แน่นอนว่าอุตส่าห์ปลอมตัวเป็นักพรตเพื่อตบตาจางฮูหยินฉีซินอี๋ก็ต้องช่วยให้อีกฝ่ายสมหวังสักหน่อย
ดวงจิตแห่งหยกลูบเคราตัวเองขณะจ้องมองกล่องสลักใส่ลูกกลอนมากมายที่ระยะนี้ฉีซินอี๋ฝึกหลอมได้แล้วเก็บเอาไว้
“อย่าบอกนะว่าท่านคิดจะเอาลูกกลอนทะลวงลมปราณขั้น2 ให้ฉีป๋อเหวิน”
ลำพังแค่คำว่าลูกกลอนก็เป็ของล้ำค่าแล้วนี่นางถึงขั้นตัดใจมอบลูกกลอนทะลวงลมปราณขั้น2 ให้ศัตรู! มอบประโยชน์ให้อีกฝ่ายเช่นนี้ไม่สู้เอาไปขายยังคุ้มค่ากว่า
“ข้ารู้ว่าท่านคิดอะไรแต่ลูกกลอนทะลวงลมปราณระดับล่างไม่ได้ล้ำค่าขนาดนั้นท่านไม่ต้องห่วง”
หยิบเม็ดหนึ่งออกมาห่อใส่ผ้าสะอาดส่วนที่เหลือเก็บเอาไว้ในแหวนดวงจิตแห่งหยกลอบถอนหายใจ
“เพื่อให้เป็ไปตามคำทำนายของท่านนักพรตท่านจำเป็ต้องมอบลูกกลอนนี้ให้เขาในเมื่อตัดใจให้อีกฝ่ายแต่ปัญหาอยู่ที่วิธีการ”
“ใช่ ปัญหาอยู่ที่วิธีการส่งมอบ”ฉีซินอี๋กล่าว ทว่าสีหน้าไม่บ่งบอกว่ากำลังคิดหนักแต่อย่างใด กลับกันแววตาซุกซนยิ่งเผยแววสนุกสนาน
ดวงจิตแห่งหยกยังกล่าวอย่างเคร่งเครียด“ท่านควรจะรู้ว่ายามนี้ฉีป๋อเหวินหาใช่คนธรรมดาเหมือนฉีเจินสาวใช้ของท่านเขาเป็ถึงผู้ฝึกตนขั้นหลอมรวมระดับหนึ่ง ยากจะใช้วิธีย่องเบาหย่อนลูกกลอนใส่ปาก”
ฉีซินอี๋นั่งลงตรงโต๊ะเครื่องแป้งมีเฟิ่งเสี่ยวช่วยปรนนิบัติจัดผมให้ได้ยินเ้านายของตนกล่าวว่า
“ท่านไม่รู้หรือ บุรุษต่อให้จะมีความสามารถสูงเทียมฟ้าแต่มักจะตกม้าตายด้วยกลเม็ดหญิงงาม”
“แต่พวกท่านเป็พี่น้องกันข้าไม่คิดว่าเขาจะยอมรับของจากท่าน”
มุมปากของฉีซินอี๋โค้งเล็กน้อยแววตาดำขลับเปล่งประกายไร้ที่สิ้นสุด“ใครว่าข้าจะเป็คนไปหาเขาด้วยตัวเองในเมื่อข้ามีสาวใช้ตัวน้อยของข้าอยู่”
เฟิ่งเสี่ยวชะงักงันเพียงจินตนาการถึงท่าทางหยิ่งยโสไม่เห็นหัวใครของฉีป๋อเหวินในโถงหน้าเบ้าตาสองข้างพลันแดงเรื่อ “คะ คุณหนู ท่านคงไม่ได้คิดจะส่งข้า...”
นางมองสาวใช้ผ่านกระจกรอยยิ้มลุ่มลึกยากจะคาดเดา“แล้วเฟิ่งเสี่ยวน้อยของข้าคิดว่าจะเป็ใครไปได้เล่า”
ได้ยินเ้านายยืนยันเช่นนั้นทำนบน้ำตาทำท่าจะแตกทะลักออกมา ลำพังแค่บรรดาบ่าวไพร่ในเรือนเฟิ่งเสี่ยวก็คล้ายกับกระดูกอ่อนเคี้ยวง่ายนี่ยังจะให้ไปหาผู้ฝึกตนแสนอันตราย มิใช่เป็การผลักนางลงหน้าผาหรอกหรือ
“คุณหนู...ห-ให้ข้าทำอะไรก็ได้แต่อย่าส่งข้าไปหาเขาเลยนะเ้าคะ”
“จุ๊ ๆเขาที่เ้าว่าเป็ถึงพี่ชายของข้าเชียวนะ”
“คุณหนู!” เฟิ่งเสี่ยวใจนหวีไม้แทบจะหล่นแล้วจริงๆ ดวงจิตแห่งหยกกลอกตาทนดูไม่ไหว
“ผ่านไปเป็ปีแล้วนิสัยเสียของท่านมีแต่จะแย่ลงทำไมไม่บอกเฟิ่งเสี่ยวให้กระจ่างเล่าว่าจะให้เสี่ยวไป๋เป็คนไป”
“ข้า?”
