“นทีแห่งความละเอียดอ่อน!’’ราวกับรู้แจ้งในสิ่งตรงหน้า แววตาของเปาเพิงเปล่งประกายห้วงสมุทรความลึกลํ้าออกมาแล้วพลิ้วกายอย่างละเอียดอ่อนออกไป
ประหนึ่งปรมาจารย์...ร่างของเด็กหนุ่มกลมกลืนไปกับสภาพโดยรอบทุกๆลมหายใจแ่เบาสงัดยิ่ง และทุกๆการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดมันกลับแสดงให้เห็นถึงความบางเบา ดั่งแปรเปลี่ยนได้ตาม้าเพียงปรารถนา
พริบตาเพียงออกฝ่ามือหนึ่งครั้ง ห้วงอากาศโดยรอบพลันเกิดการสั่นไหว
สั่นไหวโดยเล็กน้อย!
เกรงว่าหากเปาฉวนได้มาเห็นสิ่งนี้เขาคงจะตกตะลึงเป็แน่สิ่งนี้หมายความแล้วว่าคนผู้นั้นได้เข้าถึงความผิวเผินของวิชาแล้ว
นทีแห่งความละเอียดอ่อน!
สิ่งนี้เป็ดั่งแก่นแท้ของวิชามวยอ่อนทุกๆการเคลื่อนไหวจะต้องแปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา และจะต้องไม่ไร้ประโยชน์การที่อากาศสั่นไหวได้เพียงเพราะแค่ออกฝ่ามือนั่นย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่าคนผู้นั้นสามารถเข้าใจถึงหลักสําคัญของวิชาและนําพาร่างกายให้ตรงตามเงื่อนไขของมันได้
นี่แหละคือนทีแห่งความละเอียดอ่อน!
ความผิวเผินของวิชามวยอ่อนโปเทียน!
ดั่งเวลาที่พัดผ่าน…
หลังจากรู้แจ้งนทีแห่งความละเอียดอ่อนแล้วเปาเฟิงก็ได้เพิ่มพูนความรู้ความใจเกี่ยวกับมันให้มากยิ่งขึ้นกล่าวได้ว่าทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหว มันจะแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาทีละเล็กทีละน้อยแน่นอนว่าสิ่งนี้เป็ผลพวงมาจากปัญญาเวทย์ เพราะหากไม่ได้มันแล้ว เกรงว่าแม้แต่จะรู้แจ้งในนทีแห่งความละเอียดอ่อนก็คงเป็ไปไม่ได้เลย
ดังนั้นภายใต้ััที่เฉียบคมเหนือกว่าผู้ใดเด็กหนุ่มจึงสามารถหาจุดอ่อนของตัวเอง และค่อยๆปรับปรุงทําให้นทีแห่งความละเอียดอ่อนของเขา แข็งแกร่งขึ้นอยู่ตลอดเวลา
เหตุนี้เองเมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักเขาจึงหยุดมือลง
“วิชาม่วยอ่อนโปเทียนนี้ช่างลึกลํ้ายิ่งเกรงว่าหากสําเร็จขั้นใดขั้นหนึ่งของมันได้ความแข็งแกร่งที่ได้รับย่อมมิอาจจะจินตนาการ’’ สายตาของเด็กหนุ่มจับจ้องไปที่แท่นศิลาโปเทียนตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง ซึ่งยามนี้มันราวกับไม่เคยเกิดอันใดขึ้นมาก่อน
ตอนนี้เปาเฟิงเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดราชวงศ์เปาถึงมิได้เหมือนกับราชวงศ์อื่นๆ
หลักการทํางานของแท่นศิลาโปเทียนนั้นเชื่อมโยงกับสายเืตราบใดที่ไม่ใช่สายเืของราชวงศ์เปา ย่อมมิมีผู้ใดสามารถเข้าถึงห้วงภวังค์ลึกลับของแท่นศิลาโปเทียนได้กล่าวได้ว่าหากไม่ใช่คนของราชวงศ์ การจะฝึกฝนวิชาโปเทียนย่อมไม่สามารถทําได้
ดังนั้นเพื่อป้องกันกรณีที่ว่าคนในราชวงศ์เดียวกันทรยศและนําวิชาออกไปแพร่งพรายยังโลกภายนอก ทางราชวงศ์จึงมิได้สืบทอดทายาทสกุลมากมายดั่งเช่นราชวงศ์อื่นๆ จึงเป็เหตุว่าทําไมทุกๆรุ่นของราชวงศ์เปาถึงมีกันเพียงแค่ไม่กี่คน
และเมื่อความลับนี้เป็ที่กระจ่างแล้วเปาเฟิงย่อมรู้สึกราวกับตนได้เห็นโลกกว้างมากยิ่งขึ้น แต่เขาก็พอเข้าใจได้เพราะวิชามวยอ่อนโปเทียนนั้นมหัศจรรย์ยิ่ง เกรงว่าหากวิชานี้แพร่งพรายออกไปย่อมต้องเกิดานองเือย่างแน่นอน
เปาเฟิงจึงเข้าใจแล้วว่าทําไมกาลก่อนพ่อของเขาถึงไม่ค่อยได้ใช้วิชานี้มากนัก หรือมิมีผู้ใดล่วงรู้เกี่ยวกับมัน
อา...ราชวงศ์เปาของเขาเก็บความลับได้ดียิ่ง!
