สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพากลีบดอกไม้แห้งและไอแดดอุ่นจางๆ ผ่านหน้าต่างกระจกใสบานกว้าง เวลาล่วงเลยผ่านไปสามเดือนเต็มแล้วนับั้แ่โศกนาฏกรรมอันลึกลับที่หมู่บ้านไอเซลถูกทางการประกาศปิดข่าวว่าเป็เพียงเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติจากสภาพอากาศแปรปรวนเฉียบพลัน
ชีวิตของผู้คนบนโลกภายนอกยังคงดำเนินไปตามครรลองปกติอันแสนซ้ำซาก รถยนต์หลากสัญชาติยังคงวิ่งขวักไขว่เบียดเสียดกันบนท้องถนนคอนกรีตในชั่วโมงเร่งด่วน ผู้คนวัยทำงานยังคงก้มหน้าก้มตาเดินเร่งรีบไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และเด็กนักเรียนในชุดเครื่องแบบสะอาดสะอ้านยังคงเดินหยอกล้อกันเข้าประตูโรงเรียนในทุกๆ เช้า ราวกับว่าไม่มีใครเลยบนโลกใบนี้ที่เคยรับรู้ถึงไฟาลับอันแสนวิปลาสที่กำลังปะทุอยู่เื้ัม่านหมอกแห่งความจริง
มหานครโครเนแซนเดรียเหมืองหลวงอันศิวิไลซ์เองก็ไม่ได้มีข้อยกเว้นเช่นกัน
ภายในห้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง โรเชลล์กำลังนั่งเท้าคางพลางใช้ปากกาเจลจดบันทึกบทเรียนวิชาประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่ลงบนสมุดอยู่ตรงที่นั่งประจำริมหน้าต่าง เสียงแหบแห้งของอาจารย์ประจำวิชายังคงบ่นพึมพำอธิบายเน้นย้ำอยู่หน้าชั้นเรียน สลับกับเสียงซุบซิบพูดคุยกันของเพื่อนร่วมชั้นใน่ก่อนเข้าสู่คาบพักเที่ยง
ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเธอกลับคืนสู่ความราบเรียบและปกติสุข...เหมือนกับ่เวลาก่อนที่เธอจะถูกผู้ก่อการร้ายไล่ล่าจนเด็ดเดี่ยวลากเข้าไปพัวพันกับองค์กรลับระดับโลกอย่าง V.I.F. เหมือนกับก่อนที่เธอจะได้เห็นภาพติดตาของฝูงสัตว์ประหลาดต่างมิติการ์เลนอสฉีกกระชากคอกปศุสัตว์ และเหมือนกับก่อนที่เธอจะได้พบกับเพื่อนสนิทในฐานะ ‘ผู้ถือครองพลังลีซิลนอส’... วีรสตรีผู้แบกชะตากรรมของโลก
แต่ถึงกระนั้น...ลึกลงไปในใจของเด็กสาวผมทอง เธอกลับรู้ดีว่าบางสิ่งบางอย่างในชีวิตของตนเองได้แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงและไม่มีวันกลับมาเป็เหมือนเดิมได้อีกแล้ว โรเชลล์ละสายตาจากกระดานดำแล้วเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าสีครามสดใสทอดยาวไกลสุดสายตาอย่างไร้ขอบเขต และในหัวของเธอพลันปรากฏภาพใบหน้าของเพื่อนสาวเรือนผมสีแดงเพลิงผู้มีรอยยิ้มซื่อๆ ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
นับั้แ่วันนั้นที่ทั้งสองคนเอ่ยคำมั่นสัญญาแยกจากกันในโถงทางเดินเหล็กกล้าของป้อมปราการลอยฟ้า ORCA พวกเธอทั้งสองคนก็ไม่เคยได้ติดต่อสื่อสารกันอีกเลย ไม่มีข้อความแชตส่งถึงกัน ไม่มีสายโทรศัพท์เรียกเข้า ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของข่าวคราวผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ราวกับว่าตัวตนของรินได้ถูกลบและเลือนหายไปจากโลกปกติใบนี้แล้วจริงๆ
