หลังจากส่งมอบของขวัญให้ศัตรูเสร็จเรียบร้อยแล้วซูฮวาก็ตรงไปยังสถานที่ตั้งของพระราชวังแห่งแคว้นเว่ยในทันทีเพราะนางตั้งใจเอาไว้ว่าจะหาลู่ทางตัดกำลังของหลี่ฟางฟาง ดังนั้นจึงต้องเริ่มต้นสืบดูว่าสามารถทำอย่างไรกับอ๋องเจียเฉิงได้บ้างอย่างไรนั่นก็เป็คนที่คอยถือหางให้หลี่ฟางฟางจนวางอำนาจบาตรใหญ่ไปทั่ว หากซูฮวาคิดจะกำจัดเขาก็ไม่ใช่เื่ยากเพียงแต่มันจะง่ายจนเกินไป ในเมื่อนางตั้งใจไว้แล้วว่าจะค่อยๆทำลายให้หลี่ฟางฟางรู้สึกถึงความสูญเสียทีละน้อย ดังนั้นนางก็จะไม่รีบร้อนและจะคอยดูความพินาศของอีกฝ่ายให้นานเสียหน่อยให้สมกับที่นางต้องทนทุกข์มาตลอดหลายปี
เมื่อมาถึง่ถนนทางเข้าไปยังวังหลวงที่ทอดยาวออกไปเบื้องหน้าปรากฏเป็ประตูพระราชวังใหญ่โตโอ่อ่าตั้งตระหง่านอยู่ ณ จุดสูงสุดบนกำแพงหนายังมีทหารรักษาการณ์ประจำตำแหน่งจำนวนมากคนพวกนั้นล้วนเป็ยอดฝีมือ ถึงกระนั้นซูฮวาก็มั่นใจได้ว่าจะหาทางฝ่าเข้าไปได้
ร่างบางเตรียมปรับร่างกายให้เหมาะสมกับการเคลื่อนไหวกลางอากาศกระทั่งระยะการมองเห็นและการได้ยินก็ถูกปรับในระยะที่ไกลที่สุดนั่นคือสิบลี้แล้วก็เป็อย่างที่คิดสถานที่พระราชวังกว้างใหญ่เกินไปจนหาเสียงของหลี่เจียเฉิงที่มาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ไม่พบดังนั้นนางจึงเริ่มเคลื่อนไหวกายเพื่อหาช่องทางผ่านกำแพงนี้ไป
แต่ทว่านางยังไม่ทันได้ฝ่าทหารรักษาการณ์เ่าั้เข้าไป กลับมีเสียงหนึ่งลอยมาเข้าหู
“ใคร” ชายหนุ่มในชุดสีดำเลื่อมเงินที่กำลังสวมหน้ากากหันไปมองยังทิศทางที่เขาจับการเคลื่อนไหวได้แม้การเคลื่อนไหวนั้นจะถูกลบร่องรอยไปจนหมด ถึงกระนั้นก็ยังมีเสียงลมเสียดสีกับร่างกายผู้บุกรุกและนี่ก็เป็ความสามารถพิเศษของเขาจนทำให้ตนอยู่เหนือกว่าองครักษ์เงาผู้แข็งแกร่งทั้งหมดที่ดูแลวังหลวง
ไวเท่าความคิดชายหนุ่มสวมหน้ากากเคลื่อนกายจากชายคาของศาลาริมน้ำด้านในมาหยุดยืนที่กำแพงวังอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งกวาดสายตามองไปกลางอากาศเบื้องหน้า
ส่วนซูฮวาที่ได้ยินเสียงและการเคลื่อนไหวของเขาก็ถอยกลับไปตั้งหลักณ จุดเดิม อย่างไรการมาครั้งนี้ก็เพื่อสืบความและไม่ได้ตั้งใจให้เป็ที่เอิกเกริกเพียงแต่คิดไม่ถึงว่าภายในเขตวังหลวงแห่งนี้จะมียอดฝีมือที่สามารถจับการเคลื่อนไหวของนางได้ด้วยแม้นางจะสามารถลบทุกร่องรอยการเคลื่อนไหวตามกระแสลมไปได้ทว่าเพียงมีลมกระทบร่างเพียงเล็กน้อย ยอดฝีมือผู้นี้ก็รับรู้ได้แล้ว ช่างเป็เื่ที่เหนือความคาดหมายยิ่งนัก
เมื่อนางเห็นว่าเขาจับการเคลื่อนไหวได้เช่นนี้ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะซ่อนตัวอยู่เงียบๆ และลอบฟังเสียงของอีกฝ่ายแทน
“ท่านหม่า มีสิ่งใดหรือ”ทหารรักษาการณ์คนหนึ่งหันมาเอ่ยถามด้วยความสงสัยทว่าอีกฝ่ายกลับยกมือขึ้นห้ามไม่ให้เขาพูดเพราะกำลังใช้สมาธิจดจ่อไปทางต้นตอของเสียง
ชายสวมหน้ากากนามหม่าเจ๋อพยายามฟังเสียงเมื่อครู่ที่เขาได้ยินทว่าผ่านไประยะหนึ่งก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแม้แต่น้อย เขาจึงขมวดคิ้วมุ่นภายใต้หน้ากากอย่างแปลกใจ
