะมา แต่งตัวงดงาม แต่งหน้าสดใสบวกกับใบหน้าของนางในตอนนี้ ทำให้มีเสน่ห์เพิ่มขึ้นและยังมีความเขินอายเล็กน้อยหัวใจของอวิ๋นซู่เต้นแรงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เขาเคยชินกับเสื้อผ้าธรรมดาๆ ของนางและท่าทางเย็นชาของนาง แต่จู่ๆ นางก็เปลี่ยนไปเป็นท่าทางที่ดูแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงทำให้เขาเสียการควบคุม
เขาลุกขึ้นและอุ้มนางออกจากโต๊ะอาหารทันที ก่อนจะไปที่เตียงในห้องด้านในที่นี่เงียบสงัด ได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจที่เต้นรัวเหมือนกลองมีเพียงแสงเทียนจากห้องทรงอักษรเท่านั้นที่ลอดเข้ามา ทำให้ในห้องนี้มืดเล็กน้อยแต่ยังสามารถมองเห็นกันและกันได้
แววตาของอวิ๋นซู่เต็มไปด้วยความกระหาย สายตาที่เร่าร้อนนั้นมองนางราวกับจะละลายนางให้ได้
เขารู้ว่านางเตรียมพร้อมมาแล้ว และเขารู้ยิ่งกว่านั้นว่าการที่นางพะเน้าพะนออย่างจริงใจเช่นนี้ก็ยังมีความเสแสร้งแกล้งทำอยู่ในนั้นด้วย เขาจมลงสู่ภวังค์ของตัวเองไม่มีทางจะหลุดพ้นออกมาได้ ไม่ว่าคนทั่วใต้หล้านี้จะทำเหมือนเขาเป็นเทพเจ้าอย่างไรไม่ว่าคนทั้งใต้หล้านี้จะหวาดกลัวเขาเพียงใด ไม่ว่าเขาจะเป็นฮ่องเต้หรือชาวบ้านธรรมดาแต่สุดท้ายเขาก็ไม่อาจหลีกหนีจากเงื้อมมือของนางได้
ด้วยการเริ่มต้นที่ดีในค่ำคืนนี้ ทั้งอวิ๋นซู่และลิ่วซีต่างก็ยอมรับความสัมพันธ์เช่นนี้อย่างเงียบๆรุ่งขึ้นลิ่วซีทำธุระของตัวเองในตำหนักลิ่วชิงและอวิ๋นซู่ก็ยุ่งกับราชกิจของตัวเอง เมื่อตกเย็น หลังจากอวิ๋นซู่เสร็จงานก็ไม่ได้จำเป็นต้องให้ประกาศเรียกลิ่วซีกลับเป็นฝ่ายไปหาเขาที่ตำหนักอวี้เซวียน และอันกงกงที่เฝ้าประตูอยู่ย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดีรักษาความลับไม่ให้รั่วไหลออกไปภายนอก
เสื้อผ้าของลิ่วซีเปลี่ยนไปทุกวัน ทำให้อวิ๋นซู่รู้สึกแปลกหูแปลกตาได้ทุกวันคำพูดหรือการแสดงออกของเขาไม่เย็นชาเหมือนเมื่อก่อน ซ้ำยังมีรอยยิ้มที่งดงามอวิ๋นซู่เขียนพู่กัน ส่วนนางก็ฝนหมึกอยู่ข้างๆ เขา ถ้าอวิ๋นซู่เหนื่อยล้านางก็จะนวดไหล่และนวดขมับให้เขาเพื่อทำให้เขาสดชื่น ถ้าจู่ๆ มีขุนนางมาขอเข้าเฝ้า นางก็จะรออยู่ข้างในอย่างเงียบๆจนกว่าพวกเขาเหล่านั้นจะจากไป
นางรู้ลำดับความสำคัญดีที่สุด และจะปรากฏตัวในทุกที่ที่เขาต้องการนางถึงอย่างไร นอกจากอารมณ์ของเขาจะดีขึ้นมากในหลายวันที่ผ่านมาแล้ว ทว่าต่อมาเขากลับกลายเป็นเย็นชาเหมือนตอนแรกอารมณ์ของเขาเริ่มแย่ลง กระทั่งตอนที่กอดนาง วินาทีต่อมาจู่ๆ เขาก็โกรธ
ลิ่วซีไม่รู้ว่าเรื่องอะไรหรือนางทำอะไรผิดทำให้เขาไม่มีความสุขทำได้เพียงตามใจเขาอย่างระมัดระวังและเชื่อฟังให้มากขึ้นเท่านั้นแต่มันก็ไร้ประโยชน์ ยิ่งนางพะเน้าพะนอเขามากเท่าไร เขากลับยิ่งโกรธมากขึ้น