เสี่ยวไป๋พึ่งจะเข้ามาก็ได้ยินบทสนทนาเกี่ยวกับตนจึงยืนมึนงงอยู่ข้างฉากกั้น
เนื่องจากเข้ามาอยู่ในจวนตระกูลฉีอย่างเต็มตัวอีกทั้งยามนี้ทั่วทั้งเมืองมีผู้บำเพ็ญเพียรมากหน้าหลายตาผ่านไปมายากจะไว้ใจรูปลักษณ์ภายนอกจึงคงอยู่ในสภาพสาวใช้ แต่ความจริงแทบไม่ได้รับผิดชอบหน้าที่อะไร
ฉีซินอี๋ปรายตามอง“ข้าสามารถหาคนทำแทนได้แต่ไม่ไว้ใจเท่าเ้า”ยังมีเหตุผลอีกอย่างที่นางไม่ได้บอกเสี่ยวไป๋...นั่นคือพี่ชายของนางมีใจเสน่หาเสี่ยวไป๋อย่างไรเล่า!
จุ๊ ๆ เสี่ยวไป๋ของนางช่างงดงามเหลือเกินไม่ว่าจะอยู่ในรูปลักษณ์ใดล้วนตกเป็จุดสนใจของผู้อื่นไม่รู้ว่าคิดผิดหรือคิดถูกที่ให้เขาปลอมตัวเป็หญิง
หลังยามอู่รับประทานอาหารเที่ยงเสร็จฉีซินอี๋ทำทีเข้าห้องนอนพักกลางวันแต่ความจริงคือเข้าไปฝึกหลอมยาในห้องนอน
“เสี่ยวไป๋ตามข้ามา”
ทุกครั้งนางเอ่ยเรียกเขาให้เข้าไปในหอนอนส่วนตัวของสตรีเสี่ยวไป๋มักรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง ยิ่งอยู่ด้วยกันตามลำพังยิ่งดูไม่ดีบุรุษไม่ควรใกล้ชิดหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือนหาไม่จะตกเป็ขี้ปากชาวบ้าน
เห็นเขายังยืนจังก้าอยู่ในเรือนชั้นนอกฉีซินอี๋สังเกตติ่งหูแดงระเรื่อ ถอนหายใจเบา ๆเกรงว่าโรคกฎชายหญิงอะไรนั่นคงจะกำเริบอีกแล้ว
นางเดินไปหาจับมือได้ก็พาเข้าห้องอย่างหน้าตาเฉย
“ตอนนั้นข้าอุตส่าห์ปกป้องเ้าจากเขาแทบตายเหตุใดตอนนี้ข้าจึงรู้สึกว่าต้องปกป้องเขาจากเ้าแทน” ดวงจิตแห่งหยก
แก้มนวลลออของเสี่ยวไป๋ใกล้จะเป็ตำลึงสุกทุกทีฉีซินอี๋ทำเป็หูทวนลม เหลือบมองเฟิ่งเสี่ยวสั่งการทิ้งท้าย
“เฟิ่งเสี่ยวอย่าลืมฝึกซ้อมผีผาของเ้าด้วย”
เพียงนึกถึงตาเฒ่าขี้บ่นตนนั้นเฟิ่งเสี่ยวที่ตั้งใจจะใช้เวลานี้งีบหลับสักหน่อยพลันรู้สึกห่อเหี่ยวดวงจิตผีผาผู้แสร้งทำตัวสงบเสงี่ยมมานานแทบจะข่มกลั้นความดีใจไม่อยู่
คราวนี้แหละเขาจะะเิบทเพลงทำให้ทุกคนในวงกว้าง1 ลี้สลบไสลเลยคอยดู
“อ้อ ท่านดวงจิตผีผาเวลาสอนเฟิ่งเสี่ยวต้องค่อยเป็ค่อยไปล่ะเกิดเฟิ่งเสี่ยวได้รับอันตรายแค่ปลายเล็บข้าจะจับท่านขังเอาไว้ในนี้” ชูแหวนเก่า ๆที่อยู่ในนิ้วขึ้นมา
ท่าทางลิงโลดเมื่อสักครู่หายวับไปกับตา พอฉีซินอี๋ลากเสี่ยวไป๋ไปแล้วมันถึงก่นด่าในลำคอ
“เ้าเด็กหน้าเหม็นอย่าให้ข้ามีเนื้อหนัง ข้าจะเอาคืนเป็ร้อยเท่าพันเท่า!”
