เย่หยางเดินไปเปิดประตูพบว่าผู้ที่มาเคาะประตูก็คือเย่หลิงเทียนบิดาของเขาเองเขาจึงหันกลับมาขยับเก้าอี้ให้บิดานั่ง รินชาใส่ถ้วยแล้วยื่นให้ก่อนถามว่า "ท่านพ่อดึกดื่นป่านนี้มีอันใดงั้นหรือ”
เย่หลิงเทียนหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ “เื่ที่เ้าขอให้ข้าตรวจสอบค่อนข้างมีเงื่อนงำข้ารู้เื่จากสายลับว่าใน่ไม่กี่วันนี้เขาไปพูดคุยกับชายลึกลับที่เมืองหลวงพวกเขาพบกันหลายครั้ง แต่ละครั้งก็ดูลึกลับซ่อนเงื่อนตัวตนที่แท้จริงของชายลึกลับก็ยังสืบไม่พบ”
“เมืองหลวง?” เย่หยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง“แล้วท่านพ่อทราบจุดประสงค์ของพวกเขาแล้วหรือยัง”
เย่หลิงเทียนส่ายศีรษะ "ยังเลย…เพื่อไม่เป็การแหวกหญ้าให้งูตื่นคนของข้าจึงไม่กล้าเข้าใกล้พวกเขานัก ทว่าตามคำบอกเล่าจากคนของข้าชายลึกลับผู้นี้น่าจะเป็ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์"
"อืม…มิใช่ปัญหา สิ่งสำคัญคือตอนนี้เรารู้แล้วว่าผู้ใดเป็ศัตรูเื่นอกเหนือจากนั้นหาได้สำคัญไม่ ว่าแต่ท่านพ่อ ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเรากับตระกูลจ้าวยามนี้เป็เช่นไร"
“ตระกูลจ้าว? ก่อนหน้านี้เราสองตระกูลมีข้อตกลงที่ดีต่อกันแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดเมื่อครึ่งปีที่แล้ว นอกจากเปิดบ่อนการพนันและหอนางโลม พวกเขาก็เริ่มทำการค้าขายโอสถรวมถึงของอื่นๆมากมาย มิหนำซ้ำยังแย่งชิงลูกค้าของเราไปมากโข ตระกูลของเราก็ไม่มีอำนาจไปทำอันใด”การขายอุปกรณ์ฝึกฝนและโอสถเป็การค้าหลักของตระกูลเย่เมื่อกล่าวถึงเื่นี้เย่หลิงเทียนก็หน้านิ่วคิ้วขมวด
“ฮ่าๆ …ดูเหมือนว่าฝั่งนั้นคิดจะวางอุบายสองทางช่างร้ายกาจเสียจริง” เย่หยางกล่าวระคนเยาะเย้ย
“หยางเอ๋อร์ ข้ารู้ว่ายามนี้เ้าโตขึ้นแล้วแต่ในฐานะบิดาข้าก็ไม่อาจปล่อยปละละเลยเ้าได้ข้าอยากให้เ้ารู้ว่าข้ายังคงเป็บิดาของเ้า ถ้าเ้ามีเื่หนักอกหนักใจอันใด บิดาผู้นี้จะช่วยแบกรับภาระอันใหญ่หลวงนั้นเองอย่าเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว หากเกิดอะไรขึ้นกับเ้า ข้าจะสู้หน้าแม่เ้าได้อย่างไร”เมื่อกล่าวถึงมารดาของเย่หยาง สีหน้าและแววตาของเย่หลิงเทียนก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้าหม่นหมอง