ช่างเป็ราชวงศ์ที่ลึกลํ้ายิ่งนัก!
แต่แท้จริงแล้วปรมาจารย์ผู้นั้นเป็ใครกันแน่ถึงได้สร้างวิชาที่น่าอัศจรรย์เยี่ยงนี้ได้?
ความจริงนี้คงยังมิมีผู้ใดรู้นอกจากท่านบรรพบุรุษที่จากไปแล้วดังนั้นเปาเฟิงจึงไม่ได้ให้ความใส่ใจเกี่ยวกับมันมากแต่เขาก็หวังลึกๆว่าภายภาคหน้า เมื่อเส้นทางแห่งการฝึกตนของเขาไปในจุดที่สูงมากพอได้เขาจะค้นหาความจริงเกี่ยวกับเื่นี้ให้จงได้
“นอกจากตอนนี้ข้าจะเข้าถึงนทีแห่งความละเอียดอ่อนได้ข้ายังแจ่มแจ้งแล้วด้วยถึงความต่างชั้นของวิชาบอกได้ว่าหากนํานทีแห่งความละเอียดอ่อนนี้ ไปเทียบกับวิชาระดับพื้นฐานทั่วไปมันย่อมไม่นับเป็อันใดได้ถึงอย่างนั้นมันก็ยังคงไม่สามารถเทียบได้กับวิชาเวทย์ทั้งหกอยู่ดี…’’ ครู่ต่อมาเปาเฟิงพยักหน้าก่อนจะเผยสีหน้าครุ่นคิด ในความคิดของเขาการที่เขาสามารถฝึกวิชามวยอ่อนโปเทียนได้นั่นย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่าความแข็งแกร่งของวิชานี้ อ่อนด้อยกว่าวิชาเวทย์ลึกลับทั้งหก ที่ยากจะฝึกฝน
เป็ที่กระจ่างแล้ว!
ดูเหมือนวิชาเวทย์ทั้งหกจะไม่ใช่วิชาทั่วไปจริงๆ!
“ยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วยามก่อนที่งานชุมนุมยอดยุทธรุ่นเยาว์แห่งนภาครามจะเริ่มดังนั้นมาดูกันว่าข้าจะไปถึงจุดใดของนทีแห่งความละเอียดอ่อน’’เปาเฟิงตัดสินใจเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนทีแห่งความละเอียดอ่อนอีกครั้งเขาหวังว่าในวันพรุ่งนี้ก่อนจะออกเดินทางเขาจะสามารถทําให้ท่านพ่อของเขาภูมิใจที่มีบุตรเช่นเขาได้
ดั่งเวลาที่พัดผ่าน…
ขณะที่เปาเฟิงทําความเข้าใจเกี่ยวกับนทีแห่งความละเอียดอ่อนโลกภายนอกก็ได้เข้าสู่่กลางคืนไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
…
ณจัตุรัสกลางเมือง ยามนี้โดยรอบเต็มไปด้วยผู้คน ส่วนมากแล้วล้วนเป็ยอดยุทธรุ่นเยาว์ที่เดินทางมาเข้าร่วมในงานชุมนุมนี้
ดังนั้นพื้นที่โดยรอบจึงมีการจัดโต๊ะที่นั่งไว้เป็อย่างดี
จะเห็นได้ว่าตอนนี้นอกจากยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่เดินทางมาเข้าร่วมงานก็ยังมีกลุ่มคนจากสี่ตระกูลใหญ่ของอาณาจักรอีกด้วย
ตระกูลหลิน,ตระกูลลู่,ตระกูลเฟิง,ตระกูลตู่พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็สี่ตระกูลใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรแน่นอนว่าครั้งนี้พวกเขาก็ได้ส่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์ภายในตระกูลออกมาเข้าร่วมงานชุมนุมเช่นกัน
“น้องแปดเ้ามิสนใจจะเข้าร่วมประลองฝีมือกับคนพวกนี้หน่อยรึ?’’องค์ชายสองที่เพิ่งเดินทางมาถึงหันไปมองเด็กหนุ่มข้างกายด้วยรอยยิ้ม
เฉินเมิ่งิหัวเราะเสียงเย็นไม่กล่าวอันใดวันนี้การที่มันพ่ายแพ้เปาเฟิงที่มีฐานฝึกตนด้อยกว่าช่างเป็อะไรที่หน่าหงุดหงิดและยากยอมรับดังนั้นกับแค่รุ่นเยาว์อัจฉริยะของอาณาจักร มันย่อมไม่ให้ความใส่ใจแม้แต่น้อย
ทั้งนี้แม้มันจะเข้าร่วมใครเล่าจะสามารถประมือกับมันได้?
