ภารกิจเลี้ยงสามียุค 70

    ตอนที่ 17: น้ำใจ

    เมื่อส่งฉู่เฉิงไปตักน้ำกลับมาแล้ว หลินซีก็เริ่มทำอาหารตามตำรา เมื่อก่อนหลินซีอยู่เพียงลำพัง เธอจึงมักจะทำอาหารกินเองอยู่เสมอ ฝีมือของเธอไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่เธอก็สามารถทำอาหารบ้านๆได้โดยไม่มีปัญหา สูตรอาหารที่อยู่ในตำราอาหารเล่มนี้ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร หลินซีคิดว่าตัวเองน่าจะสามารถทำออกมาได้ ด้วยการชี้แนะจากตำราอาหารหลินซีจึงทำเนื้อผัดมันฝรั่งออกมา 1 จาน ไข่ผัดมะเขือเทศ 1 จาน กระเทียมบดผักโขม 1 จาน และยังมีซุปสาหร่ายกุ้งอีก 1 จานด้วย ฉู่เฉิงคอยช่วยเธอก่อไฟและส่งจานชามให้ ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะเพิ่งใช้ชีวิตร่วมกันได้ไม่นาน แต่พวกเธอก็สามารถทำงานร่วมกันและเข้ากันได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้น 1 ชั่วโมงอาหารก็ถูกจัดวางเอาไว้บนโต๊ะ นี่เป็นอาหารมื้อแรกหลังจากที่พวกเธอย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านใหม่ หลินซีและฉู่เฉิงนั่งหันหน้าเข้าหากันขณะที่แสงไฟสีส้มสาดส่องไปทั่วบ้านหลังเล็กอันเงียบงันที่ทั้งอบอุ่นและเงียบสงบ หลินซีคีบเนื้อชิ้นหนึ่งให้ฉู่เฉิง ฉู่เฉิงจึงยกยิ้มหวานกลับไปให้หลินซี เมื่อได้กินอาหารที่หลินซีคีบให้ฉู่เฉิงก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยปากชมรสมือของเธอ และต่อให้รู้ว่าในคำพูดของเขาแฝงความประจบประแจงเอาไว้ แต่หลินซีก็ไม่ได้ขัดอะไร ฉู่เฉิงพูดงึมงำเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเพิ่งค้นพบในบ้านหลังใหม่ หลินซีก็กินไปฟังไป ตอนนี้เธอรู้สึกว่านี่แหละคือชีวิตที่เธอต้องการ ในเวลากลางดึกที่ผู้คนต่างพากันหลับสนิท หลินซีเหนื่อยจนผล็อยหลับไปแล้ว แต่ฉู่เฉิงยังคงนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนที่นอนด้วยความตื่นเต้น บนตัวของเขามีชุดนอนเนื้อนิ่มแถมบนคั่งยังมีผ้าปูผืนใหม่เอี่ยมปูทับไว้ด้วย ฉู่เฉิงรู้สึกมีความสุขจนหยุดไม่อยู่ ทุกอย่างเป็นเหมือนความฝัน แต่ถ้ามันเป็นฝันตื่นหนึ่งเขาก็ไม่อยากจะตื่นขึ้นมาอีกตลอดกาล! ในที่พักยุวปัญญาชน หลิวเสียกำลังทำกับข้าวโดยมีฟางฉวนจื้อเป็นคนก่อไฟ ในห้องครัวมีเพียงเสียงทำกับข้าวและเสียงเปลวไฟคุกรุ่นดังกรอบแกรบขึ้นมาเท่านั้น หลิวเสียแอบเหล่มองฟางฉวนจื้อ แต่ฟางฉวนจื้อก็เหมือนจะไม่ได้สังเกตเห็นท่าทางของเธอและยังคงจ้องมองเตาไฟอยู่อย่างนั้น