เฟิ่งเสี่ยวเม้มปาก สีหน้าซีดเผือดดวงจิตผีผาดึงสายตากลับมาก่อนจะมองเฟิ่งเสี่ยว
“มัวชักช้าอยู่ไย รีบฝึกซ้อมสิ รีบฝึก!”
“จะ เ้าค่ะ!”
ตกอยู่ในความทุกข์ทนกว่าสองชั่วยามในที่สุดเสียงผีผาที่คลอไปกับสายลมเอื่อยเฉื่อยพลันหยุดลงเวลานั้นนอกเรือนก็มีผู้มาเยือน
“ประมาณหลายสิบคนเลยทีเดียว”ดวงจิตแห่งหยกเอ่ยเตือนให้ฉีซินอี๋และเสี่ยวไป๋รู้
นางเก็บข้าวของทุกอย่างรอไม่นานเฟิ่งเสี่ยวก็มารายงาน
“คุณหนูเป็บ่าวไพร่ที่จางฮูหยินส่งมาเ้าค่ะ”
“ข้ารู้แล้ว”ฉีซินอี๋พยักหน้าเป็เชิงให้เฟิ่งเสี่ยวออกไปรับหน้าส่วนตัวนางค่อยตามหลังไปกับเสี่ยวไป๋
ตอนบ่าวที่จางฮูหยินส่งมาเห็นฉีซินอี๋ โค้งให้เล็กน้อยก่อนจะตัดเข้าเื่อย่างรวดเร็ว
“ฮูหยินบอกว่าคุณหนูใหญ่มีบ่าวไพร่ไว้ใช้งานแค่สองคนอาจไม่พอดังนั้นจึงให้ข้าคัดเลือกบ่าวจากเรือนอื่นมาให้คุณหนูเลือก”
“ต้องรบกวนท่านแม่จนได้เช่นนั้นข้าขอเลือกสักหนึ่งคนไว้ใช้งานละกัน”
พูดกันตามจริงหาก้าให้นางสบายใจจางฮูหยินสมควรให้นางเลือกซื้อสาวใช้ใหม่จะเป็การดีที่สุดแต่นี่กลับให้นางคัดเลือกจากบรรดาสาวใช้ของตัวเองถ้าไม่ตั้งใจทิ้งหูตาคอยสอดส่องเพิ่มคงไม่ทำเช่นนี้
ฉีซินอี๋กวาดตามองรอบเดียวก็ชี้นิ้วไปทางสาวใช้นางหนึ่งใบหน้าค่อนข้างแหลม ริมฝีปากมีไฝเม็ดหนึ่ง
“เ้ามีชื่อหรือไม่”
อีกฝ่ายชายตามองนาง เผยยิ้มหยันเบา ๆก่อนเอ่ย “ข้าชื่อ ฉีเปิน เปินที่มาจากคำว่าสุภาพเรียบร้อย”
นางพยักหน้าให้บ่าวที่ช่วยจัดการเื่สาวใช้ขอตัวกลับไปฉีซินอี๋หันไปสั่งงานให้สาวใช้คนใหม่โดยมอบหมายให้รับผิดชอบเรือนนอก
แม้ฉีเปินจะไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนักพอฉีซินอี๋จะเลี้ยวเข้าบ้านกลับมีแขกมาเยือนอีกกลุ่มหนึ่ง
“ฉีซินอี๋...เห็นท่านไม่ไปเยือนเรือนข้าข้าเลยมาเรือนท่านแทน” เสียงไว้ตัวอย่างเปิดเผยเช่นนี้จะเป็ใครไปได้นอกเสียจากฉีถิงถิงน้องสาวมารดาเดียวกันของฉีป๋อเหวิน
ข้างกายของฉีถิงถิงมีสาวใช้ประจำตัวกับอีกสองคน
นางยิ้มเป็เชิงทักทาย“น้องสองกับน้องสาม หากไม่มีธุระอื่นเข้ามานั่งจิบชาพูดคุยกับพี่ดีหรือไม่”
ฉีถิงถิงเบ้ปาก “เท่าที่ข้าจำได้นอกจากพี่ชายของข้าแล้ว...ข้าไม่มีพี่สาว”
ฉีซินอี๋ยิ้มท่าทางไม่ถือสา“เช่นนั้นถือเสียว่าข้าเป็สหายคนหนึ่งของเ้าละกัน”
“กระทั่งสหายเ้ายังไม่มีคุณสมบัติคู่ควรแม้แต่น้อย”ตอนเจอกันครั้งแรกเห็นอีกฝ่ายค่อนข้างขี้ขลาด คิดว่ามาหาเื่สำราญสักหน่อยกลับกลายเป็ว่ายังไม่ทันได้ยั่วพี่สาวต่างแม่คนนี้ อารมณ์ของนางพลันเริ่มคุกรุ่นแล้ว
ฉีเหรินเหลือบมองฉีซินอี๋สลับกับฉีถิงถิงจึงเอ่ยแทรกขึ้นมา“พี่สองในเมื่อเราก็มาถึงแล้ว นั่งจิบชาสักหน่อยก็ดีนะเ้าคะ”
“ชิ!” ฉีถิงถิงแค่นเสียงในลำคอเดินกระทืบเท้าตึงตังเข้าไปในเรือน ทว่าแทนที่จะอยู่รอชั้นนอกกลับตรงเข้าไปในห้องนอนของฉีซินอี๋ทันที
เฟิ่งเสี่ยวตามมาข้างหลังใพยายามจะเข้าไปห้าม
“ไม่ได้นะคะคุณหนูสาม!”
