ตอนที่47 รู้เขารู้เรา
โจวโจวกำลังนั่งรออยู่ในห้องทดลองเธอมองดูอุปกรณ์ทดลองที่อยู่รอบตัวโดยไม่กล้าเข้าใกล้หนูน้อยได้แต่นั่งบนเก้าอี้โดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
ผ่านไปไม่นานฉินเริ่นก็ลบภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วเดินเข้ามา
เขาเก็บอารมณ์ของตนเองอย่างรวดเร็วแต่โจวโจวยังคงสังเกตเห็นสีหน้าของเขา หนูน้อยอุทาน “เอ๊ะ”แล้วถามเขาด้วยความเป็นห่วง “พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ไม่สบายหรือ ? ทำไมหน้าซีดขนาดนั้น”
“ไม่เป็นไร”ฉินเริ่นมองหนูน้อยด้วยแววตาที่อ่อนโยนยิ่งขึ้นในเวลานี้เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเหตุผลที่เธอตามเข้ามาทั้งที่กลัวเขา เป็นเพราะเธอกลัวว่าเขาจะเกิดหรือไม่คาดฝันขึ้นมากกว่า
ไม่แปลกใจเลยว่าขนาดอาเล็กที่เป็นคนเย็นชายังยอมรับในตัวโจวโจวเพราะเธอเป็นหนูน้อยที่มีจิตใจอบอุ่นจริง ๆ
ในใจของเขาอ่อนยวบลงเขาเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยรอยยิ้ม “พี่จะไปทำการทดลองแล้ว โจวโจวอยากไปดูไหม ? ”
โจวโจวพยักหน้า“อยากค่ะ”
หนูน้อยสงสัยเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์มานานแล้วเธอไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงบอกว่าการมีอยู่ของเธอเป็นสิ่งที่ผิดหลักวิทยาศาสตร์ที่สุด
แต่ไม่นานเธอก็รู้แล้ว
ฉินเริ่นพาเธอไปที่โต๊ะทดลองและทำการทดลองเล็กๆ น้อย ๆ ให้หนูน้อยเล่น
เขาหยิบแบตเตอรี่ขึ้นมาดูดแม่เหล็กที่ขั้วลบแล้วใส่ขดลวดทองแดงที่ขั้วบวก ทำให้ขดลวดทองแดงเริ่มหมุน เขาอธิบายว่า“นี่คือที่มาของเครื่องจักรนิรันดร์”
จากนั้นเขาก็ใช้เลมอนผลิตกระแสไฟฟ้าและทำแบตเตอรี่เลมอนให้หนูน้อยดู
ทันทีที่หลอดไฟสว่างขึ้นโจวโจวเบิกตากว้างและมองไปที่เลมอนอย่างสงสัยและถามว่า “พี่ใหญ่ในนั้นมีสวิตช์ไฟซ่อนอยู่ใช่ไหม ? ”
เพราะหลอดไฟที่บ้านก็เป็นเหมือนกันแค่กดสวิตช์ก็ติดแล้ว แต่สวิตช์ไฟสามารถซ่อนอยู่ในลูกเลมอนได้ด้วยหรือ ? หนูน้อยไม่เห็นพี่ใหญ่จะกดสวิตช์เลย
ได้ยินแบบนั้นฉินเริ่นถึงกับหลุดขำออกมา แล้วอธิบายที่มาของมันอย่างใจเย็น“เนื่องจากสารที่เป็นกรดในเลมอนจะถูกแทนที่ด้วยแผ่นโลหะเพื่อสร้างประจุบวกและลบซึ่งเทียบเท่ากับขั้วบวกและขั้วลบของแบตเตอรี่ ดังนั้น หลอดไฟจึงส่องสว่างแสงได้”
“อ้อ”โจวโจวกระพริบตาถามด้วยความงุนงงง “หนูไม่เข้าใจ”
ฟังดูซับซ้อนมากเธอไม่เข้าใจที่เขาเพิ่งพูดไป นอกจากคำว่า ‘มะนาว’ แต่เธอรู้ว่ามะนาวเปรี้ยวจริง ๆ
นึกถึงรสชาติของเลมอนโจวโจวก็กลืนน้ำลายอย่างอดใจไม่ไหว
เธอเช็ดริมฝีปากของตัวเองแล้วเงยหน้าขึ้นไปถามเขาว่า “พี่ใหญ่ นี่คือวิทยาศาสตร์ใช่ไหม ? ”
“อืมใช่แล้ว โจวโจวสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์ไหม ? ถ้าชอบ พี่จะสอนให้”