“ท่านพ่อ…อย่าได้คิดมากเกินไปเลย อันที่จริงไม่ใช่เื่ใหญ่โตแต่อย่างใดแค่มีคน้าจะสังหารข้า ข้าเองก็คิดออกเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาส่วนที่ไม่ได้บอกรายละเอียดอันใดก็เพราะเกรงว่าจะคาดเดาผิดพลาดสรุปก็คือข้อมูลที่มียังแม่นยำไม่พอ” เย่หยางเห็นบิดามีท่าทางโศกเศร้าจึงรีบเปลี่ยนเื่
“หืม? รู้แล้วหรือว่าผู้ใดทำร้ายเ้า”ทันทีที่เย่หลิงเทียนได้ยินประโยคนี้ เขาก็รีบถามด้วยความสนใจ
เย่หยางพยักหน้า “ผู้ลงมือคือผู้าุโสี่ข้าเองก็ไม่เคยเป็ศัตรูกับเขา เขาต้องมีจุดประสงค์บางอย่างถึงได้อยากสังหารข้าเราจำเป็ต้องรู้ว่าผู้ใดอยู่เื้ัเื่นี้”
“แถมวันนี้ข้าก็มีเื่ขัดแย้งกับบุตรชายคนที่สามของตระกูลจ้าวในตลาดเขาเผลอหลุดพูดบางอย่างออกมาลอยๆ ทำให้คาดเดาได้ว่าตระกูลจ้าวก็เป็หนึ่งในตัวหมากผู้บงการอยู่เื้ัมีหมากอยู่สองตัว หนึ่งอยู่ในที่แจ้ง อีกหนึ่งอยู่ในที่ลับเรียกได้ว่าเป็แผนการที่ละเอียดรอบคอบทีเดียว”
“แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ข้าไม่เข้าใจตระกูลเย่ของเรามีอะไรที่ทำให้ผู้อื่นต้องกังวลขนาดนี้ จนถึงขั้นต้องวางแผนล้มล้างต่อต้านกันทว่าเพราะการมาถึงของอวี่ฉิงทำให้ข้าเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้น” พอกล่าวมาถึงจุดนี้ เย่หยางก็หยุดพูดพลางหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ
เมื่อฟังถ้อยคำของเย่หยางเย่หลิงเทียนก็แอบประหลาดใจ เขาขมวดคิ้วกล่าว "ไม่คิดว่าเื่จะซับซ้อนขนาดนี้แต่หยางเอ๋อร์…เ้าสามารถวิเคราะห์เื่ราวได้อย่างชัดเจนแสดงว่าเ้าเติบโตขึ้นแล้วจริงๆแต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดเ้าต้องต่อสู้เป็ตายกับเย่อวิ๋น ด้วยพลังของเ้าในปัจจุบันมันไม่ฉลาดเลยที่จะทำเช่นนั้น ข้ารู้สึกกังวลใจยิ่งนัก”
“ฮ่าๆ เื่นี้ท่านสามารถยืนยันได้ด้วยตนเองท่านพ่อโปรดอภัยที่ล่วงเกิน” พอกล่าวจบเขาก็ปล่อยหมัดเข้าใส่เย่หลิงเทียนทันที
เย่หลิงเทียนตกตะลึงไม่เข้าใจว่าเย่หยาง้าจะทำสิ่งใด ระหว่างถูกโจมตีเขาก็หยุดกำปั้นของลูกชายด้วยฝ่ามือจิต
‘ปึก!’
