“ดูเหมือนว่าจะไม่ทันแล้วล่ะค่ะ” ฮาจาเอ่ยก่อนจะชี้ไปยังปราสาทกลางเมืองใต้ดิน มีร่างหลายร่างกำลังมุ่งตรงมาทางนี้พร้อมอาวุธครบมือ
ลูนาร์ทำจมูกฟึดฟัดก่อนจะพูดว่า “ข้าได้กลิ่นของวิเศษจากพวกนั้นด้วย ใช่ไหมฮาจา”
นักบวชสาวพยักหน้า “ค่ะ ข้าสัมผัสได้ถึงดาบดำจากปีศาจหนึ่งในนั้น”
“ทำไมพวกเจ้าจมูกดีกันเหลือเกิน ข้าไม่เห็นจะได้กลิ่นอะไรเลย” เอ็ดวานสูดดมกลิ่นในอากาศบ้าง ทว่าได้เพียงกลิ่นเหม็นอับและเหม็นเน่าของซากศพเท่านั้น
“เสียมารยาท ของแบบนี้เขาไม่ได้ใช้จมูกดม แต่ใช้ความรู้สึกต่างหาก ที่ข้าทำจมูกฟุดฟิดเพราะว่าข้าจินตนาการว่าของวิเศษเหล่านั้นมันหอมเย้ายวนต่างหากเล่า” ลูนาร์ว่าเข้าให้ แต่เอ็ดวานก็ยังไม่เข้าใจ
“ก็เหมือนกับที่ท่านเอ็ดวานต่อสู้แล้วสัมผัสถึงอันตรายทำให้หลบได้ทันในชั่วเสี้ยววินาทีนั่นล่ะค่ะ มันเหมือนเป็นสัญชาตญาณ” ฮาจาอธิบายเสริม
“ไม่ๆ ข้าเข้าใจเรื่องสัมผัสไอความมืดของเจ้านะฮาจา แต่ข้าไม่เข้าใจสัมผัสของวิเศษของลูนาร์ เจ้าลองคิดดูสิ คนปกติที่ไหนแค่มองดาบก็รู้ไปถึงว่าอุณหภูมิก่อนออกจากเตาหลอมของมันอยู่ที่เท่าไหร่”
ลูนาร์เท้าสะเอวแล้วเชิดหน้า “ก็ข้าเก่ง”
ทั้งสามยืนเถียงกันจนไม่ได้ใส่ใจผู้มาใหม่เลย เจ้าปีศาจในชุดตัวตลกยืนเกาหัวก่อนหันไปถามชายใบหน้าไร้สีเลือดที่อยู่ด้านข้าง
“ไว้พวกเรามาใหม่ดีไหม ปล่อยให้เจ้ามนุษย์พวกนี้สนทนากันให้เรียบร้อยก่อน”
แต่มันถามแบบไม่ต้องการคำตอบ เจ้าตัวตลกหัวเราะเอิ๊กอ๊ากก่อนจะควงเคียวในมือกวาดฟันผู้บุกรุกทันที
เอ็ดวานที่ระวังตัวอยู่แล้วยกดาบขึ้นปัดป้องได้ทัน จากนั้นฮาจาก็ระเบิดพลังแห่งแสงสว่างใส่จนมันต้องถอยผละออกไปหลายก้าว
ศัตรูที่มองเพียงปราดเดียวก็รู้ได้ว่าคือระดับหัวแถวของกองทัพเรวาเรนท์ หนึ่งคือตัวตลกสีดำที่มาพร้อมกับเคียวยักษ์ ฮาจาจำได้ว่าเคยเห็นภาพวาดของมันจากหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งของลูนาร์ ดาร์คเจสเตอร์คือชื่อของมัน นอกจากนี้เธอยังจำได้อีกว่ามันเชี่ยวชาญเวทมนตร์แห่งความมืด
หลังจากที่เคียวของมันถูกหยุดได้โดยเอ็ดวาน ดาร์คเจสเตอร์ก็ใช้มืออีกข้างร่ายคาถาสังหารใส่เขาเพื่อจบการต่อสู้นี้โดยเร็ว “เอ็กซิคิวต์” คลื่นสังหารพุ่งออกมาจากมือตัวตลก แต่สร้อยคอของชายหนุ่มกลับส่องแสงขึ้นมาในจังหวะเดียวกันและสลายคลื่นสีดำจากคาถานั้นทิ้ง