ฉีเหรินเข้ามาขวางอย่างแเี “พี่สองเพียงอยากเดินดูเล่นเท่านั้นหวังว่าพี่ใหญ่จะไม่ถือสา”ประโยคนี้หันไปเอ่ยกับฉีซินอี๋
ฉีถิงถิงจะหันมาตวาดสาวใช้ผู้กำเริบเสิบสานแต่เพราะมีคนคอยรองมือรองเท้าทำแทนให้อยู่แล้วจึงตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อ
ในห้องของพี่สาวต่างแม่แทบจะไม่มีของตกแต่งท่านแม่ของนางจัดเตรียมยังไงทุกอย่างยังอยู่แบบนั้น ฉีถิงถิงนิ่วหน้าสายตาสบเข้ากับกล่องเครื่องประดับไม้สลักบนโต๊ะเครื่องแป้งตรงรี่เข้าไปอย่างไม่รอคำอนุญาตจากเ้าของ
พอเปิดออกสีหน้าพลันผิดหวังหนักกว่าเดิมในนั้นมีเพียงปิ่นไม้กระจอก ๆ และปิ่นหยกเนื้อหยาบไม่มีข้าวของล้ำค่าพอให้ฉกฉวยเลยสักนิด
ความสนุกที่ตั้งใจจะมาก่อกวนหายวับไปกับตาฉีถิงถิงแค่นเสียงอย่างเสียอารมณ์
“กลับ!” หันขวับเดินนำออกไปโดยไม่ชายตามองเ้าของเรือนสักนิด
หลังแขกออกไปหมดแล้วเฟิ่งเสี่ยวที่เบ้าตาแดงก่ำเพราะเห็นใจคุณหนูตัวเองพูดอ้อมแอ้มในลำคอ
“เหตุใดคุณหนูถึงไม่ห้ามล่ะเ้าคะ”
ฉีซินอี๋ยิ้มบางลูบหัวปลอบสาวใช้ตัวน้อย“ผู้มีปัญญาย่อมไม่ถือสาคนเขลา เ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าไม่เคยเก็บของล้ำค่าห่างกาย”
เสี่ยวไป๋ที่เงียบงันมานานเอ่ยปากในที่สุด“ครอบครัวท่าน...แตกต่างจากที่ข้าจินตนาการไว้มาก”
“เพ้ย! อะไรเรียกว่าแตกต่างเ้าควรจะคิดได้ั้แ่ตระกูลฉีส่งอาซินไปนอกเมืองแล้ว!” ท่าทีเกรี้ยวกราดของดวงจิตแห่งหยกเรียกเสียงหัวเราะน้อยๆ ของฉีซินอี๋
ปกติทุกวันป๋อเหวินมักจะออกไปฝึกวิชากับอาจารย์หรือไปเที่ยวหาเหล่าผู้ฝึกตนทว่าวันนี้เขากลับไม่ไปไหนซ้ำยังขังตัวเองอยู่แต่ในเรือนทำเอาจางฮูหยินไม่สบายใจคนอื่นอาจไม่รู้แต่ฉีซินอี๋คิดว่าเื่บุกทะลวงขั้นคงกลายเป็ปัญหาใหญ่สำหรับอีกฝ่ายแล้ว
“คืนนี้เราจะไปเยือนเรือนพี่ชายเสี่ยวไป๋เ้าเคยไปเยือนหอโคมเขียวมาคงรู้วิธีทำให้พี่ชายข้าตกหลุมพรางใช่หรือไม่”
เสี่ยวไป๋เม้มปากสีหน้าอึดอัดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า