เกิดเสียงดังขึ้นจากนั้นเย่หลิงเทียนก็ร้องด้วยความประหลาดใจ "ขั้นห้านภา นี่มันพลังโจมตีของผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นห้านภาหยางเอ๋อร์ ในที่สุดการฝึกฝนของเ้าก็ก้าวหน้า" เมื่อกล่าวจบเขาก็เข้ามาโอบกอดเย่หยางด้วยแขนสั่นระริกเมื่อเย่หยางได้ซบอิงไหล่กว้างของเย่หลิงเทียนดวงตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็แดงระเรื่อนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ััถึงความรักของบิดาแท้อย่างจริง
“ดี…ดีมาก ในอีกไม่กี่วันที่จะมาถึงหากผู้ใดกล้าดูถูกลูกข้าว่าเป็พวกขี้แพ้ไร้ประโยชน์อีก!ข้าจะทุบมันให้แหลกเป็ชิ้นๆ แต่ดูเหมือนว่าเมื่อสักครู่เ้ายังโจมตีไม่สุดกำลังมา!...จงใช้กำลังทั้งหมดที่มีโจมตีข้าอีกครั้ง ถ้ามันยังไม่ทำให้บิดาผู้นี้พอใจต่อให้การประลองครั้งนี้จะสร้างชื่อเสียงให้แก่เ้าข้าก็จะไม่ยอมให้เ้าประลองกับเย่อวิ๋นเด็ดขาด” เย่หลิงเทียนกล่าวพร้อมยิ้มกว้างตอนนี้ความสามารถในการฝึกตนของลูกชายเขากลับคืนมาแล้วเขาจึงไม่อยากให้เย่หยางเอาตัวเข้าไปเสี่ยงต่อให้ต้องแบกรับความอัปยศในฐานะคนที่กลับคำพูดก็ตามที
“เต็มกำลังรึ” เย่หยางลังเล
“ใช่…ใช้กำลังทั้งหมดที่เ้ามี ถ้าเ้าใช้หมัดทลายศิลาได้ก็ควรใช้มันอย่างเต็มที่”เย่หลิงเทียนจำได้ว่าเขามอบเคล็ดวิชาระดับต่ำขั้นหวงที่มีชื่อว่า‘หมัดทลายศิลา’ ให้แก่เย่หยางเพียงแค่ไม่รู้ว่าบุตรชายศึกษาเรียนรู้มันได้มากน้อยแค่ไหนหากรู้ว่าเย่หยางใช้เวลาฝึกเพียงแค่ครึ่งวันก็เชี่ยวชาญหมัดทลายศิลา เขาจะตื่นใขนาดไหน
เย่หยางถูกบีบจนไร้ทางเลือกใดนอกจากต้องลงมือทำตามเขาโคจรพลังจากจุดตันเถียนมาที่หมัดพลางเอ่ยขึ้นว่า "หมัดทลายศิลา"
‘ตูม!!’
เกิดเสียงดังสนั่นหมัดของเย่หยางอัดกระแทกเข้าใส่ฝ่ามือของเย่หลิงเทียนส่งผลให้เกิดแรงลมปะทะขึ้นอย่างรุนแรง โต๊ะน้ำชาที่อยู่ใกล้ๆกระเด็นอัดเข้าใส่กำแพงจนแหลกละเอียดเป็ชิ้นๆ
เย่หลิงเทียนไม่คิดว่าลูกชายของเขาจะเชี่ยวชาญหมัดทลายศิลาอย่างสมบูรณ์ทั้งยังไม่คิดว่าจะทรงพลังมากขนาดนี้ด้วยเช่นกันร่างของเขาสั่นสะท้านจนต้องก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างช่วยไม่ได้
เย่หลิงเทียนตกตะลึง เนื่องด้วยเขาเป็ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสามนภาทั้งยังฝึกฝนเคล็ดบ่มเพาะระดับเสวียนขั้นสูงมีชื่อว่า ‘เดชราชสีห์พยัคฆ์’ความแข็งแกร่งของเขาจึงเหนือกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปที่อยู่ในระดับเดียวกันมากต่อให้เผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็แทบเป็ไปไม่ได้เลยที่จะถูกคนที่ไม่ใช่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์สังหารแต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นห้านภากลับสามารถทำให้เขาก้าวถอยหลังได้หากข่าวเื่นี้แพร่สะพัดออกไปคงได้เกิดความโกลาหลขึ้นอย่างแน่นอน
