3
หมู่บ้านเจียวจูแห่งนี้ ตั้งอยู่นอกเมืองหางโจวด้านหน้าของหมู่บ้านเป็ถนนเส้นเล็กตัดผ่านเข้าไปยังถนนใหญ่เพื่อไปในเมืองด้านหลังติดกับูเา
ชาวบ้านทำสวนผักผลไม้และทำนาบางพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่จะเก็บเอาไว้กินเอง และขายบางส่วน
คนหนุ่มสาวเกือบทั้งหมดออกไปทำงานในเมืองหลายคนย้ายครอบครัวไปอยู่ในเมืองใหญ่ถาวรเพื่อทำงานและให้ลูกหลานได้เรียนในโรงเรียนที่ดีกว่า และจะกลับมาเยี่ยมบ้านใน่วันหยุดยาว
ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่จึงเป็ผู้สูงอายุกับเด็กพวกเขาทำการเกษตรเท่าที่จะมีแรงและมีหนุ่มสาวไม่กี่คนที่ยังอาศัยอยู่ที่นี่และยังคงทำการเกษตรต่อไป เช่นเสี่ยวหลง เด็กหนุ่มที่พาคู่สามีภรรยาไปรักษากับจิงซิงอี้
นอกจากนี้ ถนนที่นี่ยังมีสภาพไม่ดีเป็หลุมบ่อและเป็โคลนใน่ฤดูฝนทำให้ไม่สามารถเดินทางและส่งพืชผักไปค้าขายในตลาดขนาดใหญ่ได้สะดวกเศรษฐกิจของคนในหมู่บ้านจึงไม่ดีนัก ลูกหลานจึงย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่เป็หลักซึ่งก็ไม่แตกต่างจากพื้นที่ชนบทส่วนใหญ่ของประเทศ
เช้าวันหนึ่งในระหว่างกลุ่มลุงป้ากำลังจับกลุ่มคุยกันเพื่อฆ่าเวลาอยู่นั้นพวกเขาก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว หน้าตาสวยงามปั่นจักรยานกลางเก่ากลางใหม่ตรงมายังลานที่พวกเขานั่งอยู่
เสี่ยวหลงที่กำลังกินอาหารเช้าและสนทนาอยู่กับแก๊งลุงป้าเห็นเขาเป็คนแรก จึงรีบลุกขึ้นโบกมือเรียกให้เขาแวะมาทางนี้ด้วยความตื่นเต้น
จิงซิงอี้ขี่จักรยานมาจอดตรงหน้ากลุ่มเขายิ้มและก้มหัวนิดๆให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ เมื่อเสี่ยวหลงถามว่า เขามาทำอะไร ชายหนุ่มจึงถามว่า
“เสี่ยวหลงรู้มั้ยว่าที่หมู่บ้านนี้มีตึกแถวตรงไหนจะขายหรือให้เช่าบ้างมั้ยถ้าเป็แถวตลาดหน้าหมู่บ้านได้ก็จะยิ่งดี”
พวกเขามองหน้ากันและทำท่าคิดป้าหวังรีบถามขึ้นมาว่า “หมอจะเอาไปทำอะไรจ๊ะ ทำคลินิกรักษาคนหรือเปล่า”
จิงซิงอี้พยักหน้าและตอบรับว่าใช่พวกเขาจึงหันมามองหน้ากันด้วยความดีใจ และรีบช่วยแนะนำพร้อมอาสาจะพาเขาไปดูด้วยเพราะพวกเขาก็ว่างกันอยู่แล้ว การมีอะไรทำแบบนี้จึงเป็ความบันเทิงของพวกเขาแบบหนึ่ง
จิงซิงอี้จูงจักรยานและเดินไปพร้อมกับกลุ่มลุงๆป้าๆเพื่อไปยังหน้าหมู่บ้าน ในขณะที่เสี่ยวหลงขอตัวไปทำสวนต่อ