รอกระทั่งพระอาทิตย์พ้นขอบฟ้าสาวใช้ร่างบางของฉีซินอี๋ก็ถือของขวัญไปแสดงการขอบคุณให้จางฮูหยินจากนั้นระหว่างทางกลับเรือนเลี้ยวไปยังเรือนของคุณชายใหญ่พอใกล้ถึงเรือนแล้วก็รับถาดสุราและกับแกล้มมาจากสาวใช้แปลกหน้านางหนึ่ง
ฉีซินอี๋อาศัยผืนราตรีกำบังกายเฝ้าดูสถานการณ์อยู่บนหลังคายามเมื่อเห็นร่างแน่งน้อยของเสี่ยวไป๋เข้าไปในเรือนคุณชายใหญ่นางหยิบแผ่นกระเบื้องออกอย่างเบามือเก็บงำกลิ่นอายของตัวเองเอาไว้แอบส่องเสี่ยวไป๋จากข้างบน
นางเข้าใจว่าพอเข้าไปหลอกล่อจนพี่ชายต่างมารดาไล่สาวใช้ออกไปหมดแล้วเสี่ยวไป๋จะแอบทำให้อีกฝ่ายสลบไสลกลับกลายเป็ว่าเสี่ยวไป๋ยังคงรินสุราที่อ้างชื่อว่ามาจากน้องสาวอย่างนาง เพื่อแทนคำขอบคุณ
ภาพเสี่ยวไป๋กรีดนิ้วรินสุราอย่างเงียบงันผมดำสนิทยาวสลวยสยายกลางแผ่นหลัง บางกลมก้อนระไปกับพวงแก้มอันขาวผ่องมองดูน่าหลงใหล
“เป็เพียงสาวใช้ ไยนิ้วมือของเ้าถึงได้เนียนละเอียดดุจปุยนุ่นเช่นนี้”
จากตอนแรกที่ดื่มสุราไปพลางจ้องใบหน้านิ่งเฉยของเสี่ยวไป๋พลางแววตาของฉีป๋อเหวินฉายแววมีเลศนัย เริ่มทำตัวเกาะแกะ เลื่อนมาจับมือเสี่ยวไป๋
หางคิ้วของฉีซินอี๋กระตุกก่อนจะได้ยินเสียงไพเราะเพราะพริ้งลอยมาตามลมของเสี่ยวไป๋
“...อย่า...เ้า...ค่ะ”
ไม่ได้เห็นความรู้สึกภายใต้แพขนตากางสยายของเสี่ยวไป๋ฉีซินอี๋คิดว่าเขาคงรู้สึกอึดอัด ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ และน้ำเสียงแข็งทื่อชวนมองยิ่งขึ้นจะดีกว่านี้หากคนที่คอยเกี้ยวเขาไม่ใช่ฉีป๋อเหวิน
ตุบ!
แทบจะทันทีที่เสี่ยวไป๋ปฏิเสธฉีป๋อเหวินคว้าท่อนแขนบอบบางใช้เรี่ยวแรงของชายชาตรีดึงเสี่ยวไป๋อย่างแรงจนร่างอ้อนแอ้นราวสตรีถลาไปบนตักหนา
“ไม่ต้องกลัวข้าจะทำให้เ้ากลายเป็คนมีพร้อมทั้งเงินทองเกียรติยศและอำนาจ”
“แต่ข้าไม่...”
“จุ๊ ๆ อย่าดิ้นสิคนงามราตรีนี้เ้าช่างงามยิ่งนัก”
เคยเห็นผ่านตาไม่เคยได้ัั ครั้นได้ัักลับเป็ฝ่ายโดนรุกเสี่ยวไป๋ตกตะลึงแข็งค้างไปชั่วครู่ จ้องเขม็งสีหน้ามอมเมาแววตาหยาดเยิ้มเพราะฤทธิ์สุราฝ่ามือของฉีป๋อเหวินเริ่มลูบคลำ
เสี่ยวไป๋เม้มปากคิดจะฉวยโอกาสทีเผลอจี้จุดหรือทุบต้นคอให้สลบกระนั้นทุกอย่างไม่เป็ไปตามแผน
ฟึ่บ!
