พวกเราต่างจับจ้องไปที่ชเวมียอนหากเธอคิดว่านี่คือการจ้างวานฆ่าก็คงมีเหตุผลพอยิ่งไปกว่านั้น ในบรรดาพวกเรา เธอรู้จักฮันซอลอาดีกว่าใคร
“พี่ซอลอาเคยบอกว่าไม่สบายใจเพราะเหมือนโดนคนตาม”
ชเวมียอนหยุดพูดและหยิบบุหรี่ไฟฟ้าออกมาคาบไว้ที่ปาก
“เฮ้อ ค่อยโล่งหน่อย ถามอะไรเยอะแยะก็ไม่รู้...”
สีหน้าของคนที่เมื่อครู่ตัวสั่นอยู่ในอ้อมกอดผมหายไปแล้ว เหลือแต่ท่าทางเ็า
ตกลงเป็คนยังไงกันแน่
ถึงจะเก็บอารมณ์เก่ง แต่สีหน้าท่าทางอย่างกับคนละคน
ไม่สิ แค่เปลี่ยนอารมณ์เร็วจนผมตามไม่ทัน
ชเวมียอนใช้ชีวิตมายังไงถึงได้เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ผมหยุดความสนใจเกี่ยวกับตัวเธอไว้เพียงเท่านั้นและกลับมาสนใจกับเื่ที่เธอเพิ่งจะหยุดพูดไป
“พี่ซอลอาถูกใครสะกดรอยตามเหรอครับ”
“ฉันก็ไม่รู้ แต่ที่คุยกันล่าสุดก็พอรู้สึกได้น่ะเลยไปตามหาพวกนายแล้วก็รีบลงมือเพราะคิดว่าถ้าช้าเกินไป พี่เขาอาจจะตกอยู่ในอันตรายได้”
จากคำพูดเธอ จอนมินซองแสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อออกมา
“เลยบอกว่าเป็การจ้างวานฆ่าเนี่ยนะ”
“คุณอัยการจอนของฉันนี่ตรงไปตรงมาจริง ๆ เลย ทำไม ต้องมีหลักฐานด้วยหรือไงฉันไม่ใช่อัยการ ไม่ใช่ตำรวจเหมือนเธอนะจ๊ะ”
“นี่ ชเวมียอน มันมีคนตายนะ แล้วคนนั้นก็คือพี่ซอลอา ถ้าสรุปง่าย ๆ แบบนั้นจะยิ่งทำให้บิดเบือนไปกันใหญ่ไม่รู้เหรอ”
“บิดเบือนอะไรล่ะ ฉันก็พูดคุยตามประสาผู้หญิงด้วยกันพี่เขาถูกฆ่าโดยมีการวางแผนมาก่อนแน่ ๆ”
เป็การวางแผนฆาตกรรม
ใคร ทำไม
ฮันซอลอาก่อเื่อะไร ทำไมถึงถูกฆาตกรรมอย่างโหดร้ายแบบนั้น
“คุยตามประสาผู้หญิง แต่ก็ไม่รู้ว่าใครอยู่ดี”
จอนมินซองพูดอย่างไม่พอใจ
“แล้วฉันเป็หมอดูเหรอ มันรู้ได้ด้วยความรู้สึกหรือไง”
“เฮ้อ ไม่ต้องพูดแล้ว พอเลย”
“จ้า หยุดพูดแล้วเข้าไปคุ้ยข้อมูลมา”
“ข้อมูลอะไร”
“พวกตำรวจที่ไปสืบสวนสถานที่เกิดเหตุไง ไปสืบมาให้ละเอียด ตาทึ่มเอ๊ยเป็ถึงอัยการแต่ไม่มีเซนส์เลยหรือไง”
จอนมินซองได้ยินดังนั้นจึงเดินกัดฟันออกไป แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะพูดว่า
“เธอน่ะ รอให้จบงานนี้ก่อนเถอะ ฉันจะตรวจสอบให้หมดเลย ไม่ว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่ผิดจะให้เธอไปกินข้าวแดงในคุก”
“ไอ้เวรนี่!”
