บทที่ 5 หลอกตา
"ฉันก็เคยได้ยินคุณย่าพูดถึงเื่ผีเคาะผนังด้วย ถ้าหากนอนหลับไปจนถึงตอนเช้าก็ไม่มีอะไรแล้ว อย่ากังวลมากเกินไปนัก" ต้าเหว่ยกล่าว ตอนนี้ก็คงทำได้แค่นี้แหละ ผมมองผ่านหน้าต่างรถไปที่ ‘โรงแรมซื่อฟาง’ ข้าง ๆ จัตุรัส โคมไฟแปดดวงยังคงสว่างไสว ผมรู้ว่าข้างในนั้นมีผีสาวตนหนึ่ง ทำไมเธอถึงต้องตามหลอกหลอนพวกเรา เธอจงใจพาพวกเราเข้ามาที่นี่หรือไม่? ผมเดาไปเรื่อยเปื่อย ตอนนี้ก็ไม่มีวิธีไหนที่ดีกว่านี้แล้วจริง ๆ พวกเราดับเครื่องยนต์แล้วนั่งเงียบ ๆ อยู่ในห้องคนขับ เงียบจนไม่พูดอะไรเลย ผมตระหนักดีว่า ถึงแม้ต้าเหว่ยจะพูดเก่ง และเขาจะไม่ได้เห็นผีสาว เื่ผีหลอกที่เหนือธรรมชาติเช่นนี้ก็คงทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจ
สำหรับสิ่งที่เหนือธรรมชาติ มนุษย์ก็มักจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ความกลัวได้อยู่แล้ว ความเงียบเข้าปกคลุมทำให้คืนนี้ดูยาวนานยิ่งขึ้น จิตใจของผมตึงเครียด หันหลังกลับไปมองเป็ระยะ เหมือนว่าผีสาวจะโผล่มาจากข้างหลังแล้วใช้เล็บยาว ๆ บีบคอผมในวินาทีถัดไป ดังนั้นผมจึงนั่งหดคอ ขดตัวอยู่บนเก้าอี้ตลอดเวลา กำจี้หยกไว้ในอุ้งมือ แล้วแนบไว้ที่คาง เกิดเื่แบบนี้ขึ้น ต้าเหว่ยก็คงจะนอนไม่หลับแน่ ๆ เขาเองก็ถูกผมที่หันหลังกลับไปมองบ่อย ๆ ทำให้รู้สึกตึงเครียดไปด้วย บางครั้งตัวเขาเองก็หันหลังกลับไปมองเป็ระยะเช่นกัน
"เฮ้ย ฮ่าวจื่อ โลกนี้มีผีจริง ๆ เหรอ" ต้าเหว่ยถาม
"ไม่รู้" ผมตอบอย่างไม่สบอารมณ์ เราเงียบกันไป ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มืดสนิทเงียบสงัดแห่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเหมือนจะสูญสิ้นชีวิตจิตใจไปหมด ความตึงเครียดทางประสาททำให้ผมรู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาบ้าง ถึงแม้จะอยู่ในห้องคนขับที่เย็นเฉียบ ผมก็ง่วงนอนขึ้นมา ผมกัดปลายลิ้นตัวเองแรง ๆ ไม่กล้าประมาทแม้แต่นิดเดียว
"ฮ่าวจื่อ..." ต้าเหว่ยพูดขึ้นมาทันใด
"หืม?"