เรื่องนี้ทำให้ลิ่วซีจนปัญญา ไม่รู้ว่าสมควรจะทำอย่างไรให้เขามีความสุขหลังจากแก้ไข ความสัมพันธ์ที่กำลังจะดีขึ้นกลับตกลงสู่ความเย็นชาอีกครั้ง
ในคืนนั้น ลิ่วซีเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าไปในตำหนักอวี้เซวียนชางรั่วอวี้ก็พูดกับอันกงกง ต้องการเข้ามาในตำหนักอวี้เซวียน
นางเอ่ยถามอันกงกงด้วยรอยยิ้ม
“ช่วงนี้ฝ่าบาทยุ่งหรือไม่? เขาไม่ได้มาที่ตำหนักจิ่งอวี้นานแล้ว”
อันกงกงเลิกคิ้วตอบด้วยรอยยิ้ม
“ช่วงนี้ถูกต่างแคว้นรบกวน ฝ่าบาททรงกำลังยุ่งอยู่กับการหารือมาตรการรับมือ”แต่เขายังคงขวางทางชางรั่วอวี้เอาไว้อยู่
“ต่อให้ทรงยุ่งแค่ไหนก็ต้องดูแลพระวรกาย ข้าทำน้ำแกงมาให้ฝ่าบาทโดยเฉพาะรบกวนกงกงบอกฝ่าบาทให้ด้วย”
แม้ว่าชางรั่วอวี้จะพูดอย่างอ่อนโยนและสุภาพ แต่สายตาราวกับสั่งอันกงกง
แน่นอนว่าอันกงกงต้องรายงาน
“ฮองเฮาโปรดรอสักครู่ กระหม่อมจะไปทูลฝ่าบาท”
เมื่อได้ยินว่าชางรั่วอวี้ต้องการเข้ามาเขาก็ตอบกลับไปด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
“ให้นางเข้ามา”
จากนั้นก็หันไปพูดกับลิ่วซี
“กลับเข้าไปด้านใน”
ลิ่วซีที่เดิมทีสามารถยืนได้อย่างผ่าเผยด้านหลังเขาก็ต้องถอยกลับไปที่ห้องด้านใน เพราะคำสั่งของเขา ราวกับเป็นสนมที่ไม่อาจเจอแสงสว่างได้กระทั่งแม้แต่ตำแหน่งสนมก็ยังเทียบไม่ติด
แม้ว่าใบหน้าของนางจะยังคงสงบ แต่อยู่ๆ หัวใจกลับจมดิ่งลงสู่ก้นหุบเขากลิ้งลงไปอย่างยากลำบาก ที่แท้ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ ไม่ว่าจะเวลาใด เมื่ออยู่ต่อหน้าชางรั่วอวี้นางก็ยังคงพ่ายแพ้
นางได้ยินทุกคำพูดของชางรั่วอวี้กับอวิ๋นซู่ได้อย่างชัดเจน
“ฝ่าบาท วันนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว ไม่กี่วันก่อนที่เจียงหนานได้ส่งผ้าผืนใหม่มาให้หม่อมฉันได้เตรียมเอาไว้ว่าจะส่งมาให้พระองค์ทรงลองดู”
จากนั้นอวิ๋นซู่ก็ตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
“เรื่องแบบนี้ให้บ่าวรับใช้ทำก็ได้ เจ้าสุขภาพไม่ดี สมควรพักผ่อนให้มาก”
ชางรั่วอวี้กล่าวต่อ
“อีกไม่กี่วันก็จะถึงฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงฤดูที่ฝ่าบาทจะต้องออกไปล่าสัตว์ หม่อมฉันจึงอยากเตรียมฉลแงพระองค์กันหนาวให้ฝ่าบาทสักสองสามตัว”
“ลำบากเจ้าเกินไปแล้ว”
ระหว่างคำถามกับคำตอบนี้ ดูเหมือนสามีภรรยากันตามปกติและมีความเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดมาก ความคุ้นเคยนี้สะสมมานานหลายปี