บนใบหน้าของหลิวเสียปรากฏรอยยิ้มจนปัญญา ส่วนในใจก็แอบหัวเราะกับตัวเองแล้วเริ่มครุ่นคิดอะไรไปเรื่อย กระทั่งหลิวเสียทำอาหารเสร็จเรียบร้อยยุวปัญญาชนจำนวนหนึ่งก็เดินเข้ามาช่วยกันถืออาหารออกไป หานเหม่ยฟางนำวังเสี่ยวเจินและอวี่หลินหลินกลับมาแล้ว วังเสี่ยวเจินหรี่ตามอง เมื่อเธอไม่เห็นหลินซีอยู่ในห้องครัวเธอจึงจงใจถามขึ้นมาเสียงดัง “วันนี้ใครเป็นคนทำอาหาร?”  หลิวเสียพูดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ “ในตารางหน้าที่เป็นชื่อของฉัน เพราะงั้นฉันก็ต้องเป็นคนทำสิ”  “แล้วใครเป็นคนก่อไฟ?” หลิวเสียเข้าใจได้ในทันทีว่าวังเสี่ยวเจินต้องการอะไร เธอจึงมองไปทางวังเสี่ยวเจินด้วยสายตาเย็นชา แต่ฟางฉวนจื้อกลับพูดขึ้นมาเสียก่อน “ทุกคนเงียบก่อน ฉันมีเรื่องจะพูด ตอนนี้ยุวฯหลินไปแล้ว ต่อจากนี้หน้าที่การทำอาหารจะกลับไปเป็นเหมือนที่เคยจัดไว้ก่อนหน้านี้ คือ 2 คนต่อ 1 วัน ให้คนหนึ่งจุดไฟอีกคนหนึ่งทำอาหาร ทุกคนจำเอาไว้ให้ดีล่ะ! เรื่องนี้จะเริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป” วังเสี่ยวเจินและอวี่หลินหลินไม่เข้าใจ “ยุวฯหลินไปแล้วหมายความว่ายังไง? เธอไปไหน?”  หยวนเฮ่อถือชามเอาไว้พร้อมยกยิ้มเยาะเย้ย “ก็ย้ายไปแล้วน่ะสิ ต่อจากนี้พวกเธอสองคนจะได้พักอยู่ด้วยกันเพราะยุวฯหลินจะไม่อยู่แล้ว” วังเสี่ยวเจินไม่ได้ไล่ถาม แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรกับเธอ ทุกคนต่างจดจ่ออยู่กับการกินข้าว วังเสี่ยวเจินรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันใด จากนั้นเธอก็ไปถามจากโจวหลายตี้จนได้รู้ว่าหลินซีไปเช่าบ้านและพาฉู่เฉิงไปอยู่ด้วยกัน หานเหม่ยฟางที่รู้แบบนั้นก็รู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อย เธอไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถเช่าบ้านได้หรือเปล่า เธอเองก็ไม่อยากอยู่กับหลิวเสียเหมือนกัน แต่หลังจากที่เธอถามเรื่องค่าเช่าบ้านเธอก็ต้องถอดใจไปทันที และเพราะเธอไม่ถูกกับหลิวเสีย หลังจากนั้นเธอจึงย้ายไปอยู่ห้องเดียวกับวังเสี่ยวเจิน เมื่ออยู่กับฉู่เฉิงมาได้สักพักหลินซีก็ยิ่งคิดว่าฉู่เฉิงเป็นเด็กรู้ความ มือของหลินซียังคงใส่เฝือกเอาไว้ ดังนั้นเธอจึงทำงานต่างๆได้ไม่ค่อยสะดวก ด้วยเหตุนี้ฉู่เฉิงจึงอาสารับผิดชอบงานหนักในบ้านไม่ว่าจะเป็นตักน้ำ ผ่าฟืน ซักเสื้อผ้า ล้างจาน เขาล้วนทำทุกสิ่งทุกอย่างออกมาได้เป็นอย่างดี