"จริง ๆ แล้ว...ฉันรู้สึกว่าที่นี่แปลก ๆ นะ..." ต้าเหว่ยหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ "ฉันเป็คนหื่น แต่ฉันไม่ได้โง่ ในที่ห่างไกลความเจริญที่แม้แต่นกยังไม่มาขี้แบบนี้ ฉันก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน...เดิมทีฉันก็ตั้งใจจะนอนให้สบาย ตอนที่นายลงไปหาเถ้าแก่ มีสาวสวยคนหนึ่งยืนอยู่ที่ประตูยิ้มให้ฉัน เธอกวักนิ้วเรียก ฉันก็เดินตามเธอไปโดยไม่รู้ตัว" ต้าเหว่ยพูด
เขาเห็นผมชำเลืองมอง จึงรีบเสริมว่า "จริง ๆ นะ มันเป็ไปโดยไม่รู้ตัวจริง ๆ ตอนแรกฉันไม่ได้สนใจเธอหรอก แต่ขาทั้งสองข้างมันไม่ยอมอยู่ในการควบคุม ทั้งตัวเหมือนเหยียบอยู่บนเมฆ ทั้งสองข้างทางเหมือนมีหมอกหนาทึบ ตรงกลางมีทางเล็ก ๆ เธอยืนยิ้มให้ฉันอยู่ข้างหน้า ฉันจึงเดินตามไป..." ต้าเหว่ยพูด ผมได้แต่ขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรแล้วรอฟังต่อ
"แล้วก็..." ต้าเหว่ยหยุดไปอีกครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ "ตอนที่มีอะไรกับเธอ...มันเย็นมาก...ไม่มีความอบอุ่นเลยสักนิด...ตัวเธอเย็นเฉียบ…เหมือน...ศพ" ผมใจนขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัว
"ร้านนี้ก็แปลกมาก นายเห็นไหม คนข้างในแต่งตัวเหมือนสมัยสาธารณรัฐจีน*[1]ถึงจะจนแค่ไหน แต่ตอนนี้ก็ไม่มีใครใส่เสื้อผ้าแบบนั้นแล้ว..." ต้าเหว่ยพูดอย่างทุกข์ทรมานพลางกุมหัวตัวเอง "คนที่นี่ต้องมีปัญหาแน่ ๆ"
ผมมองผ่านกระจกรถไปที่ ‘โรงแรมซื่อฟาง’ ใต้โคมไฟสีแดงฉาน แสงไฟริบหรี่ดั่งดวงตาสีแดงก่ำของปีศาจ พวกเรามาถึงที่แบบนี้ได้ยังไง ผมถามตัวเอง หรือว่าทั้งหมู่บ้านนี้จะเป็หมู่บ้านผี ถ้าเป็แบบนั้นจริง... ผมสบตากับต้าเหว่ย ผมคิดว่าเราคิดเื่เดียวกัน พินิจหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มืดและเงียบสงัดนี้อีกครั้ง อารมณ์ของผมยิ่งหดหู่ลง ครั้งนี้มีปัญหาจริง ๆ แล้ว
‘ฟ้าสางแล้ว’
ยามใกล้รุ่ง ผมกับต้าเหว่ยถูกความง่วงเข้าครอบงำจนหลับสนิท ตอนที่ผมตื่นขึ้นมา ฟ้าก็สว่างแล้ว ถึงแม้ยังคงมีสภาพอากาศหม่นมัวถูกหมอกหนาปกคลุมอยู่ แต่อย่างน้อยฟ้าก็สว่าง ผมมองออกไปนอกหน้าต่างรถ รอบ ๆ เงียบสงัด ไม่มีร่องรอยการเคลื่อนไหวของผู้คนเลย ไกลออกไปหมอกยังไม่จางหมด จึงมองเห็นไม่ชัดเจนในระยะร้อยเมตร ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา 07:34 น. ทุกอย่างปกติ ทว่า ไม่มีสัญญาณแม้แต่ขีดเดียว ผมเขย่าต้าเหว่ยที่อยู่ด้านข้าง เขาใตื่นขึ้นมา สายตาที่งุนงงมองเห็นผมก็ผ่อนคลายลงบ้าง เขาสางผมที่ยุ่งเหยิงแล้วพูดว่า
"ทำไมถึงหลับไป อ้อ…ฟ้าสว่างแล้วสินะ"