เมื่อเธอเห็นจอนมินซองเดินเข้าไปด้านในสถานีตำรวจก็หันไปแลบลิ้นใส่ตามหลังเขาและยิ้มออกมาผมเห็นท่าทางแบบนั้นก็เดาะลิ้น
เพราะแบบนี้ พี่มินซองถึงได้ให้มาเจอพร้อมกันทั้งสามคน
ตอนที่ผมเจอกับชเวมียอนตามลำพังในตอนแรกก็เหมือนกับตอนนี้ จอนมินซองคงจะไม่เชื่อสิ่งที่เธอพูดเลยติดต่อผมเพื่อจะเช็กให้แน่ใจว่าเื่ที่เกิดกับฮันซอลอาคือเื่จริง
“ทำไมไปแหย่พี่เขาแบบนั้นล่ะครับ”
ชเวมียอนหัวเราะร่า
“สนุกดีออก ฮิ ๆๆ”
“พี่ซอลอาตายทั้งคนยังมีอารมณ์มาสนุกอีกเหรอครับ”
“เมื่อกี้ต่อหน้าตำรวจฉันร้องไห้ไปเยอะแล้วเถอะ!ไม่ใช่ว่าต้องร้องตลอดเวลาสักหน่อย”
“.......”
“คิมชอนซู ต้องเป็ไอ้เวรนั่นแน่!”
เพิ่งเคยเห็นแววตาโเี้ของชเวมียอนเป็ครั้งแรก ผมเล่าเื่ที่ผมบอกจอนมินซองให้เธอฟังผมอยากจะยืนยันให้แน่ใจว่าเื่นั้นมันถูกต้องไหม ผ่านปากของเธอที่อยู่ใกล้กับแวดวงพวกมัน
“พี่คิดยังไงครับ”
“ที่พูดมาก็ไม่ผิด ที่แน่ ๆ พวกลูกน้องตัวใหญ่ ๆ ไม่ทำอะไรที่เตะตาคนหรอกแล้วอีกอย่าง ถ้าลองคิดถึงระดับผู้บริหารแก๊งัดำ ทั้งนิสัยของคิมชอนซูก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องฆ่าพี่ซอลอา”
“.....”
“แต่ว่ามีอย่างหนึ่งที่มินซองไม่รู้”
ดูเหมือนว่ามีเื่ที่คนในแวดวงขาวสะอาดไม่รู้อยู่เื่หนึ่ง มีแค่คนที่อยู่ด้านมืดเท่านั้นที่รู้และชเวมียอนกำลังจะเล่ามันออกมา
“อะไรครับ”
“คนที่ตายคือผู้หญิงขายตัว”
“นั่นหมายความว่ายังไงครับ พี่เขาก็รู้อยู่แล้วนี่ครับ ว่าพี่ซอลอาทำงานแบบนั้น”
“ฮิ ๆ ไม่ใช่แค่มินซอง นายเองก็ไม่รู้”
“.....?”
ไม่รู้... ไม่รู้เื่อะไร
“สายตาเวลาคนอื่นมองมาที่พวกเราจะแบบมีอคติอะไรทำนองนั้นใช่ไหม”
“......!”
“เข้าใจใช่ไหม แบบก็แค่ผู้หญิงขายตัวตายคนเดียว ยิ่งกว่านั้น หลังจากที่พี่ซอลอาออกจากบ้านเด็กกำพร้าก็ทำแต่งานนี้มาตลอดนอกจากพวกเราก็ไม่มีใครรู้แล้ว”
ก็เลยบอกว่าผมไม่รู้สินะ เพราะทำงานอยู่ในแวดวงนั้นอาจจะได้รับการดูถูก
“คือจะบอกว่า คดีนี้ก็คงไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่ใช่ไหมครับ”
“ใช่ ไม่ใช่แค่คนทั่วไปด้วยนะ ทางนี้ก็เหมือนกัน”
ผมเข้าใจแล้ว
บางทีทำงานอยู่ในด้านมืดเหมือนกันก็คงเบื่อกับเื่แบบนี้ สันดานดิบของมนุษย์ทำให้ผมเห็นความเป็จริงของโลกใบนี้ชัดขึ้น
“สำหรับพวกนั้นก็แค่มดตัวนึงตายเท่านั้นแหละเป็เื่ที่ควรใส่ใจแต่ว่าก็ไม่ถึงขนาดต้องกลัวจนหัวหด”
“ก็มีเหตุผลนะครับ แต่พวกนั้นบังคับให้พี่ซอลอาทำงานหนักมาจนถึงตอนนี้แล้วจู่ ๆ ก็ฆ่าทิ้งเหรอครับ”
“อาจจะทำอะไรไม่ถูกใจก็ได้นะ เงินที่พี่เขาได้จากขายตัวก็ไม่ใช่น้อย ๆแต่อายุคงเลยวัยที่จะทำงานอะไรแบบนั้นแล้วแหละ”
เพราะอายุเกินวัยที่จะขายได้เลยต้องกำจัดทิ้งอย่างนั้นหรือ
ฆ่าโดยใช้มีดแทงให้เหมือนกับที่ผู้อำนวยการตาย?