ลิ่วซีฟังอย่างเงียบๆ ในห้องด้านใน คิดถึงการแสดงออกที่นิ่งสงบของอวิ๋นซู่ เมื่อเขาพูดกับชางรั่วอวี้ เขาคงจะรักชางรั่วอวี้ใช่หรือไม่? ในตอนนั้นนางถูกลงโทษก็เพราะชางรั่วอวี้ ตอนนี้ชางรั่วอวี้ได้เป็นฮองเฮาแม้ว่านางจะไม่ได้ให้กำเนิดโอรสหรือธิดา แต่ก็ไม่มีความผิดใดแม้แต่ตอนที่ชางรั่วอวี้มา นางก็ยังต้องหลบออกไปเพราะไม่ต้องการให้ชางรั่วอวี้เสียใจ
ในเมื่อเจ้ารักชางรั่วอวี้เพียงนั้นไยไม่ให้นางมาปรนนิบัติเจ้าที่ตำหนักอวี้เซวียน เหตุใดต้องให้นางวิ่งมาอยู่เป็นเพื่อนทุกคืน
ตอนนี้นางกำลังอัดอั้นตันใจอยู่ในห้องชั้นใน แต่ก็ฝืนไม่แสดงออก
หลังจากที่ชางรั่วอวี้จากไป นางก็ออกมาด้วยใบหน้าที่ยังคงเดิม เหมือนไม่มีสิ่งใดผิดปกติแต่อวิ๋นซู่ที่ได้เห็นนางเป็นเช่นนี้ กลับรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากจึงสั่งให้นางกลับไป
“กลับตำหนักลิ่วชิงไปก่อน”
น้ำเสียงของเขาเย็นชาเล็กน้อยไม่สงบหรืออ่อนโยนเหมือนตอนที่เขาคุยกับชางรั่วอวี้
“หม่อมฉันทูลลา”
นางกัดฟันเดินออกไปจากตำหนักอวี้เซวียน
ลิ่วซีกลับไปที่ตำหนักลิ่วชิงก็ไม่ได้นอนทั้งคืน คิดว่าความสัมพันธ์ที่กำลังจะดีกลับเปลี่ยนเป็นเย็นชาอารมณ์ของอวิ๋นซู่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอยู่เหนือการควบคุมของนาง แปรปรวนมากเกินไป
ส่วนอวิ๋นซู่เองก็ไม่ได้หลับทั้งคืน เมื่อตื่นขึ้นในเช้าวันต่อมาเขาก็รู้สึกหงุดหงิดและโมโหบ่าวรับใช้หลายคนเพราะเรื่องเล็กน้อย
อันกงกงไม่กล้าพูดอะไรสักคำเพียงหยิบกระดาษที่ฮ่องเต้เขียนผิดแล้วโยนลงพื้นขึ้นมาใส่ลงถังขยะ
อวิ๋นซู่ไม่รู้ว่าตัวเองโกรธเรื่องอะไรทั้งที่รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่านางจงใจลดตัวลงมาเพื่อเข้าใกล้เขาแต่มันเป็นเพียงการเสแสร้ง เขาไม่ได้แสดงออกในตอนแรก เพียงแต่ให้ความร่วมมือกับนาง
แต่นางมาหาเขาทุกวัน ทำให้เขาเริ่มหวั่นไหวและยิ่งต้องการนางมากขึ้นอยากให้นางมาอยู่กับเขา อยากให้นางแสดงออกมาจากใจจริงอยากให้รอยยิ้มของนางเป็นรอยยิ้มที่จริงใจ อยากให้คำพูดห่วงใยของนางจริงใจและอยากให้อารมณ์ของนางตอนที่อยู่ใต้ร่างของเขาเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ทำเพื่อเอาใจเขา
แม้บางครั้ง ตอนที่เขายากจะควบคุมตัวเอง ทันทีที่เขามองแววตาของนางแม้จะมองเขา แม้จะตั้งใจแสดงความปรารถนาเขาออกมา แต่ความรู้สึกในแววตาที่นางแสดงออกมามันกลับทำลายความรู้สึกทั้งหมดไป
ไม่ว่านางจะแสร้งทำเป็นดีสักเพียงใด แต่ในช่วงเวลาสำคัญนั้นมันกลับกลายเป็นการปฏิเสธและต่อต้านเสมอทำให้การหักห้ามใจตัวเองของเขาเป็นเรื่องที่น่าขำ เมื่อคืนชางรั่วอวี้มาเยี่ยมเขาให้นางหลบไปก่อน ประการแรกเขาไม่ต้องการให้ชางรั่วอวี้สร้างเรื่องขึ้นในวังหลังและเขาเองก็อยากรู้ว่านางจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่ผลก็เป็นอย่างที่เขาคิด นางยังคงนิ่งสงบเหมือนที่เคยเป็น