“ข้า...อยากได้เ้า”
ฉีป๋อเหวินหมุนตัวพลิกขึ้นมาคร่อมเสี่ยวไป๋จาก้าฝ่ามือของเสี่ยวไป๋ที่เตรียมพร้อมเรียบร้อยเป็ต้องชะงักกลายเป็เผยช่องโหว่งให้อีกฝ่ายโน้มลงมา มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ
โชคดีที่เขาเป็บุรุษจึงไม่รู้สึกอับอายกับท่วงท่าิ่เหม่เช่นนี้แต่เพียงคิดว่าหากส่งสตรีอื่นมาแทนสตรีคนนั้นคงไม่กล้าอยู่สู้หน้าบรรพบุรุษ
เกิดเป็มนุษย์ผู้สูงส่งกลับมีจิตใจหยาบช้ายิ่งกว่าเดรัจฉาน
แก้มนวลของเสี่ยวไป๋แดงก่ำไม่ใช่กำลังเขินอายแต่เพราะรู้สึกโกรธเกรี้ยวขึ้นมาเห็นฉีป๋อเหวินก้มต่ำจนริมฝีปากใกล้จะแตะกับของตน เสี่ยวไป๋เงื้อมมือไปข้างหลังยังไม่ทันทำอะไรร่างหนักอึ้งของฉีป๋อเหวินพลันทรุดฮวบลงบนลำตัว
น้ำหนักของบุรุษคร่อมทับเขาไม่ถึงเวลาหนึ่งจิบน้ำชาร่างไร้สติของฉีป๋อเหวินก็ถูกจับขึ้นมาแล้วโยนไปอีกทางกระแทกผนังอย่างไม่ไยดี
เสียงดังเล็ดลอดออกไปข้างนอก องครักษ์และสาวใช้ที่เฝ้าอยู่ไม่ไกลสะดุ้งไปตามๆ กัน แต่ไม่มีคนไหนคิดจะเข้ามาขัดขวางความสำราญของคุณชาย
เห็นได้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉีป๋อเหวินกระทำการอุกอาจเช่นนี้ไม่อย่างนั้นบ่าวไพร่ข้างนอกคงบุกเข้ามาดูแล้ว
“เสี่ยวไป๋ของข้า...เหตุใดถึงไม่รีบจัดการฉีป๋อเหวิน”เสียงกระซิบพอให้ได้ยินดังลอยมา
เขาช้อนตามองสตรีในชุดทะมัดทะแมงที่แอบย่องเข้ามาข้างในพึ่งจับพี่ชายโยนทิ้งหมาดๆ กำลังยืนเอามือไพล่หลังอยู่เบื้องหน้าน้ำเสียงไร้ซึ่งแววซุกซนแววตาที่มักทอประกายหยอกล้อราวกับสุนัขหยอกไก่เหลือเพียงความมืดมิดดุจม่านราตรีข้างหลังนาง
จู่ ๆ เสี่ยวไป๋พลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบเขาแน่ใจว่าทำทุกอย่างเรียบร้อยทำแผนเหตุใดนางถึงไม่ดีใจสักนิด
“ไว้ค่อยคุยต่อที่เรือน”
นางกล่าวพลางล้วงลูกกลอนที่ตัวเองเตรียมเอาไว้เดินดุ่มๆ ไปทางพี่ชายต่างมารดา แววตาดำขลับมีประกายไฟผุดขึ้นเล็กน้อยก่อนจะจางหายไปนั่งยองลงจับปลายคางอีกฝ่ายบีบจนปากอ้าก็ยัดยาลูกกลอนทะลวงลมปราณขั้น 2เข้าปากทันที
จากนั้นใช้ปราณสถิตตัวเองเป็ตัวนำพามันไปส่งถึงกระเพาะเมื่อจัดการเรียบร้อยถึงหันมาจ้องเสี่ยวไป๋เขม็ง
“องครักษ์ข้างนอกเห็นเ้าตอนขามาใช่หรือไม่”
เสี่ยวไป๋มองประเมินสีหน้านิ่งขรึมของนางก่อนจะพยักหน้าอย่างลังเล
ฉีซินอี๋ไม่สนใจท่าทางร้อนรนของเสี่ยวไป๋หันมาถามดวงจิตแห่งหยก
“ในความทรงจำของท่านพอจะมีวิธีสร้างภาพหลอนหรือไม่”
“รอข้านึกสักครู่” ดวงจิตแห่งหยกเอ่ย
“อย่านานนัก เรามีเวลาไม่มาก”
ราวกับรู้ตัวว่าทำผิดเสี่ยวไป๋หลุบตาลงอย่างหงอ ๆ น้ำเสียงเบาหวิวอยู่ในลำคอ
“ท่าน...โกรธข้าจริงด้วย”
หลังเงียบไปสักพักเสียงดวงจิตแห่งหยกดังขึ้นมาดีใจเป็ล้นพ้น
“มีสิ! เพียงแต่จำเป็ต้องทำให้อยู่ในสภาพสะลึมสะลือ”
ฉีซินอี๋กลอกตา“ไอ้วิธีที่ต้องทำตอนอีกฝ่ายอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นมันยากกว่าที่ท่านคิดเสียอีก”
เสี่ยวไป๋ได้ยินดวงตากระจ่างใสสว่างวาบขึ้นมา “ถ้าแค่นั้นละก็ ข้าสามารถทำได้”
นางเหลือบมอง “เ้าหมายความว่า...”