ดาร์คเจสเตอร์ไม่ยอมแพ้ หลังจากแพ้การประลองกำลังจนถูกผลักเซถอยออกไปมันก็เริ่มระดมสาดเวทมนตร์สังหารใส่เอ็ดวานอีกระลอก
“เอ็กซิคิวต์ ดูม เดธทัช เอ็กซิคิวต์” สารพัดเวทมนตร์แห่งความมืดที่ล้วนแต่มีไว้เพื่อฆ่าอีกฝ่ายถูกงัดมาใช้ทว่าไม่เป็นผล คาถาสังหารเหล่านี้โอกาสสำเร็จขึ้นอยู่กับระดับของผู้ร่ายและเหยื่อ ยิ่งผู้ร่ายแข็งแกร่งเหนือกว่าเหยื่อเท่าไหร่ โอกาสสำเร็จก็จะยิ่งเพิ่ม ดาร์คเจสเตอร์ค่อนข้างมั่นใจว่าศัตรูของมันไม่ได้มีระดับแตกต่างเสียจนไม่สามารถใช้คาถาเหล่านี้ได้ นี่จึงทำให้มันแปลกใจอย่างมาก
“ฮี่ๆๆ ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ข้าเท่านั้นสินะที่ชอบมายากล” ตัวตลกหัวเราะชอบใจทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ
ด้านลูนาร์ ศัตรูของเธอคือแวมไพร์หนุ่มผู้หนึ่ง อันที่จริงลูนาร์ก็ไม่รู้หรอกว่าเขาจะเป็นชายหนุ่มอายุไม่เกินสามสิบอย่างที่เห็นจริงหรือไม่ เพราะว่ากันตามจริงแวมไพร์ก็คือคนที่ไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว อายุจึงไม่ส่งผลต่อรูปร่างภายนอก
“ข้ามาร์เคล ผู้นำแห่งเนโครโปลิส” อีกฝ่ายแนะนำตัว
ฮาจาสัมผัสพลังเวทของคนผู้นี้ได้ แม้จะมีระดับใกล้เคียงกับดารค์เจสเตอร์ แต่ว่าก็มีบางอย่างที่รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง
มาร์เคลร่ายเวทลมหยั่งเชิง จากนั้นก็สั่งให้ลูกน้องทั้งหลายโจมตีพร้อมๆ กัน ทหารของมาร์เคลมีทั้งซอมบี้ที่ฆ่ายากเย็น กองทัพโครงกระดูกที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งแวมไพร์ระดับล่างที่แข็งแกร่งกว่าอันเดดประเภทอื่นนัก
ฮาจาใช้คาถารักษากับพวกมันแทนคาถาโจมตี คาถาโจมตีของนักบวชนั้นไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพทั้งยังเปลืองแรงมาก ต่างจากคาถารักษาที่เธอใช้ได้อย่างต่อเนื่องแทบไม่ต้องหยุดพัก
เหล่าอันเดดที่ถูกคาถาศักดิ์สิทธิ์ของเด็กสาวไม่เพียงแต่จะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง เมื่อพวกมันตายไปยังสลายสิ้นเป็นฝุ่นผงไม่สามารถกลับคืนชีพได้อีก
เมื่อเห็นทั้งเอ็ดวานและฮาจาสามารถรับมือกับคู่ต่อสู้ได้อย่างสบาย ลูนาร์จึงตัดสินใจพุ่งเข้าใส่มาร์เคลได้โดยหมดห่วง