“เมื่อครู่มีสิ่งผิดปกติหรือไม่”หม่าเจ๋อหันไปเอ่ยถามเหล่าทหารบนกำแพง ซึ่งทุกคนก็ปฏิเสธเป็เสียงเดียวกันว่าไม่มีดังนั้นเขาจึงคิดว่าตนเองคงฟังผิดไป หรือไม่ก็คงเป็เสียงนกบินกำแพงวังสูงขนาดนี้หากมีคนตั้งใจบุกรุกโดยการใช้วิชาตัวเบาปีนป่ายขึ้นมามีหรือทหารเหล่านี้จะไม่เห็นดังนั้นเขาจึงละความสนใจไปในที่สุดและทำหน้าที่ตรวจตราวังหลวงต่อ
ทางด้านซูฮวาเมื่อเห็นว่าอยู่ในระยะปลอดภัยแล้ว นางจึงได้เดินทางกลับสำนักฮุ่ยเหอในทันทีอย่างไรก็ยังมีวันพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไป
เช้าวันต่อมาซูฮวาก็ได้ข่าวจากอานไท่ว่าเ้าสำนักพาคนไปตามหาบิดาของซุนหลิงได้สองวันแล้วและจากยอดฝีมือทั้งสิบคนที่สือจินรุ่ยไปตามเพื่อให้ช่วยเหลือ กลับมีเพียงสามคนเท่านั้นที่ยอมช่วยดังนั้นเขาที่ไม่อยากให้เื่นี้แพร่งพรายออกไปด้วยกลัวจะกระทบต่อชื่อเสียงของหลานสาวเลยไปกันแค่สี่คนรวมตัวเขาเองด้วย
“ยังไม่มีข่าวจากท่านลุงอีกหรือ”ซุนหลิงเอ่ยถามอานไท่ด้วยสายตากังวล ในขณะที่กำลังเริ่มกินอาหารบนโต๊ะที่ตนช่วยป้าสวี่จัดเตรียมตอนเช้า
“ยังขอรับ” เขาตอบกลับอย่างสุภาพ
“เหตุใดท่านลุงจึงไม่พาเ้าไปด้วยช่วยกันหาหลายๆ คนไม่ดีกว่าหรือ” นางบ่นพึมพำพลางถอนหายใจ
อานไท่ที่ได้ฟังก็เงียบไม่ได้กล่าวสิ่งใดตอบทว่ากลับชำเลืองมองสตรีอีกคนที่กำลังกินอาหารอย่างสบายอกสบายใจเสมือนไม่ได้สนใจบทสนทนาเหล่านี้ซึ่งอานไท่ก็รับรู้ว่านางได้ออกจากสำนักอยู่ทุกค่ำคืน ถึงกระนั้นอานไท่ก็ไม่เคยตามนางทันเลยไม่รู้ว่านางไปที่ใด
ซูฮวาเองก็รับรู้ถึงสายตานั้นแต่นางก็ทำเฉย นางรู้ว่าเขาพยายามจะติดตามนางไปหลายครั้ง นั่นจึงทำให้นางรู้ว่าอานไท่เองก็เป็คนมีฝีมือเช่นกันซึ่งอาจจะน้อยกว่าคนที่วังหลวงนั่นและที่เ้าสำนักทิ้งเขาเอาไว้ก็เพื่อดูแลซุนหลิงและจับตาดูนางด้วย
จนกระทั่งมื้ออาหารเช้าผ่านพ้นไปซูฮวาจึงถือโอกาสนี้เรียกอานไท่ไปคุยเป็การส่วนตัว
“เ้าต้องอยู่ที่นี่เพื่อจับตาดูข้าหรือ”ซูฮวาไม่อ้อมค้อม
“ไม่ยักรู้ว่าท่านเป็ยอดฝีมือผู้หนึ่ง”เขาไม่ได้ตอบคำถามเพราะนางคงรู้อยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงถามในสิ่งที่ตนค้างคาใจ
“เ้าเองก็เช่นกัน”นางย้อนกลับก่อนจะพูดขึ้นต่อ “เ้าไม่ต้องกังวลว่าข้าจะเป็อันตรายต่อที่นี่หรอก จับตาดูข้าไปก็ไม่มีประโยชน์”
“เป็คำสั่งของท่านเ้าสำนักไม่ทำตามมิได้” อานไท่ตอบกลับเสียงเรียบ
“เช่นนั้นข้าไม่ปิดบัง ข้ามีความแค้นกับผู้ที่อยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้เมื่อชำระความเสร็จสิ้นข้าจะกลับแดนเหนือในทันที ฝากไปบอกท่านเ้าสำนักด้วยว่าไม่ต้องเป็กังวล”นางกล่าวเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินจากไป
อานไท่ได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความรู้สึกประหลาดผู้ฝึกยุทธ์ที่เขาเคยเห็นผ่านตามาหรือคนที่เคยประมือด้วย แม้กระทั่งผู้คุ้มกันที่เป็ยอดฝีมือในสำนักต่างๆยังให้ความรู้สึกไม่เหมือนสตรีผู้นี้ แล้วอีกอย่างมีสตรีที่ใดเป็วรยุทธ์กันแค่ร่างกายที่เกิดมาไม่ใช่ชายก็ไม่สามารถฝึกฝนได้แล้ว ทว่านางทำได้อย่างไร
ความสงสัยส่อประกายในแววตาของอานไท่ทว่าเขาก็ไม่ได้เอ่ยถามออกไปเพราะกลัวจะเป็การเสียมารยาทต่อแขกของสำนักที่เป็ผู้มีพระคุณของคุณหนูซุนหลิงดังนั้นจึงได้แต่เก็บงำความสงสัยนี้เอาไว้หากนายท่านสือกลับมาเขาจำเป็ต้องเอ่ยเื่นี้ให้ผู้เป็เ้าสำนักทราบอยู่ดี