ที่หน้าหมู่บ้านมีตลาดขายของเฉพาะ่เช้าและ่บ่ายและมีตึกแถวสร้างเอาไว้สองสามตึก หลายห้องยังว่างอยู่
ในระหว่างที่เดินไปด้วยกันนั้นเขาก็ตอบคำถามไปด้วยอย่างใจเย็น จิงซิงอี้เล่าเกี่ยวกับตัวเองว่าเขาเป็หลานของจิงเซียว
ก่อนหน้านี้เคยอาศัยและเรียนอยู่ในเมือง่ปิดเทอมจะออกเดินทางไปหาประสบการณ์ และช่วยรักษาคนป่วยพร้อมกับคุณตาของเขาทำให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับแพทย์แผนจีนมาั้แ่เด็ก
เมื่อคุณตาอายุมากขึ้นก็ย้ายมาอยู่ที่นี่และเขาก็แวะมาเยี่ยมบางครั้ง เพราะต้องเรียนหนัก จึงมาได้ไม่บ่อยและมาได้ไม่กี่วันก็ต้องกลับ จึงทำให้ไม่มีโอกาสได้พบกับใคร
ตอนนี้เขาเพิ่งเรียนจบด้านการแพทย์แผนปัจจุบันและแผนจีนพร้อมกันจากมหาวิทยาลัยแพทย์อันดับหนึ่งในปักกิ่ง แต่เขาสนใจแพทย์แผนจีนมากกว่าและคิดว่าจะกลับมาเปิดคลินิกที่นี่ เพื่อสืบทอดวิชาจากหมอจิงเซียวด้วย
เมื่อถูกถามว่า ทำไมถึงไม่ไปเปิดคลินิกในเมืองใหญ่ที่สามารถทำเงินได้มากกว่า จิงซิงอี้ยิ้มนิดๆ และตอบว่า “ผมชอบความสงบ”
ถึงแม้ว่าเขาจะมีบุคลิกที่นิ่งกว่าเด็กหนุ่มทั่วไปแต่กลุ่มลุงป้าของหมู่บ้านเจียวจู ก็ััได้ถึงความอ่อนโยนในตัวเขาเช่นเดียวกับหมอใหญ่จิงเซียว
หลังจากใช้เวลาเดินดูและสอบถามราคาจากเ้าของตึกอยู่สองสามคนจิงซิงอี้ก็มาหยุดอยู่ที่หน้าตึกแถวสองชั้นแห่งหนึ่ง ซึ่งมีห้องว่างอยู่สองสามห้องแต่เขาสนใจห้องที่อยู่ซ้ายสุด
เขาคิดว่าตึกนี้เหมาะจะทำคลินิกห้องที่อยู่ในแถวเดียวกันมีทั้งร้านขายของชำและร้านขายซาลาเปาและบะหมี่มีลูกค้าอยู่ประปราย ที่เป็คนในหมู่บ้านและคนนอกหมู่บ้าน
เ้าของห้องที่จิงซิงอี้สนใจ เป็ลูกชายของผู้ใหญ่บ้านหวังคุนซึ่งเป็สามีของป้าหวังที่พาจิงซิงอี้มาดูตึกนั่นเอง
ตอนนี้ลูกชายของพวกเขา คือ หวังฮวยเป็เ้าหน้าที่รัฐดูแลด้านสาธารณสุขในระดับตำบลเขาจึงไม่ได้ใช้ประโยชน์จากห้องแถวนี้
จิงซิงอี้ตัดสินใจจะซื้อห้องนี้ โดยผู้ใหญ่บ้านหวังคุนจะช่วยคุยกับลูกชายให้ หวังคุนเป็ผู้นำชุมชนและเป็หัวหน้าคณะกรรมการประชาชนระดับหมู่บ้านเขาเป็ผู้นำที่ดีและอยากจะพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญก้าวหน้า