ปริมาณงานของหลินซีจึงน้อยกว่าตอนที่ยังอยู่ในที่พักยุวปัญญาชน และถ้าหลินซีไม่ห้ามเขาเอาไว้ก่อน ฉู่เฉิงจะต้องช่วยเธอซักผ้าไปด้วยแน่นอน เพื่อให้รางวัลความเป็นเด็กดีรู้ความของฉู่เฉิง หลินซีจึงได้หยิบหนังสือนิทานที่ตัวเองซื้อมาก่อนหน้านี้ออกมาอ่านให้ฉู่เฉิงฟัง เนื่องจากฉู่เฉิงได้เรียนมาสักพักแล้ว เขาจึงพอรู้จักตัวอักษรในหนังสืออยู่บ้าง แต่ฉู่เฉิงชอบฟังหลินซีอ่านนิทาน เพราะน้ำเสียงเวลาที่หลินซีอ่านนิทานจะฟังดูอ่อนหวานนุ่มนวล ดังนั้นช่วงเวลาที่ฉู่เฉิงโปรดปรานมากที่สุดในแต่ละวันจึงเป็นช่วงเวลาที่พี่สาวเล่านิทานให้เขาฟัง กระทั่งหลินซีอ่านนิทานจบไปเล่มหนึ่ง ฉู่เฉิงก็รีบส่งแก้วน้ำให้เธอ 1 แก้วทันที หลินซีรับมันมาดื่มเข้าไปหนึ่งอึกแล้วพูดขึ้นมา “เธอก็อย่าเอาแต่อยู่ในบ้านล่ะ ว่างๆก็ออกไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆบ้าง เด็กผู้ชายจะอยู่แต่ในบ้านได้ยังไง”  ฉู่เฉิงส่ายหน้าไปมา “พี่ครับ ผมชอบอยู่กับพี่” หลินซีมองสีหน้าประจบประแจงของฉู่เฉิงแล้วใช้นิ้วมือเขกหัวเขาไป 1 ที ฉู่เฉิงลูบหน้าผากตัวเองยิ้มๆ แล้วฉีกยิ้มกว้างกลับมาให้เธอ ขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่ก็มีคนมาหา หลิวเสียถือกล่องพัสดุเล็กๆใบหนึ่งมาหาหลินซี “หลินซี ดูสิว่านี่ใช่ของที่ครอบครัวเธอส่งมาให้หรือเปล่า?” หลินซีเดินเข้าไปรับกล่องพัสดุใบนั้นเอาไว้แล้วบอกให้หลิวเสียนั่งลงดื่มน้ำก่อน บนกล่องพัสดุใบนั้นเขียนชื่อของเธอเอาไว้ แต่ที่อยู่กลับเป็นที่พักของยุวปัญญาชน หลินซีจึงกล่าวขอบคุณหลิวเสีย ส่วนฉู่เฉิงเองก็วิ่งเข้าไปเอาน้ำจากในครัวมายื่นส่งให้หลิวเสียอย่างรู้ความ หลิวเสียพิจารณาฉู่เฉิงก่อนจะหันไปพูดกับหลินซี “เด็กคนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนเลยนะ เมื่อก่อนเขาทั้งผอมทั้งตัวเล็ก แต่ตอนนี้กลับสะอาดสะอ้านแถมยังดูดีอีกต่างหาก หน้าตาก็มีเนื้อหนังเพิ่มขึ้นมาด้วย” หลินซีแอบคิดในใจว่าเพราะเขาได้ทานอาหารวันละ 3 มื้อจนอิ่มท้องแถมตอนบ่ายยังมีผลไม้และขนมอีกมื้อ แบบนี้เขาจะไม่มีเนื้อหนังได้ยังไง! ฉู่เฉิงรู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่ถูกพิจารณาอยู่แบบนั้นเขาจึงกอดหนังสือเดินกลับไปในบ้าน หลินซีและหลิวเสียพูดคุยกันอยู่ที่ลานหน้าบ้าน หลิวเสียบอกเล่าเรื่องราวต่างๆในที่พักยุวปัญญาชนและยังรู้สึกอิจฉาที่หลินซีสามารถย้ายออกมาอยู่เองได้ ช่วงนี้เธอกับหานเหม่ยฟางไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไร ดังนั้นเธอจึงซุบซิบนินทากับหลินซีด้วยความโกรธอยู่หลายประโยค จนกระทั่งหลิวเสียจากไป หลินซีจึงได้เปิดกล่องพัสดุดู ภายในกล่องพัสดุใบเล็กมีหมี่ดำอยู่หลายจิน (1 จิน = 500 กรัม) รองเท้าผ้าฝ้าย 1 คู่และจดหมายอีกหนึ่งฉบับ รองเท้าคู่นั้นดูแล้วน่าจะเป็นรองเท้าทำมือ ฝีเข็มละเอียดประณีตจนดูเหมือนคนทำน่าจะใส่ใจกับมันไม่น้อย ทั้งจดหมายและกล่องพัสดุใบนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ป้าใหญ่ส่งมา ในจดหมายบอกเอาไว้ว่าเพราะที่บ้านไม่ได้รับสิ่งของใดๆ จากหลินซีพวกเขาจึงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก ครั้งนี้พี่สาวของเธอกำลังจะแต่งงานแล้ว หวังว่าหลินซีจะสามารถช่วยส่งอะไรกลับไปได้บ้าง นอกจากนี้ป้าใหญ่ยังเอ่ยปลอบหลินซีอีกหลายประโยค เนื้อหาในจดหมายไม่มีอะไรมากไปกว่าครอบครัวและเรื่องน่ายินดีทั้งหลายซึ่งเป็นคำพูดของพวกพ่อแม่ทั่วไป เมื่อหลินซีอ่านจดหมายนั้นจนจบสีหน้าของเธอก็ย่ำแย่ลง ฉู่เฉิงเห็นสีหน้าของหลินซีก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย เขามองออกว่าพี่สาวไม่มีความสุข แต่ทำไมพี่สาวถึงไม่มีความสุขเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาเอาแต่ครุ่นคิดอยู่นานแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามเธออยู่ดี ในใจของหลินซีว้าวุ่นขึ้นมาเล็กน้อย เธอใช้มือเท้าคางแล้วเริ่มคิดว่าควรจะจัดการเรื่องของครอบครัวอย่างไร เธอไม่มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับครอบครัวนี้เลย จะพูดอีกอย่างก็คือเธอไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม และในตอนที่ตอบจดหมายกลับไปเมื่อครั้งก่อนเธอก็บอกครอบครัวไปแล้วว่ากระดูกมือของเธอหัก แต่ครอบครัวก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆและเอาแต่ร้องขอสิ่งของกับเธอมาตลอด ที่จริงหลินซีก็ไม่ได้เสียดายข้าวของพวกนั้นหรอก แต่เธอคิดว่าการกระทำของคนในครอบครัวทำให้เธอรู้สึกอึดอัด ตัวเธอเองก็ไม่ใช่แม่พระ ครั้งนี้ให้ไปแล้วครั้งต่อไปยังต้องให้อีกหรือเปล่า เรื่องนี้มันน่าปวดหัวจริงๆ เมื่อมองเห็นคิ้วของหลินซีขมวดเป็นปม ฉู่เฉิงก็ถามออกไปอย่างระมัดระวัง “พี่ครับ เป็นอะไรไปเหรอ?” หลินซีกำลังว้าวุ่นใจและไม่ได้สนใจว่าฉู่เฉิงจะเข้าใจได้หรือไม่จึงเล่าเรื่องราวที่อยู่ในจดหมายให้ฉู่เฉิงฟัง ฉู่เฉิงทรุดตัวลงแล้วมองหลินซีตาปริบๆ “พี่ครับ ถ้าคนพวกนั้นดีกับพี่ พี่ก็ส่งของกลับไปเถอะครับ แต่ถ้าพวกเขาไม่ดีกับพี่ พี่ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจพวกเขาหรอก กว่าพี่จะหาของมาได้ก็ไม่ง่ายเลย อีกอย่างพี่ก็ยังมีผม ผมจะดีกับพี่ให้มากๆเอง” เมื่อพูดประโยคสุดท้ายจบลงฉู่เฉิงก็ซบศีรษะลงกับเข่าของหลินซี หลินซีลูบเส้นผมขึ้นใหม่ของฉู่เฉิงไปมา เธอคิดว่าเมฆหมอกที่อยู่ในใจของเธอถูกปัดเป่าหายไปไม่น้อย ตัวเธอมาที่นี่ก็เพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ และบางทีอาจจะต้องกลับไปในสักวัน ดังนั้นเธอควรมองข้ามสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดไปบ้างและไม่จำเป็นต้องสนใจว่าคนเหล่านั้นจะคิดอย่างไรกับตนเอง เมื่อตัดสินใจได้แล้วหลินซีก็รู้สึกแจ่มใสขึ้นจนพลอยทำให้ใบหน้าของฉู่เฉิงมีรอยยิ้มตามไปด้วย ฉู่เฉิงเตือนหลินซีว่าพวกเขาทั้งสองคนจะต้องเตรียมฟืนที่จะใช้ในช่วงฤดูหนาว ไม่อย่างนั้นถ้าต้องตัดฟืนในช่วงฤดูหนาว พวกเขาอาจจะหนาวตายได้ หลินซีคิดคำนวณอยู่สักพัก เธอสามารถซื้อถ่านจากร้านค้าในระบบได้ แต่ราคาของมันก็ค่อนข้างแพง และยิ่งคิดถึงเหรียญทองของตัวเองที่มีอยู่ไม่มาก เธอก็ได้แต่แบกตะกร้าไม้ไผ่เดินขึ้นเขาไป ฉู่เฉิงมีท่าทางตื่นเต้นเป็นพิเศษ เขาเอาแต่เดินพูดคุยกับหลินซีไปตลอดทางและคอยบอกว่าตรงไหนมีฟืนมาก ตรงไหนสามารถเก็บผักได้ เมื่อมีความช่วยเหลือของเขา หลินซีจึงสามารถเก็บของได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นช่องเก็บของของระบบจึงถูกยัดของเข้าไปจนเต็ม ในตอนที่ทั้งสองคนเดินกลับมาพวกเขาก็ได้พบกับหยวนเฮ่อ หวังเหอผิงและหวังหยวน ทั้งสามคนกำลังแบกตะกร้าไม้ไผ่พลางพูดคุยหัวเราะกันมาตลอดทาง เมื่อพวกเขาได้เห็นหลินซี พวกเขาก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากทักทายหลินซีก่อน หยวนเฮ่อเหลือบมองตะกร้าไม้ไผ่ของหลินซีแวบหนึ่ง ตะกร้าใบนั้นหนักอึ้งจนทำให้ร่างของหลินซีแอ่นโค้งไปเล็กน้อย สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านมาจนทำให้เส้นผมของหลินซีกระจัดกระจายไปหมด หยวนเฮ่อที่ได้เห็นภาพนั้นจึงรู้สึกประหลาดขึ้นมา “ให้ฉันช่วยไหม? ฟืนพวกนั้นน่าจะหนัก เธอแบกน้อยลงหน่อยเถอะ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้เธอจะยกแขนไม่ขึ้นเอานะ” หลินซีปฏิเสธความหวังดีของหยวนเฮ่อแล้วอธิบายออกไป “ข้างบนเป็นฟืนแต่ข้างล่างเป็นผัก ไม่ค่อยหนักเท่าไรหรอกฉันแบกได้” คนกลุ่มนั้นพูดคุยกับหลินซีอยู่อีก 