ใต้หล้ามีสตรีมากมายและวังหลังนี้ก็มีไม่น้อยที่รอคอยปรนนิบัติเขาแต่เขากลับมอบความปรารถนาให้กับลิ่วซีทั้งหมดกระทั่ง...สิ่งที่เขายากจะอธิบายก็คือ ความต้องการของเขามันตอบสนองกับลิ่วซีเพียงคนเดียวใช้ไม่ได้กับสตรีอื่น
ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจ เขาก็ตอบสนองกับสตรีผู้นั้นเพียงคนเดียว
เมื่อนางอยู่ต่อหน้า ไหนเลยเขาจะยังเป็นฮ่องเต้? แม้แต่ชาวบ้านธรรมดายังไม่ใช่
ในที่สุดหลังจากผ่านไปสองวัน เขาก็เรียกอันกงกงมา
“วันนี้ออกไปล่าสัตว์เร็วหน่อย”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท บ่าวจะออกไปเตรียมการเดี๋ยวนี้” การออกล่าสัตว์นอกวังเป็นสิ่งที่อวิ๋นซู่ต้องทำทุกปีและยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเขาในการผ่อนคลายทุกปี
“พาคนในตำหนักลิ่วชิงไปด้วย”
หลังจากที่อันกงกงกำลังจะออกไป เขาก็ได้ยินคำสั่งของฮ่องเต้เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“ฝ่าบาท ล่าสัตว์ทุกปีพระองค์ไม่เคยให้คนจากวังหลังติดตามไปด้วย เอ่อในป่าทุรกันดารนัก สนมซีจะทนความลำบากได้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นซู่เหลือบมองครู่หนึ่ง
“ทนไม่ได้ก็ต้องทน”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
“จริงสิ บ่าวรับใช้ของตำหนักลิ่วชิงให้อยู่ในวัง ให้นางไปคนเดียว”
อวิ๋นซู่เปลี่ยนใจและออกคำสั่งทันที แน่นอนว่าอันกงกงจะปฏิบัติตามทุกอย่าง
เมื่อลิ่วซีได้ยินว่านางกำลังจะได้ไปล่าสัตว์กับเขา ก็อดแปลกใจไม่ได้อวิ๋นซู่ชอบขี่บนหลังม้ามาตั้งแต่เด็ก และตั้งแต่เขาเป็นชายหนุ่ม เขามักจะออกไปล่าสัตว์ทุกปีและมักจะไปคนเดียว ทุกปีมีแค่อันกงกงไปด้วยเท่านั้น ต่อมาหลังจากลิ่วซีรู้นางก็ไม่สนใจการคัดค้านของเขา ดื้อรั้นจะตามไปด้วย ม้าของเขาห้อตะบึงไปด้านหน้าและลิ่วซีก็ตามอยู่ด้านหลังตอนนั้นเพราะนางมีเหย่เลี่ยสอนขี่ม้าตั้งแต่เด็กทักษะการขี่ม้าของนางจึงไม่ต่างจากบุรุษส่วนใหญ่ ไม่ว่าเขาจะหลบอย่างไรนางก็ตามทัน
อวิ๋นซู่จนปัญญากับนางแล้ว จึงต้องพานางติดตามไปด้วยตลอด แต่เพราะนางมั่นใจในการขี่ม้าของตัวเองมากเกินไปอาละวาดจนไม่สนใจกฎระเบียบ อวิ๋นซู่ทำได้เพียงตั้งเงื่อนไข ว่านางต้องขี่ม้ากับเขาจึงจะยอมให้นางติดตามไปด้วย
นางเคยล่าสัตว์กับเขามาหลายปีแล้ว กระทั่งมีอยู่ปีหนึ่ง นางไม่ได้ไปกับเขาเพราะมีอันตรายซ่อนอยู่ในป่า เขากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนางจึงไม่ให้ตามไปด้วยและต่อมานางก็ตามเขาเข้าวัง ไม่สามารถไปไหนมาไหนตามอำเภอใจได้ถึงได้ยอมแพ้ไปในที่สุด
ดังนั้นเมื่ออันกงกงบอกนางว่า อวิ๋นซู่จะพานางออกไปล่าสัตว์นางจึงประหลาดใจมากจริงๆ
เชิงอรรถ
[1]เจิ้น เป็นคำเรียกแทนตัวเองของ ฮ่องเต้