กล่าวได้ว่าในตอนนี้เฉินเมิ่งิมิได้ยอมรับผู้ใดนอกจากพี่เจ็ดของมันที่ซึ่งเป็อัจฉริยะกับเปาเฟิงผู้ที่มันพ่ายแพ้ด้วย ดังนั้นภายในสายตาของมันอัจฉริยะพวกนี้ล้วนไม่ต่างอันใดไปจากมดปลวก
องค์ชายสองรู้อยู่แล้วว่าน้องแปดของมันเป็คนเช่นไรมันจึงหัวเราะเบาๆแล้วเดินเข้างานทันที
ขณะเดียวกันผู้คนที่สังเกตเห็นถึงการมาเยือนของผู้มาใหม่นี้พวกเขาก็ต่างให้ความสนใจเป็อย่างมาก โดยเฉพาะกับสี่ตระกูลใหญ่ของอาณาจักรพวกมันจําได้อย่างชัดเชนว่าสองคนนี้เป็คนของจักรวรรดิประกายอรุณที่ซึ่งเป็ศัตรูด้วย
แต่แน่นอนว่าเื่าระหว่างอาณาจักรนภาครามกับจักรวรรดิประกายอรุณไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับพวกมันพวกมันจึงใคร่้าทําความรู้จักกับสองคนนี้ยิ่ง
ในไม่ช้าองค์ชายสองก็ได้ถูกผู้คนมากมายรุมล้อมแต่เฉินเมิ่งินั้นต่างออกไปมันถูกอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของอาณาจักรมองด้วยสายตาหวั่นเกรงเหตุนี้เองมันจึงหัวเราะเสียงเย็นอีกครั้ง
พวกนี้ก็แค่เขตแดนปลุกกายามีหรือจะไม่กลัวมัน?
เทียบไม่ได้เลยกับเปาเฟิงผู้นั้น!
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว…
บัดนี้ผู้ที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง...จักรพรรดิแห่งนภาคราม!
เมื่อชายวัยกลางคนผู้นี้ปรากฏตัวทุกๆคนไม่เว้นแม้แต่สี่ตระกูลใหญ่ ต่างแสดงความเคารพออกมา
องค์ชายสองและเฉินเมิ่งิก็เช่นกันทั้งสองถูกบีบบังคับให้ทําตามบรรยากาศโดยมิรู้ตัว
ขณะเดียวกันก็มีคนสังเกตเห็นเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างกายองค์จักรพรรดิ แน่นอนว่าคนอื่นก็ย่อมต้องสังเกตได้เช่นกันทว่าเมื่อทั้งหมดััได้ถึงกลิ่นอายแห่งการฝึกตนของเด็กหนุ่มผู้นี้พวกมันล้วนตกตะลึงยิ่ง
ระดับสาม...ระดับสามขั้นต้น!
เป็ไปได้อย่างไร?
องค์ชายเปาผู้นี้กลายเป็ผู้ฝึกตนระดับสามแล้วอย่างนั้นหรือ?
นอกจากทุกคนจะตกตะลึงแล้วก็ยังมีบางส่วนใ พวกมันล้วนเป็คนที่เพิ่งพบอีกฝ่ายได้ไม่นานจึงได้ใเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาก
ต้องรู้ก่อนอาณาจักรนภาครามนั้นแตกต่างจากสามจักรวรรดิใหญ่เป็อย่างมากดังนั้นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาคนธรรมดาจึงเป็เพียงแค่เขตแดนปลุกกายาฐานพลังระดับสามขั้นต้นจึงถือได้ว่าแข็งแกร่งยิ่งเป็รุ่นเยาว์ด้วยแล้วจึงถือได้ว่าเป็อัจฉริยะของอาณาจักรอย่างแท้จริง
เปาเฟิงที่ทะลวงระดับขึ้นมาเป็ระดับสามจึงถูกอัจฉริยะมากมายในงานชุมนุมให้ความสนใจเมื่อรวมเข้ากับฐานะเทพาของเขาแล้วผู้คนมากมายล้วนเผยความเคารพออกมาผ่านใบหน้าแทบทั้งสิ้น
กระทั่งสตรีเลอโฉมจํานวนหนึ่งยังมองมาที่เขาด้วยแววตาลุ่มหลงและสื่อให้เห็นถึงบางอย่าง
เปาเฟิงอดหัวเราะให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกรงว่าเพียงแค่เขาเอ่ยปาก สตรีพวกนั้นคงยอมพลีกายให้แก่เขาเป็แน่
นี่สินะความหมายของความแข็งแกร่ง?