แต่ถึงจะเป็แบบนั้น แล้วจะทิ้งศพไว้ทำไมกัน ตามที่พี่มินซองบอกถ้าลักพาตัวไปฆ่า ก็ควรจัดการให้เื่เงียบที่สุดน่าจะปลอดภัยกว่าไม่ใช่เหรอ
ไม่ว่าจะคิดอย่างไร ก็ไม่อาจหาแรงจูงใจในการฆ่าตามที่ชเวมียอนสันนิษฐานได้
เพราะคิมชอนซูเริ่มเบื่อหน่าย เพราะเลยวัยที่จะทำมาหากินได้แล้ว
คนอย่างมัน อย่างน้อยก็น่าจะเก็บไว้ใช้งานต่อหมอนั่นเป็คนโลภที่คิดว่ายิ่งมีเงินมากเท่าไหร่ยิ่งดี ถ้ามองจากความเป็จริงข้อสันนิษฐานของจอนมินซองมีความเป็ไปได้มากกว่า
“ตำรวจเองก็เล็งไปที่คิมชอนซูว่าเป็ผู้ต้องสงสัยเหมือนกัน เราก็รอดูไปก่อนถ้ามีอะไรพี่มินซองก็น่าจะบอกพวกเราได้”
หลังจากที่ผมพูดออกไป ชเวมียอนก็จ้องผม
“ทำไมมองอย่างงั้นล่ะครับ”
“ไม่ ก็นายพูดเหมือนกับว่าคนร้ายเป็คิมชอนซูแน่ ๆ แล้วจะทำยังไงต่อประมาณนี้อะ”
เซนส์ของผู้หญิงคนนี้หรือ
เซนส์แรงจังแฮะ
“ก็ต้องทำอะไรสักอย่างสิครับ ผมแค่บอกให้รอดูสถานการณ์ไปเฉย ๆ”
“เหรอ หึ ๆ”
ชเวมียอนไม่ซักไซ้ถามอะไร กลับไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าต่อ ผมเองก็สูบด้วย ในระหว่างนั้นจอนมินซองก็ออกมาจากสถานีตำรวจ
“พวกนายสุมไฟเผาบ้านกันอยู่เหรอ”
ชเวมียอนตอกกลับคำพูดหยอกนั่นว่า
“ตัวนายเองก็มีกลิ่นบุหรี่เถอะไม่ต้องพูดมากเลย ไปสืบได้เื่อะไรมาบ้าง”
“ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็พิเศษเพราะเพิ่งเริ่มสืบสวน”
“ก็เลยไม่มีอะไรเลยอะนะ”
“ฉันไม่ได้พูดว่าไม่มีอะไรเลยสักหน่อย”
จอนมินซองหยิบกระดาษที่พับไว้ออกจากอกเสื้อกระดาษเอสี่กางออกมาเป็รูปจากกล้องวงจรปิด
“ภาพจากกล้องวงจรปิดตรงทางเดิน่เวลาที่สันนิษฐานว่าพี่ซอลอาเสียชีวิตถ่ายติดมาได้สามคนที่น่าจะเป็ผู้ต้องสงสัย”
ทั้งสามคนใส่ผ้าปิดหน้าสีดำ รูปร่างปกติไม่มีลักษณะพิเศษอะไร
“คนพวกนี้ไปซ่อนกล้องแอบถ่ายไว้ที่หน้าประตูจนรู้รหัสเข้าห้อง”
“.....”