โรเชลล์เคยพยายามรวบรวมความกล้ากดส่งข้อความไปหาอยู่หลายสิบครั้ง ทว่าทุกครั้งสิ่งที่ส่งกลับมามีเพียงสัญญาณว่างเปล่าพร้อมข้อความระบบอัตโนมัติแจ้งเตือนสั้นๆ ว่า [ไม่สามารถติดต่อเลขหมายปลายทางได้ในขณะนี้] ใน่เดือนแรกเธอรู้สึกกังวลใจและกระวนกระวายจนนอนแทบไม่หลับ ทว่าเมื่อวันเวลาไหลผ่านไป ความกังวลเ่าั้ก็ค่อยๆ ถูกแปรเปลี่ยนกลายเป็ความเคยชินอันแสนขื่นขม
เพราะเธอเข้าใจดี...เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าชีวิตของรินในตอนนี้คงแตกต่างจากตัวเธอโดยสิ้นเชิงแล้ว คนหนึ่งได้รับโอกาสให้กลับมาใช้ชีวิตวัยรุ่นธรรมดา เที่ยวเล่นและเรียนหนังสือ แต่อีกคนกลับต้องสวมชุดเกราะพลังพระเ้าออกไปสู้รบในสมรภูมิสีเืเพื่อปกป้องความสงบสุขของโลกใบนี้
“...ตอนนี้จะเป็ยังไงบ้างนะ ยัยริน” โรเชลล์พึมพำเบาๆ กับตัวเอง แววตาหม่นแสงลงเล็กน้อย ก่อนจะลอบถอนหายใจยาวแล้วสลัดความคิดฟุ้งซ่าน สะบัดหัวหันกลับมาสนใจจดคำบรรยายบนกระดานดำตรงหน้าต่อไป
ในเวลาเดียวกัน...เหนือชั้นบรรยากาศและหมู่เมฆหนาทึบขึ้นไปหลายหมื่นเมตร
ป้อมปราการลอยฟ้าขนาดมหึมา ORCA ยังคงล่องลอยแหวกม่านอากาศอยู่บนฟากฟ้าอันไกลโพ้นอย่างเงียบเชียบและทรงพลัง
ภายในห้องฝึกซ้อมพิเศษเขต 4 ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยผนังโลหะผสมไทเทเนียมหนาสามชั้นพร้อมติดตั้งระบบกางกั้นอาณาเขตพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า บัดนี้ เปลวเพลิงพลังงานสีแดงทองอันร้อนแรงกำลังปะทุพวยพุ่งะเิออกมาจากร่างของเด็กสาวผมแดงอย่างบ้าคลั่ง!
ตูมมมมม!!!
แรงะเิและคลื่นความร้อนมหาศาลพุ่งกระแทกเข้าใส่กำแพงสนามพลังงานตัวรับอย่างรุนแรงจนเกิดระลอกคลื่นสั่นะเืส่องแสงวาบไปทั่วทั้งห้อง รินทรุดเข่าลงกับพื้นห้องโลหะ เธอหอบหายใจเข้าปอดอย่างหนักหน่วงจนอกกระเพื่อม หยาดเหงื่อเม็ดโตไหลอาบแก้มและใบหน้าจนชุ่ม ชุดรัดรูปสำหรับฝึกซ้อมสีดำของเธอเต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมสีน้ำตาลเป็จุดๆ จากผลกระทบของพลังงานลีซิลนอสที่เพิ่งเกิดอาการปะทุและควบคุมไม่ได้เมื่อครู่
“...อีกแล้ว.. อีกแล้วเหรอเนี่ย...” เด็กสาวกัดฟันแน่นจนเกิดเสียงดังกรอด ดวงตาสั่นระริกด้วยความเจ็บใจ
ตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมา รินแทบไม่มีเวลาหลงเหลือไปคิดถึงเื่สัพเพเหระอื่นใดในชีวิตเลย ทุกๆ วันของเธอถูกอัดแน่นไปด้วยตารางการฝึกซ้อมทางยุทธวิธีอันโเี้ การออกปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายในเขตผันผวนมิติย่อย การนั่งเรียนรู้ทฤษฎีกลไกการทำงานของพลังงานโบราณร่วมกับดร.นิโคล และการเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดสำหรับภัยคุกคามวันพิพากษาโลกที่สตีฟเคยทิ้งคำขู่เอาไว้ ชีวิตของเธอพลิกผันจากหน้ามือเป็หลังมือจนแม้แต่เวลาจะเอนหลังนอนพักผ่อนยังแทบหาไม่ได้