ในที่สุดน้ำเสียงที่นางเอ่ยกับเขาไม่ได้เ็าห่างเหินเหมือนเมื่อสักครู่เสี่ยวไป๋รู้สึกใจชื้นขึ้นมา “อย่างที่ท่านดวงจิตทราบ...ข้าสร้างค่ายกลป้องกันได้ยิ่งค่ายกลทำให้สลบไม่ใช่เื่ยากขอเพียงฝ่ายนั้นไม่จับได้เสียก่อน”
“เช่นนั้นยิ่งไม่มีปัญหา!”ดวงจิตแห่งหยกะโก้องในหัวฉีซินอี๋
นางจ้องเสี่ยวไป๋อยู่ชั่วครู่ถึงถอนหายใจ“ตกลงตามนี้”
ความหนักอึ้งในอกถูกวางลงเสียที เขาพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มมองหาข้าวของสำหรับใช้เป็ฐานของค่ายกลเพราะเป็ถึงคุณชายใหญ่อีกทั้งยังเข้าสู่หนทางผู้บำเพ็ญข้าวของเสื้อผ้าที่ใช้ย่อมเป็สินค้าคุณภาพชั้นเลิศได้รับการปรนนิบัติประดุจองค์ชาย
หาไปหามาในที่สุดเสี่ยวไป๋จึงตัดสินใจใช้ชุดน้ำชาของฉีป๋อเหวินโดยป้านน้ำชาจะเป็แกนกลางหลัก ส่วนที่เหลือต้องวางรอบตัวเรือนให้ครบทั้ง 4 ทิศ
ทิศใต้เป็ทิศง่ายสุดเพราะอยู่ทางฝั่งห้องนอนของฉีป๋อเหวินยามนี้ยังไม่ใช่เวลาเข้านอนของอีกฝ่ายจึงไม่ได้เหยียบย่ำเข้าไปตรงนั้น
ขณะกำลังวางค่ายกลในทิศตะวันตกอยู่นั้นห่างออกไปหลายลี้เป็เรือนหลังของเหล่าสตรี เสียงของดวงจิตแห่งหยกดังขึ้นในหัว
“ข้าััถึงกระแสไหลเวียนของพลังปราณสถิตแม้จะอ่อนมากแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รับรู้”
อยู่ในเรือนของผู้ฝึกตนขั้นหลอมรวมย่อมต้องมีกระแสพลังปราณสถิตไหลเวียนเบาบางเพียงแต่ไม่คิดว่าจะมีกระแสของพลังปราณสถิตมาจากเรือนหลังของเหล่าสตรี
พวกนางรู้กันดีว่าในจวนตระกูลฉีมีแค่ฉีซินอี๋กับฉีป๋อเหวินเท่านั้นที่นับรวมเป็ผู้ฝึกตนในเมื่อกลิ่นอายดังกล่าวไม่ใช่ของนางแล้วจะเป็ของใครไปได้
ฉีซินอี๋ไม่ปล่อยให้ข้อสงสัยคงค้างนาน“เสี่ยวไป๋เ้าจัดการตรงนี้ให้เรียบร้อย ข้าจะไปดูทางนั้นสักหน่อย”สิ้นคำก็ใช้วิชาตัวเบาหายวับไป
ความจริงกระแสพลังปราณสถิตที่ดวงจิตแห่งหยกกล่าวอ้างบางเบาซะจนนางแทบััไม่ได้หากดวงจิตแห่งหยกไม่พูดขึ้นมานางคงไม่รู้
ใช้แรงดันจากการถีบตัวเองผนวกรวมเข้ากับพลังปราณสถิตในที่สุดนางก็มาถึงเรือนแห่งหนึ่ง ภายนอกแตกแต่งด้วยกระถางดอกไม้ ข้าวของทุกอย่างดูเข้าชุดไม่แพงเกินไปและไม่ถูกเกินไป สีสันที่เลือกออกไปทางสดใส
คาดว่าน่าจะเป็เรือนของสาวแรกรุ่นมากกว่าจะเป็เรือนของสตรีออกเรือนดังนั้นนางตัดรายชื่อเหล่าอนุของฉีฟู่ออกไปทันทีทิศทางที่ตั้งของเรือนไม่ได้อยู่ใกล้เรือนใหญ่ย่อมไม่ใช่เรือนของฉีถิงถิงน้องสาวของฉีป๋อเหวินเช่นกัน