โจวโจวคิดอยู่ครู่หนึ่งเธอลูบกระเป๋าใบเล็กของตนเองอย่างลังเล นอกจากขนมที่ย่าฉินให้มาแล้วด้านในยังเต็มไปด้วยยันต์ที่เธอวาดไว้ ดูเหมือนเธอจะไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้มากนัก
เพราะที่เขาพูดมาพวกนั้นหนูน้อยสามารถวาดยันต์เพื่อทำแบบนั้นได้แต่ดูเหมือนจะไม่ได้มีที่มาที่ไปอย่างที่เขาอธิบายไว้
นอกจากนี้แล้วพี่ใหญ่ยังบอกว่าแรงดึงดูดของโลกจะทำให้วัตถุเคลื่อนที่จากสูงลงมาต่ำกระแสน้ำจะไหลลงสู่ที่ต่ำ แต่ถ้าหากหนูน้อยโยนยันต์ออกไปก็จะสามารถทำให้แอปเปิ้ลลอยขึ้นมาจากพื้นได้
ดูเหมือนหนูน้อยจะเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อถึงบอกว่าเธอคือสิ่งที่หักล้างกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ทุกอย่าง
เธอเงยหน้ามองฉินเริ่นแล้วถามอย่างไร้เดียงสาว่า “วิทยาศาสตร์สามารถหาเงินได้ไหม ? ”
“ทำเงินได้สิวิทยาศาสตร์นำพาไปสู่ความมั่งคั่ง ยกตัวอย่างเช่นอาเล็กเขาเป็นมหาเศรษฐีระดับแนวหน้าของประเทศซึ่งธุรกิจทำเงินหลักของเขาก็คือระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตถือว่าอยู่ในขอบเขตของวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกัน”
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง
โจวโจวตาเป็นประกายขึ้นมาหนูน้อยหูผึ่งขึ้นมาทันที “งั้นหนูสนใจ ! ”
ขนาดอาจารย์หมิงทงดูดวงให้ลูกยังคิดเงินแค่2 หยวนเท่านั้น แต่พ่อของเธอเป็นถึงเศรษฐีระดับแนวหน้าของประเทศ ดูเหมือนว่าวิทยาศาสตร์จะทำเงินได้มากกว่าไสยศาสตร์เสียอีก
เธออยากเรียน!
คิดไม่ถึงเลยว่าน้องสาวของเขาจะสนใจวิทยาศาสตร์เพราะเรื่องเงินฉินเริ่นชะงักไปเล็กน้อย แต่แล้วเขาก็หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
จะว่าไปแล้วในบรรดาพี่น้องของเขานอกจากน้องรองฉินเอ๋อ คนอื่นก็ไม่มีใครสนใจเรื่องเงินเลย
เพียงแต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าความสนใจของโจวโจวจะอยู่ที่เรื่องนี้เช่นเดียวกัน
“ได้”เขายื่นมือไปลูบหัวของหนูน้อยแล้วยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน“เดี๋ยวพี่จะเป็นคนสอนโจวโจวเอง”
โจวโจวไม่ขัดขืนแล้วเธอปล่อยให้มือของเขาลงมาสัมผัสกับหัวของเธอหนูน้อยรับรู้ได้ว่าฝ่ามือของเขาอบอุ่นมาก ทั้งยังทำให้เธอรู้สึกสบาย เธอจึงค่อย ๆเงยหน้ามองฉินเริ่น และเห็นว่าเขากำลังมองเธอด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเดียวกัน
ที่จริงพี่ใหญ่เป็นคนที่ดีมาก
“หากไม่จับหนูหั่นเป็นแผ่นสาวน้อยก็คงดี”เธอบ่นพึมพำคนเดียว
แต่คราวนี้ฉินเริ่นกลับได้ยินมันอย่างชัดเจน เขาเลิกคิ้วถามหนูน้อยด้วยความไม่เข้าใจ“หั่นเป็นแผ่นสาวน้อยอะไรหรือ ? ”
เมื่อได้ยินแบบนี้โจวโจวก็ถอยหลังออกไปหลายก้าวตามสัญชาตญาณเธอกอดหัวของเธอเอาไว้แล้วยื่นหัวออกมาจากใต้โต๊ะพลางทำแก้มป่อง “พ่อเป็นคนบอก”