2-3 คำแล้วบอกให้เธอค่อยๆลงเขา ฉู่เฉิงรอจนกระทั่งหยวนเฮ่อเดินจากไปเขาจึงพูดขึ้นมา “พี่ครับ ต่อไปให้ผมมาทำงานนี้เองเถอะ! มือของพี่ยังเจ็บอยู่ ไม่ควรทำงานหนักนะครับ” หลินซีพูด “เราต้องเตรียมฟืนตั้งเยอะขนาดนี้ จะให้เธอทำคนเดียวได้ยังไง แบบนั้นจะต้องทำจนถึงตอนไหนล่ะ!” แต่ไม่นานก็มีคนมาช่วยทำงานนี้แล้ว ในช่วงเที่ยงของวันต่อมาหยวนเฮ่อและหวังหยวนพากันแบกต้นไม้แห้งต้นหนึ่งเดินเข้ามา หลินซีเกรงใจที่จะรับเอาไว้แต่หยวนเฮ่อก็ยังยืนยันหนักแน่น “พวกเราต่างก็เป็นยุวปัญญาชน ทุกคนควรจะต้องช่วยเหลือกันและกันสิ แถมเธอยังต้องดูแลเด็กอีกตั้งคนหนึ่ง งานหนักๆก็ยังทำไม่ได้ สำหรับพวกเราแล้วนี่เป็นแค่เรื่องง่ายๆเท่านั้นเอง” หลินซีมองเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาบนหน้าผากหยวนเฮ่อไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆเลยแม้แต่น้อย แต่ในเมื่ออีกฝ่ายหวังดีจริงๆ หลินซีจึงไม่ได้ปฏิเสธออกไปอีก เธอบอกให้ทั้งสองคนเข้ามาพักผ่อนในบ้าน ทั้งยังต้มชาให้ทั้งสองคนด้วย หยวนเฮ่อจ้องมองใบชาที่ลอยอยู่ในแก้วก่อนจะพูดกลั้วหัวเราะขึ้นมา “ไม่ได้กลิ่นชามานานแล้วนะเนี่ย วันนี้โชคดีจริงๆ” หลินซีไม่ได้ชอบกินชา พวกมันเป็นใบชาที่เธอหาเจอในกระเป๋าใบเก่า เธอจึงเอามาใช้รับรองแขกเท่านั้น ทั้งสองคนดื่มชาพลางพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันไป หยวนเฮ่อเป็นคนพูดเก่ง ทั้งสามคนจึงพูดคุยกันอย่างออกรส หลังจากที่ฉู่เฉิงเดินถือน้ำมาให้หยวนเฮ่อ เขาก็กลับเข้าไปอ่านหนังสือในห้องของตัวเองพลางฟังเสียงหัวเราะพูดคุยของทั้งสามคน ตัวอักษรบนหนังสือต่างก็ไหลผ่านสายตาของเขาไปโดยที่เขาอ่านอะไรไม่รู้เรื่องเลยสักอย่าง จากนั้นหยวนเฮ่อก็มาส่งฟืนอีกหลายครั้ง หลินซีเองก็ไม่ได้ปฏิเสธเพราะไม่อยากให้การกระทำของเขาสูญเปล่า ดังนั้นเธอจึงได้แต่ต้อนรับอีกฝ่ายอย่างมีมารยาท และเมื่อเธอเห็นสูตรขนมง่ายๆอย่างไป๋ถังเกา (ขนมชนิดหนึ่งที่ทำจากแป้งข้าวเจ้ากับน้ำตาลทราย) ในตำราอาหารเธอก็คิดจะทำไป๋ถังเกาให้หยวนเฮ่อสักหน่อย หลินซีให้ฉู่เฉิงช่วยเธอต้มน้ำ ส่วนตัวเธอจะไปจัดเตรียมอุปกรณ์ ฉู่เฉิงเดินตามหลินซีไปด้านหลัง ตลอดเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันเขาได้กินหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาไม่เคยกินมาก่อน ดังนั้นเมื่อเห็นหลินซีเตรียมจะทำขนมแบบใหม่เขาจึงรีบเข้าไปช่วยเหลือด้วยความยินดี