ดังนั้นข้อสรุปของนางก็คือหนึ่งในบุตรสาวของอนุ
“ระหว่างฉีเหรินและฉีช่านท่านว่ากลิ่นอายนี้เป็ของใครกันแน่”
ฉีซินอี๋เม้มปาก “เข้าไปเดี๋ยวก็รู้”
สิ้นคำนางอำพรางกลิ่นอายของตัวเองให้แเีก่อนจะะโไปบนหลังคามองหากระเบื้องที่สามารถแกะออกได้ง่าย ๆ
ทันทีที่มองลงไปเห็นสตรีใกล้วัยปักปิ่นกำลังนั่งรวบรวมพลังปราณสถิตอยู่บนเตียงรอบข้างมีประกายแสงสีขาว ไม่เห็นแม้เงาของสาวใช้เกรงว่าคงจะถูกสั่งให้เฝ้าอยู่ด้านนอก
แววตาของฉีซีนอี๋เปลี่ยนเป็สุกใสเปล่งประกายซุกซนที่แท้ในจวนตระกูลฉีนอกจากนางก็มีเสือหมอบัซ่อนอีกหนึ่งคน
ฮึ ชักสนุกแล้วสิ
นางพลิกตัวลงจากหลังคาเร้นกายหายไปในความมืด
เมื่อกลับมาถึงเรือนของฉีป๋อเหวินเสี่ยวไป๋ลงอาคมครบสามทิศแล้วเหลือเพียงฝั่งทิศตะวันออกเป็ฝั่งประตูพอดี
นางเห็นสาวใช้สองคนของพี่ชายนั่งไปพลางกระซิบกระซาบตามประสาสาวใช้วัยแรกรุ่นแม้ตรงนั้นจะไม่เห็นเงาขององครักษ์แต่ก็รับรู้ถึงกลิ่นอายสังหารเล็กน้อยที่เล็ดลอดออกมาจากมุมมืดใกล้หน้าประตู
“มีประมาณสี่คน”เสียงดวงจิตแห่งหยกดังขึ้น
“ข้ารู้แล้ว”
เป็ถึงคุณชายใหญ่ซ้ำยังพ่วงตำแหน่งอัจฉริยะขั้นหลอมรวมไม่มีทางจ้างองครักษ์ทั่วไป
หากเสี่ยวไป๋ของนางไม่ใช่สายถือศีลกินเจเกรงว่าคนเพียงเท่านี้คงไม่คณามือ นางเหลือบมองเสี่ยวไป๋มุมปากหยักโค้งขึ้นมาด้วยท่าทางน่าสงสัย
เขาจ้องตอบนางแต่กลับเหมือนจะถูกดวงตาดำขลับราวกับม่านราตรีดูดเข้าไปสุดท้ายจึงเป็ฝ่ายเบือนสายตาหนี
“อย่างที่ท่านรู้ข้าไม่อาจโจมตีผู้อื่นโดยพลการ...”
ฉีซินอี๋เดินเข้ามาใกล้ยื่นมือมาลูบแก้มเนียนนุ่มของเขาแววตาอ่อนลง กระซิบเสียงแ่เบา “เ้าลงมือไม่ได้...แต่ไม่ใช่กับข้า...งั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ต่อไปหากมีคนรังแกเ้าขอเพียงเรียกหาข้าข้าจะไปช่วยทันที”
เสี่ยวไป๋ชะงัก แพขนตาสั่นไหวน้อย ๆ สีหน้าเปลี่ยนไปวูบหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็ดังเดิม
“เช่นนั้น ยามนี้ท่าน...”
“ไม่ต้องห่วง ข้าคิดแผนไว้แล้ว”
ไออุ่นผละจากไปพร้อมกับฝ่ามือหยาบกระด้างเล็กน้อยของฉีซินอี๋ไม่รู้ทำไมในใจของเขาถึงว่างโหว่งขึ้นมา สายตายังคงมองตามฝ่ามือคู่นั้นของนาง
ดวงจิตแห่งส่งกระแสจิตมาหาเขาโดยตรง“เพ้ย! คิดเสียดายที่นางไม่ยอมกินเต้าหู้เ้านานกว่านี้เหร๊อ!”