บทที่ 4 ช่วยนางให้พ้นจากมือมาร
หรงฉีมองดูใบหน้าของสตรีที่อยู่ในอ้อมกอดของตน ใบหน้านั้นทั้งแดงก่ำและบวมเป่งไปทั้งใบหน้า น้ำมูกน้ำตาก็เปรอะเปื้อนจนดูน่าเกลียดยิ่งนัก
หรงฉีข่มความรังเกียจในใจลงไว้ “คุณหนูใหญ่เว่ย เ้าเป็อันใดหรือไม่?”
เว่ยเจี่ยวอิงทั้งเ็ปและโกรธแค้น ตั้งใจจะด่าทอแต่เมื่อนางลืมตาขึ้นก็พบหรงฉีกอดตนไว้ในอ้อมอกอย่างอ่อนโยน พร้อมปลอบประโลมอย่างสุภาพ ใบหน้าของนางจึงแดงก่ำขึ้นมาในพริบตาคำด่าที่จ่ออยู่ริมฝีปากก็ถูกกลืนกลับลงไปทันที
“หม่อมฉันมิเป็อันใด ขอบพระทัยองค์ไท่จื่อเพคะ” เว่ยเจี่ยวอิงหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย ก่อนจะซุกตัวเองเข้าไปในอ้อมกอดของหรงฉี
“องค์ไท่จื่อ… หม่อมฉันกลัวยิ่งนัก”
เมื่อนางเคลื่อนกายมาเช่นนั้น สิ่งสกปรกบนใบหน้าก็เปรอะเปื้อนไปที่เสื้อคลุมัของหรงฉีจนเกือบหมด
สีหน้าขององค์ชายพลันเปลี่ยนไปในทันใด ทว่าเขาก็ยังคงอดทนพยุงเว่ยเจี่ยวอิงขึ้นและประคองนางไปยังลานด้านหลัง
“คุณหนูใหญ่เว่ย ท่านควรกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด” ทันทีที่รอดพ้นจากสายผู้คนหรงฉีก็รีบผลักเว่ยเจี่ยวอิงออกจากอ้อมแขนของตนส่งต่อให้บ่าวรับใช้อีกคนทันที
เว่ยเจี่ยวอิงได้ยินดังนั้นก็งุนงง “หม่อมฉันคือเว่ยเจี่ยวอิง บุตรสาวคนรองของจวนแม่ทัพเพคะ”
“ว่าอย่างไรนะ!? เ้ามิใช่คุณหนูใหญ่เว่ยหรอกหรือ?” หรงฉีพลันเผลอเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าดูประหลาดใจยิ่งนัก
เขาข่มความรังเกียจและลดทิฐิลงมาแต่กลับช่วยผิดคนรึ ?!
“องค์ไท่จื่อ? เป็อันใดหรือเพคะ?” เว่ยเจี่ยวอิงเห็นสีหน้าของหรงฉีผิดปกติจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “หม่อมฉันขอบพระทัยที่ทรงช่วยหม่อมฉันเอาไว้นะเพคะ”
แม้หรงฉีจะชอบหญิงสาวที่ออดอ้อนอ่อนหวานเสมอมาแต่หากเป็หญิงที่หน้าตาเละเทะเช่นนี้เขาย่อมรมีเพียงแค่ความรู้สึกรังเกียจเท่านั้น
ถึงกระนั้นเมื่อคำนึงถึงสถานะของเว่ยเจี่ยวอิงหรงฉีก็ยังคงอดทนอยู่
“ข้าได้มิเป็อันใด คุณหนูรองท่านเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิดข้าจะขอตัวกลับก่อน”
หรงฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็าก่อนจะหมุนตัวหันหลังเดินกลับไป
เว่ยฉางอันปลอบขวัญเหล่าคุณหนูที่อยู่บริเวณลานหน้าจวนจนสงบแล้วนางก็นั่งคุยกับซู่ซิน หลังจากนั้นก็เห็นหรงฉีเดินหน้าบึ้งออกมาจากลานด้านหลัง
รอยยิ้มเยาะก็ผุดขึ้นที่มุมปากของนางอย่างรวดเร็ว หรงฉีคงรู้แล้วสินะ ว่าตนเองได้ช่วยผิดคน ?
แต่รอยยิ้มเยาะที่หายวับไปอย่างรวดเร็วนั้นกลับถูกสายตาคู่หนึ่งจับสังเกตได้ทันท่วงที
ั้แ่แรกเริ่ม เขาก็คอยจับตาดูสตรีผู้นี้อยู่ตลอดแม้ทุกอย่างจะเป็แผนการของนางเองแต่นางก็ยังคงแสร้งแสดงท่าทางตื่นตระหนกออกมา ‘ช่างน่าสนใจจริง ๆ’
เว่ยฉางอันมิได้รู้ตัวว่าตนเองได้เป็ที่สนใจของใครบางคนไปแล้ว นางหยิบถ้วยขึ้นจิบชาอีกครั้ง ขณะที่ในใจก็กำลังคำนวณคิดถึงแผนการตนเองว่าจะดำเนินต่อไปเช่นไรดี
เมื่อหรงฉีเดินออกมา เขาเห็นเว่ยฉางอันนั่งจิบชาอยู่ใต้ต้นไม้ด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง ท่าทางครุ่นคิดของนางช่างสง่างามเมื่อเห็นใบหน้าด้านข้างของนางยิ่งงดงามราวกับเทพธิดามาจุติ
หรงฉีตะลึงไปชั่วครู่ จึงเรียกบ่าวรับใช้คนหนึ่งของตระกูลเว่ยมา “สตรีผู้นั้นคือบุตรีจากตระกูลใด?”
สาวใช้มองไปทางที่หรงฉีชี้นิ้วไป แล้วก็ตอบอย่างนอบน้อมว่า “กราบทูลองค์ไท่จื่อ สตรีผู้นั้นคือนายหญิงหม่อมฉันเองเพคะมีนามว่าเว่ยฉางอันเพคะ”
เว่ยฉางอัน...
สตรีผู้นั้นคือเว่ยฉางอันตัวจริงงั้นหรือ!
ใบหน้าของหรงฉีแปรเปลี่ยนไปในทันที เดิมทีเขาเพียงแค่้าอำนาจของจวนแม่ทัพถึงได้คิดกลอุบายเพื่อหลอกล่อให้คุณหนูใหญ่มาเป็คนของตนให้ได้ แต่บัดนี้แม้มิใช่เพื่ออำนาจของจวนแม่ทัพ เพียงแค่เห็นใบหน้าที่งดงามนั้น หรงฉีก็ตัดสินใจได้ในทันทีว่าเขาจะต้องได้เว่ยฉางอันมาให้จงได้!
เมื่อจัดแจงอาภรณ์ที่เปรอะเปื้อนจากเว่ยเจี่ยวอิงเรียบร้อยแล้ว หรงฉีก็เดินไปยังต้นไม้ใหญ่นั่น
“คุณหนูใหญ่เว่ย?”
เว่ยฉางอันเงยหน้าขึ้นเห็นหรงฉียืนอยู่ตรงนั้นก็พลันยิ้มอย่างอ่อนโยน
“คารวะองค์ไท่จื่อเพคะ” เว่ยฉางอันข่มความรังเกียจไว้ในใจนางลุกขึ้นคำนับอย่างอ่อนหวานแต่ก็แฝงไปด้วยท่าทางที่เ็าและห่างเหิน
หรงฉีมิได้โกรธเพียงคิดว่าเว่ยฉางอันคงจะเขินอาย
เขายิ้มแล้วนั่งลงพร้อมกับผายมือไปที่นั่งข้าง ๆ ตน “วันนี้เป็วันเกิดของคุณหนูใหญ่ มิจำเป็ต้องเคร่งครัดจนเกินไป เชิญคุณหนูใหญ่เว่ยนั่งลงเถิด”
เว่ยฉางอันก้มหน้าลงด้วยไม่อยากสบตาเขา เพราะเกรงว่าตนเองจะข่มอารมณ์ความเกลียดชังไว้ไม่อยู่
“ขอบพระทัยองค์ไทจื่อ แต่มิเป็ไรเพคะ หม่อมฉันยังต้องต้อนรับแขกอีกมาก จึงมิสามารถนั่งได้นานเพคะ”
แน่นอนว่าตอนนี้นางเห็นหน้าหรงฉีแล้วอยากจะฆ่าเขาเสียให้ตายคาที่เช่นนี้ นางจะมีกะจิตกะใจนั่งเสวนาและดื่มชากับเขาได้อย่างไร
เอ่ยจบ เว่ยฉางอันก็หันหลังจะจากไป
ทว่าหรงฉีกลับรั้งแขนนางไว้ในทันที
“คุณหนูใหญ่เว่ย ข้าเพียงแค่้าคุยกับท่านสักสองสามประโยค ท่านต้อนรับผู้อื่นเป็แขก แล้วเหตุใดข้าผู้นี้จึงมินับเป็แขกด้วยเล่า?”
เว่ยฉางอันรู้สึกราวกับว่าข้อมือถูกรั้งไว้ด้วยแรงมหาศาล
ใบหน้าของนางเ็าลงในทันทีพร้อมกับพยายามจะดึงแขนออกจากมือของหรงฉี
“องค์ไท่จื่อ! โปรดระวังด้วย! ชายหญิงมิควรัักันนะเพคะ!”