เล่นใหญ่มาก และบางอย่างมันแปลก ๆ ตรงทางเดินผมเองก็เห็นว่ามีกล้องวงจรปิดติดอยู่ ตำแหน่งที่ติดก็มองเห็นได้ชัด ถ้าเห็นแบบนั้นก็ต้องรู้ว่าถูกถ่ายติดไปแน่นอน
“ถึงจะถูกจับภาพได้ก็ไม่สนใจเหรอครับหรือไม่ก็ไม่มีเวลามาแอบกล้องวงจรปิด?”
จอนมินซองทำท่าลูบคางครุ่นคิดแล้วจึงตอบว่า
“ตอนที่ติดตั้งกล้องแอบถ่ายก็ต้องคิดได้สิว่าจะต้องถูกถ่ายติดเลยคลุมหน้าไว้หมดเพื่อความปลอดภัยของมัน”
“แต่ถึงยังไงมันก็แปลกนะเหมือนกับว่าอยากให้กล้องวงจรปิดจับภาพได้ยังไงยังงั้นเลยนะครับ”
“ก็มีนะ ไอ้พวกบ้าที่ชอบเป็จุดสนใจแบบนั้น”
“ไม่หรอกซอกฮุนพูดถูก”
ชเวมียอนคลี่กระดาษออกแล้วมองอย่างตั้งใจ
“เฮ้ยเกือบขาดแล้วไหมละ”
“พริ้นต์ใหม่ก็ได้นี่จะงกอะไรนักหนา ดูนี่ ไม่ใช่แค่คนเดียวนะที่มองกล้องแต่มันมองกล้องกันทั้งสามคนเลย”
“นี่มันอะไรทั้งสามคนคือพวกชอบเป็จุดสนใจหมดเลย”
“ไม่ใช่ ฉันจะบอกว่า เหมือนกับพวกมัน้าบอกว่า “เดี๋ยวจะโชว์ให้ดูว่าฆ่านังนี่ยังไงคอยดูให้ดีนะ” แบบนี้”
เธอยื่นกระดาษออกมา และใช้นิ้วเคาะลงไปบนนั้น
“อะไรของเธอ เธอมีพลังวิเศษเหรอ ได้ยินเสียงจากกระดาษรึไง จากที่ฉันเห็นไอ้คนพวกนี้มันแค่ชอบที่จะเป็จุดสนใจเท่านั้นแหละ”
“เฮ้อ ซื่อบื้อขนาดนี้แต่มาเป็อัยการเนี่ยนะ”
“สิ่งที่เสี่ยงที่สุดในการสอบสวนคือ การคาดเดาตามอำเภอใจจากข้อมูลที่ไม่ชัดเจนเนี่ยแหละ!”
จอนมินซองแย่งกระดาษนั้นมาพับเก็บเข้าใส่กระเป๋าตัวเอง
“ทั้งสองคนกลับไปรอที่บ้านก่อน ตำรวจเช็กรถไปแล้ว กำลังติดตามร่องรอย ถ้าผลชันสูตรพบDNA อะไร ก็น่าจะระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้”
ฟิตเนสเวลบีอิ้ง
ในหนึ่งสัปดาห์ผมจะต้องมาสามครั้งเพื่อฝึกความแข็งแรงของร่างกาย
“ฮึบ ๆ”
ผมวางบาร์เบลลงหลังจากทำครบเซ็ตเช็ดเหงื่อ ดื่มน้ำ และคิดถึงข้อมูลที่จอนมินซองไปสืบมาก่อนหน้านี้
ใช้รถคันใหญ่ สถานที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยอะไรเลย แม้แต่ผมเส้นเดียวก็ไม่มี
เอารถไปทิ้งไว้ในที่กันดาร ดูเป็มืออาชีพมากสำหรับการปล้นแล้วฆ่า
เหมือนที่มียอนบอกว่าเป็การจ้างวานฆ่าจะดูเป็ไปได้ถ้าไม่ใช่มืออาชีพก็คงไม่แเีขนาดนี้ ตอนนี้กำลังชันสูตรศพอยู่รอจนกว่าผลจะออกมาก็แล้วกัน
สุดท้ายแล้วก็ยังคงต้องรอต่อไป ผมจึงถามจองมินซองไปว่าพวกรับจ้างฆ่าที่เขาเคยบอกไม่สามารถไปตามหาพวกเขาได้เหรอแต่ว่าคำตอบที่ได้รับกลับน่าผิดหวัง
ที่จริงพวกอัยการกับตำรวจตั้งใจตามจับมาหลายครั้งแล้วแต่ก็คว้าน้ำเหลว รู้ว่าพวกมันมีอยู่ แต่ไม่มีเบาะแสสักอย่างถ้าฉันทำได้ก็อยากจะจับพวกมันให้ได้เหมือนกัน
เป็สถานการณ์ที่น่าอึดอัด คนร้ายยังคงหลบซ่อนและปิดบังทุกอย่างอยู่ไม่มีอะไรนอกจากความจริงที่ว่าเป็การถูกฆาตกรรมเลย
“เฮ้อ...”