มาร์เคลปล่อยให้พลังของแวมไพร์ครอบงำ เขาดึงพลังแฝงนั้นมาเพิ่มระดับพลังเวทให้กับตัวเองทำให้สามารถใช้เวทมนตร์ระดับที่สูงกว่าที่ควรจะใช้ได้อีกขั้น
“กิกะวินด์” พายุสลาตันก่อตัวขึ้นและหมุนกวาดเอาทุกอย่างในวิถีของมันลอยขึ้นไป เหล่าอันเดดลูกน้องของมาร์เคลที่ขวางหน้าถูกลูกหลงและถูกพัดหายไปหลายตน
มาร์เคลไม่สนใจว่าจะต้องเสียลูกน้องไปแค่ไหน ตอนนี้สิ่งเดียวที่มันสนใจคือกำจัดผู้บุกรุกอย่างพวกลูนาร์ให้หายไปให้หมด
“ใช้ได้ถึงแค่ขั้นกิกะก็ทำเป็นวางท่าใหญ่โตเชียวนะ”
มาร์เคลผู้ศึกษาเวทมนตร์มาเป็นอย่างดีเข้าใจในสิ่งที่ลูนาร์พยายามจะบอก เธอกำลังพูดถึงระดับของเวทมนตร์ซึ่งสามารถแบ่งเป็นขั้น ไล่จากขั้นแรก เวทมนตร์พื้นฐานที่คนทั่วไปสามารถฝึกฝนได้ ขั้นที่สองเรียกว่า ‘เมกะ’ มีความรุนแรงมากกว่าหลายเท่าตัว และขั้น ‘กิกะ’ ที่เขาเพิ่งจะใช้ไปนั้น ในโลกนี้มีคนใช้ได้เพียงหยิบมือ
หญิงในร่างชายหนุ่มฉวยเอาอุปกรณ์สองสามชนิดจากกระเป๋าของเธอ ทั้งต่างหูสีสันสวยงาม คทาที่มีหน้าคนกำลังกลอกตาไปมาเหมือนมีชีวิต และเข็มกลัดที่เหมือนผีเสื้อเรืองแสง ไม่ทันที่มาร์เคลจะได้เฉลียวใจว่าลูนาร์จะทำอะไรต่อไป เธอก็เอ่ยสิ่งที่ทำให้เขาต้องจดจำไปตลอดชีวิตออกมา
“เทราวินด์!” ลูนาร์ตะโกน เวทมนตร์พายุระดับ ‘เทรา’ ที่ไม่น่าจะมีมนุษย์คนไหนสามารถร่ายได้ถูกใช้โดยหญิงสาวในร่างชายหนุ่ม อานุภาพของมันเพียงแค่ขณะก่อตัวก็กินบริเวณกว้างจนไม่ว่าใครที่อยู่ที่นั่นต่างก็ได้รับผลกระทบ สุสานใต้ดินขนาดยักษ์ชนิดที่ใส่เมืองทั้งเมืองลงไปได้อย่างสบายดูแคบลงไปทันทีเพราะขนาดของเวทมนตร์อลังการนี้
เอ็ดวานและฮาจาไม่อยู่รอดูผลลัพธ์ ทั้งสองวิ่งหนีตายออกห่างจากตาพายุให้มากที่สุดก่อนจะกระโดดคว้าอะไรก็ได้ที่แข็งแรงพอจะไม่ทำให้พวกเขาถูกพายุระดับไต้ฝุ่นยักษ์นั้นบดขยี้จนเละ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกินเวลาไม่กี่อึดใจ แต่ความรุนแรงของมันทำทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นรู้สึกราวกับว่ามันยาวนานไร้จุดจบ อึดใจต่อมาเมื่อเวทมนตร์สิ้นฤทธิ์พวกเขาก็พบว่ากองหินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในเนโครโปลิสพังทลายลงไม่เหลือเค้าโครงเดิม จะมีก็เพียงแค่ปากทางเข้าที่ลูนาร์เลี่ยงอย่างสุดความสามารถให้มันได้รับความเสียหายน้อยที่สุด