เปาเฟิงคิดในใจอย่างอดไม่ได้พลางลอบสังเกตบรรดาอัจฉริยะทั้งหลายไปด้วย
“ดูเหมือนมันจะมิสนใจข้าเลย…’’ขณะเดียวกัน เฉินเมิ่งิก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ถึงที่สุดเห็นได้ชัดว่าั้แ่อีกฝ่ายเข้างานมา มันไม่แม้แต่จะมองมายังเขาด้วยซํ้า
ช่างน่าโมโหนัก!
องค์ชายสองยังคงยิ้มบางเช่นเคย
ดั่งเวลาที่พัดผ่าน…
องค์จักรพรรดิได้ทรงเริ่มงานชุมนุมยอดยุทธรุ่นเยาว์แห่งนภาครามขึ้นอย่างรวดเร็ว
ภายใต้เวลาที่เริ่มเดินรายชื่อมากมายล้วนถูกสุ่มจับคู่ให้กัน ดังนั้นเมื่อการจับคู่เสร็จสิ้นบรรดาผู้ชมที่อยู่โดยรอบพลันเริ่มการสนทนาขึ้น
“การจับคู่ครั้งนี้ยังคงชัดเจนเช่นเดิมอัจฉริยะทั้งสี่อยู่คนละสายอีกแล้ว’’’
“หลินเหล่ยลู่เทียนหนาน เฟิงิเย่ ตู่เซียหลงดูเหมือนว่าทั้งสี่คนนี้จะได้ประมือกันในรอบสุดท้ายอีกเช่นเคย’’
“ดะ...เดี๋ยวก่อน!นั่นมัน...หลินเจา! หลินเจาเขาอยู่สายเดียวกันกับหลินเหล่ยอย่างนั้นรึ?โชคชะตาช่างตลกร้ายนัก!’’
“...’’
ทันที่การสนทนาเริ่มขึ้นอัจฉริยะทั้งสี่ของสี่ตระกูลใหญ่ที่ถูกขนานนามว่าแข็งแกร่งที่สุดก็ได้รับความสนใจจากคนมากมาย โดยเฉพาะเ้าของนาม หลินเหล่ยและหลินเจา
หลินเหล่ยนั้นเป็อัจฉริยะอันดับสี่ของอาณาจักรที่มีการฝึกตนอยู่ในระดับสามขั้นต้นทั้งยังเป็เชื้อสายของตระกูลหลินโดยตรงจึงมีคนมากมายรู้จักเขาแม้กระทั่งยกย่องเขา
กลับกันอีกคนเป็เพียงเด็กหนุ่มธรรมดาที่มาจากตระกูลสาขาของตระกูลหลินทว่าเื่ราวของเขากลับมิได้ธรรมดาว่ากันว่าเขานั้นได้เริ่มต้นจากขยะที่ถูกดูถูกในระดับหนึ่งแห่งการฝึกตนแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร วันหนึ่งด้วยพร์ระดับกลางของเขาเขาก็ได้พัฒนาตนเองอย่างก้าวะโ เอาชัยเหนืออัจฉริยะนับไม่ถ้วนจนได้รับการต้อนรับเข้าสู่ตระกูลหลินในที่สุด
เร็วๆนี้หลินเจาที่ได้ทะลวงขึ้นมาสู่ระดับสามเฉกเช่นหลินเหล่ยผู้คนมากมายจึงอดจินตนาการไม่ได้ว่าหากสองคนนี้สู้กัน ใครกันที่จะได้รับชัยชนะ?
หนึ่งเป็อัจฉริยะประจําตระกูลอีกหนึ่งเป็อัจฉริยะนอกตระกูลที่ไต่เต้าขึ้นมาจากตระกูลสาขาสําคัญเลยจากข่าวลือ ดูเหมือนสองคนนี้จะเคยเป็ศัตรูกันมาก่อนด้วย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าศึกครั้งนี้น่าดูชมยิ่ง!