จากนั้นเธอก็เล่าคำพูดของฉินเลี่ยให้เขาฟังอีกครั้งและไม่ลืมที่จะเหลือบมองเขาอย่างระมัดระวังพร้อมกับพูดอย่างประจบประแจงว่า“พี่ใหญ่ อย่าจับหนูหั่นเป็นแผ่นเลยนะ หนูจะเป็นเด็กดีแถมหนูยังสามารถปกป้องพี่ใหญ่ได้ด้วย”
ฉินเลี่ยพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมโจวโจวถึงได้กลัวเขาขนาดนั้นหลังจากรู้สาเหตุที่แท้จริงแล้ว เขาก็ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่คาดคิดว่าอาเล็กจะเป็นคนที่ชอบหลอกเด็กขนาดนี้
หลอกให้เด็กกลัวแบบนี้มันช่าง……
ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นอาเล็กเขาก็ไม่สามารถพูดจาหยาบคายได้เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่รับปากกับโจวโจวอย่างจริงจัง “โจวโจวไม่ต้องกลัว พี่จะไม่มีวันทำร้ายโจวโจวแน่นอน”
โจวโจวยังไม่เชื่อหนูน้อยจึงลองถามหยั่งเชิงไปว่า “ถึงแม้ว่าวิทยาศาสตร์ของหนูและพี่ใหญ่จะไม่เหมือนกันแต่พี่ใหญ่จะไม่จับหนูไปทดลองใช่ไหม ? ”
ที่หนูน้อยเป็นกังวลที่สุดก็คือเรื่องนี้นี่เอง
“เธอหมายถึงเรื่องที่เธอวาดยันต์ได้ใช่ไหม? ” เขาไม่ให้โอกาสเธอได้พูดจาอ้อมค้อม ฉินเริ่นตัดสินใจถามออกไปตามตรง
โจวโจวสูดลมหายใจเขาหนูน้อยกอดกระเป๋าเอาไว้แน่น แล้วพูดอย่างระมัดระวัง “พี่ใหญ่ก็รู้ด้วยหรือ ? ”
“อืมพี่ซื้อยันต์มาจากปู่หลิวสองแผ่น ยันต์ไฟใช้ดีมากพี่พอจะซื้อจากโจวโจวเพิ่มสักสองสามแผ่นได้ไหม ? ”
เอ๊ะ?
ท่าทีของเขาเหนือความคาดเดาของหนูน้อยไปมากโจวโจวมองเขาด้วยความงุนงง ความระมัดระวังในใจของหนูน้อยผ่อนคลายลงแล้วถามอย่างไม่แน่ใจ “พี่ใหญ่จะขอซื้อยันต์จากหนูหรือ ? ”
เขาเดินบนเส้นทางของวิทยาศาสตร์ไม่ใช่หรือ ?
ดูเหมือนเขาจะเดาความคิดของเธอออกฉินเริ่นตอบรับด้วยรอยยิ้มว่า “ปลายทางของวิทยาศาสตร์คือศาสตร์อภิปรัชญามันก็เหมือนกันแหละ”
แม้ว่าเขาจะยึดตามหลักวิทยาศาสตร์แต่ต้องยอมรับเลยว่าในชีวิตของเขามีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นโดยที่วิทยาศาสตร์ไม่อาจอธิบายได้
ที่เขาไม่เคยพูดให้ใครฟังก็คือที่จริงเขาเชื่อมาโดยตลอดว่าโลกใบนี้มีเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่จริง
เขาพูดว่า“ศาสตร์อภิปรัชญาของโจวโจวยึดถือตามคัมภัร์โจวอี้เหมือนกันไม่ใช่หรือ ? เบญจาศาสตร์ห้าแขนงของหลักอภิปรัชญาประกอบไปด้วยภูเขาการแพทย์ ชีวิต การทำนายและการดูซึ่งศาสตร์การแพทย์ในบรรดานี้ก็คือแพทย์แผนจีนนั่นเองซึ่งการแพทย์แผนจีนเป็นคนละระบบกับการแพทย์แผนตะวันตกเท่านั้นแต่ใครจะบอกได้บ้างว่าการแพทย์แผนจีนไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ? ”
ใช่ใช่แล้ว !
โจวโจวพยักหน้าเป็นไก่จิกข้าวเปลือกดวงตาของหนูน้อยเป็นประกายขณะมองไปยังเขา พี่ใหญ่ของเธอช่างรู้ลึกรู้จริง !