เขารู้ว่าหมู่บ้านนี้้าแพทย์เพื่อช่วยรักษาชาวบ้านที่เริ่มสูงวัยและเขายัง้ากระตุ้นเศรษฐกิจในหมู่บ้าน ถ้ามีคลินิก ก็หมายความว่าผู้ป่วยจากที่อื่นจะมารักษาที่นี่และชาวบ้านที่นี่ก็สามารถค้าขายอาหารและสินค้าอื่นๆ ได้มากขึ้นด้วย
เขายังเห็นตัวอย่างจากการให้บริการที่พักรักษาตัวของคู่สามีภรรยาหยวนซุนและเหยาหลิงพวกเขาเช่าบ้านของชาวบ้านเพื่อรับการรักษาจากจิงซิงอี้ และยังจ้างชาวบ้านมาช่วยทำความสะอาดและทำอาหารรายวันให้ด้วย ทำให้พวกเขามีรายได้พิเศษเพิ่ม
ด้วยเหตุนี้หวังฮวยจึงขายตึกแถวให้จิงซิงอี้ในราคาที่ไม่แพงมากนัก และตึกนี้ยังปิดตายมานานถ้าขายได้ เงินของเขาก็จะไม่จมและหวังฮวยยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับจิงซิงอี้ได้อีกด้วย
เมื่อเจรจาเื่ราคาได้แล้วจิงซิงอี้จึงโทรศัพท์คุยกับจิงเซียว เพื่อแจ้งเื่ซื้อตึกและคนไข้ที่เขารับรักษาในตอนนี้จิงเซียวให้คำแนะนำบางส่วน เพราะเขารู้จักความสามารถของหลานชายคนนี้ดีอยู่แล้ว
จากนั้น จิงเซียวก็บอกว่าอีกสองอาทิตย์เขาจะเดินทางกลับมาที่หมู่บ้าน และจะมาช่วยเื่การวางระบบคลินิกให้
ในระหว่างนี้ ผู้ใหญ่บ้านหวังคุนยังช่วยแนะนำช่างฝีมือดีมาช่วยตกแต่งคลินิกให้เขาอีกด้วย
เมื่อคู่สามีภรรยา หยวนซุนและเหยาหลิงรู้ว่าจิงซิงอี้จะเปิดคลินิกพวกเขาก็ดีใจมาก ตอนนี้เวลาผ่านไปเกือบสองอาทิตย์ หยวนซุนอาการดีขึ้นเขาสามารถลุกขึ้นเดินได้แล้ว ถึงแม้แขนขวาจะยังชาอยู่บ้างบางครั้ง แต่เขาก็สามารถกลับไปทำงานได้แล้ว
ในระหว่างที่จิงซิงอี้ประเมินอาการครั้งสุดท้ายก่อนจะอนุญาตให้พวกเขาเดินทางกลับบ้านได้นั้น หยวนซุนก็ถามจิงซิงอี้ว่า
“ผมได้ยินมาว่า หมอจะเปิดคลินิกที่นี่หรือครับ”
จิงซิงอี้ยิ้มและตอบว่า “ใช่ครับ”
หยวนซุนและเหยาหลิงมองตากัน และหยวนซุนจึงพูดต่อว่า
“ผมมีเพื่อนสนิทขายอุปกรณ์การแพทย์ ถ้าคุณหมอสนใจผมจะแนะนำให้ รับรองว่าสินค้าคุณภาพดี บริการหลังการขายก็ดีผมจะให้เขาลดราคาให้คุณหมอเป็พิเศษนะครับ”
จิงซิงอี้สนใจและขอให้หยวนซุนช่วยติดต่อให้เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจ
หลังจากที่ตรวจอาการแล้วเขาปรับตำรับยาและให้ใบสั่งยา ไป พร้อมกับแนะนำวิธีการกดจุด ท่าบริหารและอาหารต่างๆ ที่จะช่วยยืดหยุ่นกล้ามเนื้อและเพิ่มการไหลเวียนของชี่และกระแสเื
จิงซิงอี้นัดให้เขามาพบอีกหนึ่งเดือนต่อมาจากนั้นจึงอนุญาตให้พวกเขาเดินทางกลับเซี่ยงไฮ้ได้เลย