มีหรือที่แรงของนางจะสู้แรงของหรงฉีได้ โชคดีที่ตรงนี้เป็มุมมืดห่างไกลจากผู้คน มิเช่นนั้นคงถูกเห็นเข้าแล้ว
ถึงกระนั้นเว่ยฉางอันก็มิกล้าขัดขืนแรงมากนักนางมิอยากดึงดูดสายตาของผู้ใด
“โปรดปล่อยมือหม่อมเถิดเพคะ มิเช่นนั้นแล้ว…”
“แล้วหากข้ามิปล่อยเล่า?” หรงฉีรีบเอ่ยแทรกเว่ยฉางอันพลันมองนางด้วยแววตาคล้ายว่ากำลังสนุกสนาน
เขาอยากจะรู้นักว่าสตรีผู้นี้จะทำอย่างไรต่อไป
สีหน้าของเว่ยฉางอันเ็าลงในทันที!
มิต้องเอ่ยถึงการจับมือ เพียงถูกหรงฉีแตะเพียงเล็กน้อยนางก็รู้สึกขยะแขยงจนเจียนคลั่ง
ขณะที่เว่ยฉางอันกำลังจะหมดความอดทนเสียง ๆ หนึ่งก็ดังแทรกขึ้น
น้ำเสียงเ็าราวกับไร้ความรู้สึกแต่กลับทำให้องค์รัชทายาทรีบปล่อยมือจากนางทันที
“เสด็จพี่ ทรงกระทำการให้สตรีลำบากใจเยี่ยงนี้ หากเสด็จพ่อทรงทราบคงมิเหมาะสมกระมัง?”
เสียงล้อรถเข็นไม้เสียดสีกับพื้นหินดังขึ้น เว่ยฉางอันเงยหน้าขึ้นมองเห็นเพียงหรงหลีเซิงกำลังบังคับรถเข็นมุ่งหน้ามาทางนางกับหรงฉี
หลงหลีเซิงส่วมอาภรณ์สีขาว หน้ากากเงินบนใบหน้าสะท้อนแสงอาทิตย์ระยิบระยับ ดวงตาภายใต้หน้ากากนั้นดำขลับราวกับเบื้องลึกใต้ก้นมหาสมุทร
เมื่อหรงฉีปล่อยมือเว่ยฉางอันก็รีบถอยห่างจากเขาและเผลอไปยืนอยู่เื้ัอ๋องหรงหลีเซิงอย่างมิรู้ตัว
เว่ยฉางอันมองดูผมสีเข้มของอ๋องรองพลันรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา
ในชาติก่อนเว่ยฉางอันเคยพบหรงหลีเชิงเพียงหนเดียว ซึ่งก็คือในพิธีอภิเษกสมรสของนางกับหรงฉี จากนั้นนางก็เพียงได้ยินแค่เื่ที่เล่าลือกันเท่านั้น
เขาลือกันว่ายามนี้ชินอ๋องเปรียบเสมือนโอรสที่ไร้ประโยชน์ แม้ตอนก่อนจะพิการเขาได้เคยมีชื่อเสียงอันเกรียงไกร แต่ใน่ที่เขาทำานั้นไม่พียงถูกทำร้ายจนใบหน้าเสียโฉม แต่ขาทั้งสองข้างของชินอ๋องก็พลอยพิการไปด้วย ด้วยผลงานและเพื่อปลอบใจเขา ฮ่องเต้จึงมีรับสั่งพระราชทานตำแหน่งชินอ๋องให้กับเขา
ต่อมาดูเหมือนหรงหลีเซิงจะจมอยู่กับความสิ้นหวัง ทุกวันเอาแต่ขังตัวเองไว้ในจวนตลอดทั้งวันมิเคยออกไปไหน ซ้ำยังกลายเป็คนโกรธง่ายและอารมณ์แปรปรวนมีอาการคลุ้มคลั่งอย่างหนักจนบัดนี้ยังไม่มีสตรีใดกล้าออกแต่งเขาจวนเป็ชายาของเขา อีกทั้งยังมีคำร่ำลือว่าเื้ัหน้ากากคือใบหน้าอันน่าสะพรึงกลัวดุจปีศาจร้ายซ่อนอยู่
เว่ยฉางอันหรี่ตาลงดูราวกับชินอ๋องผู้นี้ตั้งใจจะเข้ามาช่วยเว่ยฉางอันให้พ้นจากภัยอันตรายครั้งนี้อย่างไรอย่างนั้น
“ชินอ๋อง เหตุใดเ้าจึงมาในที่แบบนี้มิไปนั่งรออยู่ในงานเล่า?” หรงฉีหรี่ตาลงเล็กน้อย แม้ว่าตอนนี้น้องชายของเขาจะกลายเป็คนพิการแต่ก็ยังมีอิทธิพลไม่น้อย ถึงอย่างไรก็ไม่ควรประมาท
หรงหลีเซิงนั่งบนรถเข็น มุมปากของเขาเผยรอยยิ้มหยันอย่างโจ่งแจ้ง “เสด็จพี่ ข้าจะออกมาสูดอากาศมิได้รึ? หรือท่านคิดว่าข้าตั้งใจมาขัดขวางเื่ดี ๆ ของท่านกันเล่า?”