หนูน้อยไม่คาดคิดเลยว่าพี่ใหญ่จะศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์เหนือธรรมชาติด้วยหนูน้อยรู้สึกราวกับว่าตนเองได้รับการยอมรับแล้ว เธอยืดอกอย่างภาคภูมิใจแล้วพูดว่า“ไม่ผิด ! ขอเพียงแค่กระทำทุกอย่างโดยยึดมั่นหลักความดีเช่นนั้นก็จะต้องเป็นเรื่องดีแน่นอน ! ”
ไม่ต้องสนใจว่ามันเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือหลักเหนือธรรมชาติขอเพียงแค่มันเป็นประโยชน์ก็พอแล้ว
“อืมใช่แล้ว” ฉินเริ่นยิ้มให้หนูน้อยในที่สุดเขาก็รู้สึกเบาใจราวกับยกภูเขาออกจากอก
คำพูดเพียงไม่กี่คำทำให้โจวโจวมองฉินเริ่นในมุมใหม่หนูน้อยไม่หลบเขาแล้ว เธอวิ่งไปตรงหน้าเขาแล้วจับมือเขายังสนิทสนมพร้อมกับเงยหน้าถาม“พี่ใหญ่ หนูยังมียันต์อื่นด้วย พี่อยากได้ไหม ? ”
“มียันต์อะไรบ้างล่ะ? ” ฉินเริ่นถามด้วยความสงสัยเพราะเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าหนูน้อยยังมียันต์อะไรอีก
โจวโจวรีบเทของในกระเป๋าออกแล้วหยิบยันต์ขึ้นมาแนะนำทีละแผ่น “นี่คือยันต์สงบสุข ยันต์คุ้มกันยันต์เรียกทรัพย์ ยันต์ชำระล้าง ยันต์เปิดทาง……”
ฉินเริ่นพยักหน้าเขาขอซื้อเธออย่างละ 5 แผ่น ตอนนี้โจวโจวมองว่าเขาเป็นคนในครอบครัวแล้วหนูน้อยจึงโบกมือปัดอย่างใจกว้าง “หนูไม่คิดเงิน หนูให้พี่ใหญ่ฟรี ๆ ต่อไปนี้ถ้าพี่ใหญ่อยากได้ยันต์อะไรก็บอกหนูได้หนูจะวาดให้ ! ”
ขอเพียงแค่พี่ใหญ่ไม่จับเธอหั่นเป็นแผ่นไม่ว่าอะไรย่อมคุยกันได้ทั้งนั้น
“อืมขอบคุณโจวโจวนะ แต่ขนาดพี่น้องยังต้องสะสางบัญชีให้ชัดเจนพี่ต้องให้เงินเธออยู่แล้ว”
บังเอิญกับที่บัตรธนาคารอยู่บนโต๊ะพอดีเขาจึงโอนเงินให้เธอ
โจวโจวไม่มีโทรศัพท์มือถือหนูน้อยจึงไม่ได้รับข้อความ เธอชะโงกหน้าไปดูว่าเขาโอนมาเท่าไหร่ผลปรากฏว่าเมื่อหนูน้อยเห็นเลข 0 เป็นชุดขนาดนั้น เธอก็ตกตะลึงทันที
“เยอะเกินไปแล้วใบละ 2 หยวนก็พอ”
“ไม่เป็นไรยันต์ของโจวโจวมีมูลค่า” ฉินเริ่นกลับไม่ได้สนใจอะไรท่าทีของผู้ที่รวยจนมองเงินเหมือนมูลสัตว์ทำให้โจวโจวอิจฉามาก
เพราะหนูน้อยก็อยากมีเงินแบบนี้เหมือนกัน!
หลังจากพูดคุยกันไม่ได้สักพักฉินเริ่นก็ไปทำการทดลองต่อ เขาให้โจวโจวเล่นอยู่บนโต๊ะตัวข้าง ๆ เขาโดยเขาเหลือบมองหนูน้อยเป็นระยะ เมื่อเห็นว่าเธอรออยู่อย่างเชื่อฟังเขาถึงได้วางใจ
ในตอนกลางวันเขาพาเธอไปที่โรงอาหารใหญ่ของมหาวิทยาลัยเอโรงอาหารใหญ่แห่งนี้มีอาหารที่รสชาติอร่อยและมีชื่อเสียง
หลังจากเอาผลไม้มาให้เธอหนึ่งชุดฉินเริ่นจึงพูดขึ้นว่า “โจวโจวนั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพี่จะไปซื้อข้าว”
“อื้อ”โจวโจวกัดแตงโม รสชาติของมันหวานมากเสียจนหนูน้อยยิ้มตาหวาน
“เป็นเด็กดีนะ”เขาลูบหัวเธอแล้วถึงได้เดินออกไป
โจวโจวพุ่งความสนใจไปยังผลไม้ในจานของตัวเองแต่หลังจากนั้นไม่นาน จู่ ๆ ฝั่งตรงข้ามก็มีเงาดำมาปรากฏตรงหน้าเธอ
“สวัสดีหนูน้อย”อัลยิ้มด้วยใบหน้าที่เป็นมิตร“ฉันขอนั่งตรงนี้ได้ไหม ? ”