“ดีๆๆ !แค่ความแข็งแกร่งของเ้าเพียงอย่างเดียวก็สามารถสู้กับนักรบทั่วไปได้แล้ว เพียงเท่านี้ข้าก็วางใจเื่การดวลของเ้าถ้ามารดารู้ว่ายามนี้เ้าเป็อัจฉริยะ นางคงจะมีความสุขมาก…” กล่าวถึง่ท้ายน้ำเสียงของเขาก็เริ่มติดขัด
“ท่านพ่อ…ท่านแม่ของข้าเป็ใครกันแน่ ท่านบอกว่าจะบอกข้าในวันที่ข้ามีพลัง”ในใจของเย่หยางรู้สึกสงสัยในเื่นี้เป็อย่างมากเพราะเขาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับมารดาเลยแม้แต่น้อย
“ลูกเอ๋ย เ้าจงฝึกฝนให้หนักเมื่อใดที่เ้าแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ข้าย่อมบอกเ้าอย่างแน่นอนเื่บางเื่หากรู้เร็วเกินไปก็ไม่เกิดผลดีต่อเ้า” เขาตบไหล่ลูกชายแล้วเดินออกจากห้องไป
เมื่อเห็นแผ่นหลังอันโดดเดี่ยวของบิดาหายไปจากประตูเย่หยางก็รู้สึกเจ็บแปลบในใจ สิ่งใดในโลกนี้กันหนอที่สามารถทำให้คนใจแกร่งอย่างเย่หลิงเทียนรู้สึกโศกเศร้าได้ขนาดนี้
เมื่อนึกถึงเย่หลิงเทียนที่ก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสามนภาได้ั้แ่อายุยี่สิบเดิมทีเขามีแนวโน้มว่าจะทะลวงผ่านไปถึงขั้นาายุทธ์ แต่กลับกลายเป็ว่าเวลาผ่านไปกว่าสิบปีการฝึกฝนของเขากลับยังไม่คืบหน้าบางทีมารดาของเขาอาจจะเป็สาเหตุ
เขาสูดลมหายใจลึก ทำจิตใจให้สงบการฝึกตนคือการต่อต้าน์ และสิ่งต้องห้ามที่สุดในการฝึกตนก็คือจิตใจสับสนซึ่งอาจทำให้เกิดธาตุไฟเข้าแทรก
หลังจิตใจสงบแล้ว เขาก็พึมพำขึ้นว่า "ความแข็งแกร่งคือสิ่งที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลกนี้หากไร้ซึ่งพลังต่อให้บางสิ่งที่มีค่าก็อาจถูกพรากไปได้"
ขณะนอนอยู่บนเตียงเขาก็พลิกตัวไปัักับอะไรบางอย่างแข็งๆ จึงยื่นมือออกไปแตะมัน เป็ก็คือชิ้นส่วนกระดูกที่เขาเจอในตลาดเมื่อตอนกลางวันนั่นเอง
พอกลับมาถึงบ้านก็ลืมเื่กระดูกไปเสียสนิทเขารีบพลิกตัวเอาชิ้นส่วนกระดูกวางไว้ข้างเตียง เฝ้ามองดูอย่างระมัดระวังหลังจากดูอยู่นานก็ไม่ค่อยเข้าใจจึงลองเอากระดูกไปเผาไฟบนตะเกียงแล้วก็เอาไปแช่ในถังน้ำเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง
“หรือข้าคิดผิด? บางทีกระดูกชิ้นนี้อาจจะไม่ใช่สมบัติแต่ตอนนั้นที่ใช้จิตหยั่งรู้ตรวจสอบมันก็มีปฏิกิริยาจริงๆ อ๊ะ! ใช่แล้วจิตหยั่งรู้ไงเล่า” เย่หยางตบหัวพร้อมก่นด่าในความงี่เง่าของตนเขารีบสงบใจลงอย่างรวดเร็ว มุ่งความสนใจไปยังชิ้นส่วนกระดูก
ทันใดนั้นชิ้นส่วนกระดูกก็เกิดความผันผวนอย่างแปลกประหลาดข้อความอันทรงพลังปรากฏขึ้นมาในจิตสำนึกของเย่หยาง ‘กายาัคชสาร’ วิชาระดับโลกขั้นสูง หลอมรวมโลหิต เสริมสร้างกล้ามเนื้อ บำรุงกระดูกทำให้อวัยวะแข็งแรง