และเพราะความเหน็ดเหนื่อยอันหลีกเลี่ยงไม่ได้นี้เอง ทำให้บางครั้งเธอก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ด้วยความรู้สึกผิดลึกๆ...ว่าเธอไม่ได้ส่งข่าวหรือพูดคุยกับโรเชลล์เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวมานานแค่ไหนแล้ว
“...พอแค่นั้นก่อนเถอะ วันนี้ฝึกหนักเกินโควตามามากแล้ว”
เสียงเรียบต่ำทว่าแฝงความเด็ดขาดคุ้นหูดังขึ้นจากบริเวณทางเข้าห้องฝึก รินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมอง พบร่างของผู้การสาวโรซาเลียยืนกอดอกอยู่หน้าประตูบานเลื่อนอัตโนมัติ ใบหน้าสวยคมยังคงเรียบเฉย “ถ้าหากเธอยังขืนดื้อดึงฝืนกระตุ้นเรโซแนนซ์พลังงานมากกว่านี้ ร่างกายและกล้ามเนื้อของเธอจะรับภาระไม่ไหวจนสลายไปซะก่อน”
“...ค่ะ ผู้การ” รินตอบรับเสียงแ่อย่างหมดแรง ก่อนจะทิ้งตัวนั่งแหมะลงบนพื้นห้องโลหะอันเย็นเฉียบอย่างไร้เรี่ยวแรง
โรซาเลียสาวเท้าก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยันเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นข้างๆ เด็กสาวอย่างเงียบเชียบ บรรยากาศภายในห้องฝึกซ้อมพลันตกอยู่ในความสงบอันไร้สุ้มเสียงอยู่ครู่ใหญ่ มีเพียงเสียงระบบระบายความร้อนของห้องที่ทำงานดังหึ่งๆ จนกระทั่งรินตัดสินใจทำลายความเงียบขึ้นมา โดยที่ดวงตายังคงจับจ้องมองฝ่ามือทั้งสองข้างของตนเองที่สั่นเทา
“...ผู้การคะ”
“ว่าไง”
“บางครั้ง...ฉันรู้สึกว่าตัวเองยังไม่มีความพร้อมสำหรับเื่พวกนี้เลยค่ะ”
โรซาเลียเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยปรายสายตามอง “หมายความว่ายังไง?”
“ทุกเื่เลยค่ะ” รินแค่นหัวเราะแห้งๆ อย่างสมเพชตัวเอง “เมื่อสามเดือนก่อนฉันยังเป็แค่นักเรียนมัธยมปลายธรรมดาๆ ที่คิดแค่เื่ผลสอบวิชาคณิตศาสตร์ เื่เที่ยวและเื่สัพเพเหระอยู่เลยแท้ๆ...แต่ตอนนี้จู่ๆ กลับต้องมารับรู้เื่ราวากู้โลก เื่แผนการวันพิพากษา เื่ของนักรบลีซิลนอสคนแรกอย่างคุณอีฟวี่ บราวน์...แล้วก็เื่ที่เ้าหน้าที่ทุกคนในป้อมปราการแห่งนี้แอบคาดหวังในตัวฉัน” น้ำเสียงของเด็กสาวค่อยๆ แ่เบาและสั่นเครือลงเรื่อยๆ “บางที...ฉันก็รู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจเลยค่ะผู้การ”
ผู้การสาวโรซาเลียยังคงนั่งนิ่งฟังถ้อยคำเ่าั้อย่างสงบ โดยไม่ได้เอ่ยขัดหรือตบตาคำพูดของเด็กสาวเลยแม้แต่คำเดียว
“ฉันกลัว...กลัวว่าจะทำตามที่ทุกคนหวังไว้ไม่ได้ กลัวว่าจะไม่สามารถช่วยชีวิตใครไว้ได้เลยเมื่อถึงเวลาจริง...แล้วก็กลัวว่าสุดท้ายแล้ว ตัวฉันจะกลายเป็แค่ภาระอันใหญ่หลวงของทุกคนในหน่วย Vanguard...” คำพูดพรั่งพรูเ่าั้หลุดทะลักออกมาจากปากของรินราวกับเขื่อนกักเก็บน้ำที่พังทลาย มันเป็ความรู้สึกกดดันอย่างมหาศาลที่เด็กสาวเลือกจะเก็บซ่อนแบกรับเอาไว้เพียงลำพังคนเดียวมาตลอดหลายเดือนโดยไม่เคยบอกใคร
โรซาเลียจ้องมองเด็กสาวผมแดงที่กำลังก้มหน้าร้องไห้เงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลอบถอนหายใจยาวออกมาแ่เบา แววตาสีม่วงคู่นั้นอ่อนแสงลง “ริน อาซากิ...เธอรู้ไหมว่าตอนที่ฉันอายุเท่าเธอในตอนนี้ ฉันกำลังคิดและทำอะไรอยู่?”