ผมถือขวดน้ำและลุกขึ้นยืน ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงจนไม่อยากจะออกกำลังกายต่อ
“วันนี้กลับเร็วจังเลยนะครับ”
เ้าของฟิตเนสถามผมที่เดินออกมาหลังจากอาบน้ำเสร็จ
“ใกล้แข่งแล้วออกมากเกินไปไม่ได้น่ะครับ”
“อ่า ถ้าออกกำลังเยอะเกินเดี๋ยวจะไม่บาลานซ์สินะครับ เป็กำลังใจให้นะครับ ฮ่า ๆๆ!”
“ขอบคุณครับ”
พอผมออกจากฟิตเนสก็มุ่งหน้าไปคาเฟ่ที่อยู่ชั้น 1 สั่งอเมริกาโน่และนั่งลงชีวิตปกติแสนเรียบง่ายสบาย ๆ สิ่งเดียวที่คอยรบกวนจิตใจผมคือความเ็ปในตอนเด็ก
ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่ก็ลืมไปแล้วแต่ก็ไม่ได้ลืมทั้งหมด
ตอนนี้ถ้าเห็นไม้ตะบองก็ยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่ถ้าเห็นคนที่คล้ายกันกับผู้อำนวยการก็จะเหมือนเห็นภาพเขาซ้อนทับอยู่ด้วย ถึงจะหวาดกลัวคนแบบนั้นแต่ผมก็ยังจัดการกับคนพวกนี้อยู่เรื่อย ๆ และก็ไม่รู้ว่าจะโดนจับได้เมื่อไหร่ แม้ว่าพลังจิตจะไม่เหลือร่องรอยอะไรแต่ถ้าทำพลาดขึ้นมาแม้แต่ครั้งเดียวก็อาจจะถูกจับได้ เพราะโลกนี้มีหูตาเยอะไปหมด ไม่ว่าจะระวังเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ
“หืม?”
ผมที่กำลังมองเหม่อไปข้างนอก จู่ ๆ สายตาก็มองตามรถที่ผ่านไป รถตู้สีดำติดฟิล์มเข้มรู้สึกว่าจะขับวนรอบแถวนี้ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร
คงไม่มีอะไรหรอก อาจจะกำลังรอใครบางคนแต่ไม่อยากจะจอดรถรอหรือกำลังหาสถานที่อยู่
ผมเลยออกจากคาเฟ่และไปที่สนามฝึกตีกอล์ฟ การไปในหลาย ๆที่ทำให้ผมนึกอะไรขึ้นมาได้ เพราะรู้สึกเหมือนเห็นรถคันเดิมที่สะดุดตาผมมาตลอด ถ้าหากผมมัวแต่ตะหงิดใจกับเหตุฆาตกรรมจนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างก็คงไม่รู้ตัว
“นี่มัน เหมือนถูกสะกดรอยตาม...”
ใครกัน
ผมเผลอทิ้งร่องรอยการฆาตกรรมไว้ที่ไหนหรือเปล่า
คิดว่าระวังตัวดีแล้วแท้ ๆ...