ไม่นานนักข้อมูลในชิ้นส่วนกระดูกก็หายไปคลื่นความผันผวนทางจิติญญาก็หมดไปเช่นกันดูเหมือนว่าชิ้นส่วนกระดูกนี้จะเป็ของวิเศษประเภทวิชาสืบทอดที่ค่อนข้างแปลกประหลาดทว่าปัจจุบันประโยชน์ของมันได้หมดสิ้นลงแล้ว เขาจึงวางชิ้นส่วนกระดูกเอาไว้ข้างๆแล้วย่อยข้อมูลในใจ
‘กายาัคชสาร’ แบ่งออกเป็สี่ขั้นได้แก่ขั้นสัมฤทธิ์ ขั้นเงิน ขั้นทอง ขั้นทองนิล ทุกครั้งที่ยกระดับ พลังความแข็งแกร่งทางกายจะดีขึ้นอย่างมากเมื่อฝึกฝนจนเข้าสู่ระดับสัมฤทธิ์ การจะคว้าจับคมมีดด้วยมือเปล่าก็มิใช่เื่ยาก
ความแข็งแกร่งของร่างกายเป็สิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกยุทธ์มันจะช่วยเขาเอาตัวรอดในการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ดีขึ้นเย่หยางมีทั้งจิตหยั่งรู้ อีกทั้งสมรรถภาพทางกายยังแข็งแรงอย่างยิ่งถือเป็เงื่อนไขที่ดีที่สุดในการฝึกตนสำหรับเย่หยางมันไม่ต่างอะไรจากการได้วิชาระดับ์เลยทีเดียว
โดยทั่วไป ผู้ฝึกยุทธ์สามารถฝึกฝนเคล็ดบ่มเพาะได้เพียงประเภทเดียวเท่านั้นทว่า ‘กายาัคชสาร’นั้นแตกต่างออกไปเพราะมันไม่ใช่เคล็ดบ่มเพาะหลักแต่เป็เคล็ดวิชาเสริมไม่ได้ใช้เพื่อฝึกปราณแท้แต่ใช้เพื่อฝึกกายา ด้วยเหตุนี้จึงไม่ขัดแย้งกับ ‘เคล็ดสังหารเทพ’ เย่หยางสามารถศึกษาเรียนรู้มันได้อย่างเต็มที่
แต่สิ่งที่ทำให้เย่หยางหดหู่อยู่ไม่น้อยก็คือตอนนี้เขาไม่สามารถเรียนรู้วิชานี้ได้นั่นเพราะขอบเขตฝึกตนของเขายังอยู่ในระดับต่ำเกินไป การฝึกฝน ‘กายาัคชสาร’จะต้องมีความแข็งแกร่งทางกายมากกว่าสามพันจินหากร่างกายไม่แข็งแกร่งพอแล้วยังดันทุรังฝึกฝน อาจทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดเสียหายจนถึงขั้นพิการ
ด้วยเหตุนี้เย่หยางจึงไม่กล้าเสี่ยงขนาดในอาณาจักรเทียนอู่เคล็ดวิชาระดับโลกยังหาได้ยากยิ่งฉะนั้นจึงเป็เื่ปกติที่หลักเกณฑ์การฝึกฝนจะสูงขึ้นตามลำดับตามรายละเอียดในวิชาผู้ฝึกควรมีฝีมืออยู่ในระดับปรมาจารย์ยุทธ์เนื่องด้วยปรมาจารย์ยุทธ์มีความแข็งแกร่งทางกายมากกว่าสามพันจินสภาพในตอนนี้เหมือนเขากำลังเฝ้ามองซาลาเปาอันหอมหวนแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากน้ำลายไหลเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการดึงความสนใจให้กลับมาจาก ‘กายาัคชสาร’
เย่หยางสลัดความคิดดังกล่าวทิ้งเดินไปเปิดหน้าต่างเห็นเมฆดำปกคลุมผืนฟ้าด้านนอกยามนี้เมืองปาฮวงเต็มไปด้วยความมืดมิด รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา "คืนนี้อากาศดีมากจริงๆ์คงเสียใจแย่หากข้าไม่ลงมือทำอะไร”
เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เป็ชุดสีดำกลืนกับสีค่ำคืนและพันผ้าโพกหน้าก่อนไปส่องกระจกเขายิ้มพลางกล่าว "ขอบคุณ์ที่ทำให้เมฆดำบดบังดวงจันทร์ช่วยให้ข้าสามารถล้างแค้นได้ง่ายดายยิ่งขึ้น" เขาหมุนตัวเดินออกไปนอกเรือนร่างผอมบางลับหายไปในยามราตรี