รินชะงักไปะเิสะอื้นสั้นๆ ก่อนจะค่อยๆ ส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบ
“ตอนนั้นฉันคิดว่าตัวเองน่ะเป็ผู้หญิง ‘เก่งกาจและไร้เทียมทานที่สุดในโลก’ เลยยังไงล่ะ”
“...เอ๊ะ?” รินกะพริบตาปริบๆ หันขวับมามองผู้บังคับบัญชาด้วยความประหลาดใจ
“ไม่เชื่องั้นหรอ” โรซาเลียหัวเราะห้วนในลำคอ “ตอนฉันอายุสิบเจ็ดสิบแปด ฉันมั่นใจในฝีมือดาบและการควบคุมวีโอซูทของตัวเองมาก คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งพอจะปกป้องทุกคนได้ คิดว่าแผนการรบของตัวเองจะไม่มีวันพลาดหรือล้มเหลว...” แววตาสีม่วงคู่คมคริบพลันหม่นแสงลงวูบหนึ่ง แฝงไปด้วยความเ็ปลึกซึ้งในอดีต “...จนกระทั่งวันหนึ่ง ในภารกิจตะลุยเขตจำกัดสีชาดในพื้นที่ R Zone ความโอหังนั่นทำให้ฉันต้องยืนมองลูกทีมและเพื่อนร่วมรุ่นของตัวเองถูกการ์เลนอสฉีกร่างฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ฉันไม่สามารถก้าวขาเข้าไปช่วยอะไรพวกเขาได้เลยสักอย่าง”
รินเบิกตากว้างนิ่งงันไป นี่เป็ครั้งแรกนับั้แ่เธอเข้าองค์กรมา...ที่โรซาเลียยอมเปิดปากพูดถึงอดีตและาแในใจของตนเองให้ฟัง
“หลังจากวันนั้นเป็ต้นมา ฉันก็เริ่มรู้จักความกลัวเหมือนกัน...กลัวการต้องออกคำสั่งตัดสินใจ กลัวความผิดพลาดในเสี้ยววินาที กลัวการต้องสูญเสียคนในหน่วยไปอีก” ผู้การสาวเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้องฝึกซ้อม “แต่สุดท้ายฉันก็ตระหนักและเข้าใจได้ว่า...คนที่ไม่เคยรู้จักความกลัวหรือความล้มเหลวเลยต่างหากที่เป็บุคคลที่อันตรายที่สุดในสนามรบ”
“...”
“เพราะคนโง่ประเภทนั้น...จะไม่มีวันเข้าใจถึงคุณค่าของชีวิตและสิ่งสำคัญที่ตนเองต้องแบกรับเพื่อปกป้องมันไว้เลยยังไงล่ะ”
รินนิ่งฟังถ้อยคำแฝงปรัชญาของผู้าุโอย่างตั้งใจ หัวใจที่เคยหนักอึ้งและบีบรัดด้วยความกดดันเมื่อครู่ ค่อยๆ คลายตัวลงและเบาสบายขึ้นทีละน้อยอย่างประหลาด
โรซาเลียหันหน้ากลับมาสบสายตากับเด็กสาวตรงๆ “ริน อาซากิ”
“คะ...ค่ะ ผู้การ”
“ไม่มีเ้าหน้าที่หรือใครก็ตามบนยาน ORCA ลำนี้ คาดหวังหรือบังคับให้เธอต้องกลายไปเป็เหมือนนักรบหญิง อีฟวี่ บราวน์ คนที่สองหรอกนะ”
คำพูดนั้นทำให้รินดวงตาสั่นไหวเบิกกว้างด้วยความคาดไม่ถึง
“พวกเราไม่ได้้าวีรสตรีในตำนานผู้ไร้จุดด่างพร้อยจากอดีตเมื่อสี่ปีก่อน...” น้ำเสียงของโรซาเลียที่เอ่ยออกมาในเวลานี้ ช่างนุ่มนวลและอ่อนโยนกว่าทุกครั้งที่รินเคยได้ยินมาตลอดสามเดือน “...พวกเราทุกคนที่นี่ ้าเพียงแค่ ริน อาซากิ เด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังพยายามหยัดยืนต่อสู้อย่างเต็มกำลังความสามารถของตัวเองจากพลังที่ได้รับมาจากพระเ้าต่างหากล่ะ”
“...”