ท่ามกลางซากปรักหักพังและเศษชิ้นส่วนซากศพที่กระจัดกระจายไปทั่ว ลูนาร์เดินเข้าไปใกล้ดาร์คเจสเตอร์ที่ร่างกายยับเยิน แต่แล้วตัวตลกที่น่าจะตายไปแล้วกลับลุกพรวดขึ้นมาอีกครั้งทำให้ลูนาร์เห็นว่ามันซ่อนอาวุธอีกอย่างไว้ข้างตัวมาตลอด
“ดาบดำ!” เอ็ดวานที่เพิ่งเห็นเช่นกันตะโกนขึ้น
พริบตาเดียวกันนั้นเอง ฮาจาที่รอจังหวะอยู่แล้วพุ่งเข้าไปคว้าดาบดำที่เหน็บอยู่ข้างเอวดาร์คเจสเตอร์ เจ้าตัวตลกไม่ทันระวัง มันไม่คิดว่านักบวชสาวที่คอยสนับสนุนอยู่ด้านหลังมาตลอดจะกล้าเข้าประชิดและชิงดาบดำไปต่อหน้าต่อตา
ฮาจาที่ฉวยดาบดำได้ก็กอดเอาไว้แน่น เธอออกตัววิ่งกลับเข้าไปในวงกตที่ตอนนี้ไม่เหลือสภาพเดิมแล้ว มาร์เคลพยายามพุ่งเข้าขัดขวาง ทว่าเอ็ดวานก็รอจังหวะอยู่เช่นกัน เขายืดดาบเข้าสกัดการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม
จากนั้นก็เกิดการชุลมุนขึ้นอีกเมื่อร่างแยกของลูนาร์เข้าตะลุมบอนกับศัตรู ซึ่งนั่นเปิดช่องว่างให้ร่างจริงกับเอ็ดวานผละออกจากการต่อสู้และวิ่งตามฮาจากลับเข้าไปในวงกตได้
“เฮ้อ เสียดายอาวุธนั่นจริงๆ” ลูนาร์บ่นถึงอาวุธที่ร่างแยกของเธอถืออยู่ เพราะถึงแม้กายเนื้อและเสื้อผ้าจะเป็นของปลอม แต่อาวุธที่ร่างแยกเหล่านั้นใช้อยู่เป็นของจริง และก่อนที่ร่างแยกจะพลาดท่าบาดเจ็บหนักเธอก็ลูบแหวนหนึ่งครั้งเพื่อเรียกพวกนั้นกลับคืน
“ถ่วงเวลาได้นานพอดูเชียวล่ะ” เอ็ดวานหันกลับไปมองและพบว่าศัตรูยังวิ่งตามมาไม่ทันทั้งสองไปสมทบกับฮาจาซึ่งรออยู่ ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าของเด็กสาว
“ข้าจำทางกลับไม่ได้ค่ะ ทำยังไงดี”
เอ็ดวานได้ยินก็นิ่งอึ้ง นั่นสินะ เขาวงกตเละขนาดนี้แล้วยังจะต้องมากลัวเรื่องหลงทางอีก ทว่าลูนาร์กลับวิ่งนำฉิวไม่สนใจ
“ตามข้ามา”
อีกสองคนจำต้องวิ่งตามอย่างช่วยไม่ได้ เพราะหากคลาดกันจะอันตรายยิ่งกว่าเดิม ในที่สุดพวกเขาทั้งสามก็มาหยุดในห้องสี่เหลี่ยมห้องเดิมที่เคยมาครั้งแรก แม้ว่าในใจฮาจาเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ด้วยสถานการณ์ไม่สู้ดีและเสียงเอะอะโวยวายที่ไล่ตามหลังมา เธอจึงใช้คัมภีร์ร่ายคาถาพาทุกคนออกจากนครโบราณใต้ดินทันที