ถ้อยคำสั้นๆ ทว่าทรงพลังนั้นคล้ายกับแสงแดดที่สาดส่องลงมากระทบก้อนน้ำแข็งหนาในอกของรินจนละลายหายไปสิ้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอเอาแต่กดดันตัวเอง เอาแต่เปรียบเทียบเงาร่างของตนเองกับวีรสตรีผู้ล่วงลับอย่างอีฟวี่ บราวน์ จนลืมไปว่า...ไม่มีใครเลยที่บังคับให้เธอต้องเป็คนอื่น นอกจากเป็ตัวของเธอเอง
“...ขอบคุณมากเลยนะคะผู้การ” รินระบายยิ้มกว้างออกมาเป็ครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ หยาดน้ำตาที่ค้างอยู่ตรงขอบตาถูกปัดออกลวกๆ
โรซาเลียเห็นดังนั้นจึงยกมือเรียวขึ้นลูบเส้นผมสีแดงยุ่งเหยิงของเด็กสาวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ากลับมาดุดันตามเดิม “ถ้าคิดจะขอบคุณฉันจริงๆ ล่ะก็...รีบไสหัวไปเข้าห้องน้ำอาบน้ำชำระร่างกายซะยัยหนู”
“...คะ? เอ๋?”
“สภาพของเธอในตอนนี้น่ะ...ดูมอมแมมหยั่งกับเพิ่งรอดชีวิตออกมาจากโรงงานผลิตะเินิวเคลียร์ะเิใส่ยังไงยังงั้นแหละ ยืนใกล้ๆก็เริ่มเหม็นไหม้ไปหมดแล้ว”
“โธ่! ผู้การ!” รินหน้ามุ่ยร้องโวยวายเสียงหลง
เสียงหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนานของทั้งสองคนดังประสานขึ้นภายในห้องฝึกซ้อมอันกว้างใหญ่ และนี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่รินได้รับรู้และรู้สึกอย่างแท้จริงว่า...ตัวเธอไม่ได้กำลังแบกรับชะตากรรมอันแสนหนักอึ้งของโลกใบนี้อยู่เพียงลำพังตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว
กลางดึกคืนเดียวกันนั้น ณ มหานครโครเนแซนเดรีย
แสงไฟจากเสาไฟฟ้าทางเดินริมถนนส่องสว่างรำไรสลับกับความมืด โรเชลล์กำลังเดินทอดน่องกลับบ้านเพียงลำพังหลังจากเสร็จสิ้นการอ่านหนังสือเตรียมสอบที่ห้องสมุดจนดึกดื่น เสียงฝีเท้าของเธอเดาะกระทบพื้นฟุตบาทคอนกรีตดังเป็จังหวะท่ามกลางความเงียบสงัดของเมืองหลวงยามวิกาล เด็กสาวผมทองกระชับสายกระเป๋าเป้แน่นพลางแหงนหน้ามองดวงจันทร์เสี้ยวบนฟ้า ในใจยังคงคิดถึงเื่ราวเก่าๆ และหวังลึกๆ ว่าความสงบสุขเช่นนี้จะอยู่กับเธอตลอดไป
เธอไม่มีทางรู้เลย...และไม่มีััใดๆ ที่จะบ่งบอกได้เลยว่า
บนดาดฟ้าของตึกระฟ้าตึกหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร ท่ามกลางเงามืดที่แสงไฟของเมืองหลวงส่องไปไม่ถึง มีร่างของชายคนหนึ่งยืนนิ่งสนิทราวกับรูปสลัก ทอดสายตาลงมาเบื้องล่างอย่างเงียบงัน
เรือนผมสีขาวซีดของเขาปลิวไหวไปตามกระแสลมหนาวที่พัดผ่านยอดตึก ั์ตาสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำคู่เดิมจับจ้องดิ่งตรงลงมาที่ร่างของเด็กสาวผมทองที่กำลังเดินอยู่บนทางเท้าเบื้องล่างเพียงคนเดียวอย่างไม่คลาดสายตา ราวกับนักล่าที่กำลังเฝ้ามองเหยื่อตัวน้อยในกำมือ
“...อีกไม่นานเกินรอ”
สตีฟเอ่ยพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบาจนกลืนหายไปกับเสียงลม ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับแฝงไปด้วยความปีติอันน่าขนลุก
“...เมื่อวันแห่งชะตากรรมมาถึงภาชนะจะตื่นขึ้นจากการหลับใหลอย่างสมบูรณ์”
รอยยิ้มบางเบาอันลึกลับพาดผ่านใบหน้าหล่อเหลาของเขาเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนที่กระแสลมแรงจะพัดกรรโชกผ่านดาดฟ้าตึก และเมื่อฝุ่นควันจางลง ร่างของชายหนุ่มผมขาวก็สลายตัวกลายเป็ละอองความมืด ทลายหายไปกับราตรีกาลอันไร้ก้นบึ้งอย่างไร้ร่องรอย...ทิ้งไว้เพียงลางร้ายมหันตภัยที่กำลังคืบคลานเข้าใกล้พวกเธอทีละน้อย โดยที่ไม่มีใครทันได้ตั้งตัว
[จบตอนที่ 14: ผู้มาเยือนที่ไม่คาดคิด]