"ไปกันเถอะ" ผมพูดเพราะไม่อยากอยู่ที่นี่ต่ออีกแม้แต่นาทีเดียว ต้าเหว่ยสตาร์ตรถอย่างเงียบ ๆ รถสตาร์ตได้อย่างราบรื่น อุ่นเครื่องสักพัก พวกเราก็ขับรถไปข้างหน้าด้วยความเร็วต่ำ ผมจ้องมองถนนหน้ารถอย่างแน่วแน่ มองหินแกรนิตถูกล้อรถบดอย่างช้า ๆ ต้าเหว่ยก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน พวกเราไม่ได้พูดจากันเลย ผมรู้ว่าเขากังวลเื่เดียวกับผม แต่ผลสุดท้ายทำให้พวกเราผิดหวังมาก เมื่อมองเห็นฐานรูปปั้นที่แปลกประหลาดและทรุดโทรมอยู่ไกลจากหน้าต่างรถ ผมกับต้าเหว่ยสบถคำหยาบออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
"บ้าฉิบ! ผีตอนกลางวันก็เก่งขนาดนี้เลยเหรอ" ต้าเหว่ยพูดอย่างไม่ยอมแพ้ "ดูเหมือนมันจะไม่ปล่อยพวกเราไปง่าย ๆ"
"ต้าเหว่ย อย่าใจร้อน" ผมพูด "ฉันไม่เชื่อหรอก เรามองถนนแล้วยังวนกลับมาได้ ไปทางนี้กัน"
หมู่บ้านสี่ทิศ หมู่บ้านที่ตรงตามชื่อ โดยใช้ฐานรูปปั้นที่พังทลายกลางจัตุรัสเป็จุดศูนย์กลาง มีถนนสี่สายทิศตะวันออก ตะวันตก ใต้ และเหนือ อาคารสองข้างทางแทบจะเหมือนกันหมด ผนังสีเขียว หลังคาสีเทา ประตูทำจากไม้กระดานยาว หลังคาโค้งงอน ไม่ว่าจะเป็ถนนที่วิ่งไปทางตะวันออกและตะวันตก หรือถนนที่วิ่งไปทางใต้และเหนือ ผมกับต้าเหว่ยขับรถวนไปทั้งเช้า ขับจนหิวโหย แต่ก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม สุดท้ายพวกเราจอดรถที่กลางจัตุรัสด้วยความสิ้นหวัง หยิบขนมปังกดและน้ำแร่ที่เตรียมไว้ในรถมากินให้อิ่มก่อน
"พวกเราออกไปไม่ได้ เป็เพราะว่าตาของเราถูกหลอกหรือเปล่า" ผมถามขึ้นมาทันทีขณะที่กำลังกินขนมปัง
"หมายความว่ายังไง" ต้าเหว่ยงงงวย
"ฉันเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง จำชื่อไม่ได้แล้ว บอกว่าสมัยโบราณมีวิชาการวางแผนผังจริง ๆ โดยอาศัยการมองเห็นที่ผิดพลาดหรือหลอกตาบางอย่าง ทำให้คนตัดสินใจผิดพลาด วนไปเวียนมาออกไปไม่ได้สักที ก็เหมือนกับฉากดอกท้อที่เกาะเถาฮวาในเื่ ‘ัหยก’ ที่ก๊วยเจ๋งก็ออกไปไม่ได้ไงล่ะ" ผมพูด
"นายหมายความว่าไม่มีผี หมู่บ้านนี้ถูกสร้างตามผังอะไรบางอย่างงั้นเหรอ" ต้าเหว่ยถามด้วยความสงสัย
"ฉันแค่เดาเอาน่ะ ถึงแม้จะเป็ผีเคาะผนัง ก็เป็การหลอกตาพวกเรา เหมือนอย่างที่ย่าฉันเคยพูดไว้ ตอนที่ผีเคาะผนัง นายมองไปข้างหน้าเห็นเป็ถนน แต่จริง ๆ แล้วเป็แม่น้ำ ถ้าเดินไปข้างหน้าก็จะตกลงไป... นายมองไปข้างหน้าเห็นเป็กำแพง แต่จริง ๆ แล้วเป็ถนนที่นำไปสู่ด้านนอก" ฉันพูด "ก็คือ อาจจะเป็ไปได้ว่าตาของพวกเราหลอกเราอยู่ตลอด เลยทำให้เราวนเวียนอยู่ที่เดิม"
ต้าเหว่ยคิดแล้วพูดว่า "นายพูดก็มีเหตุผลนะ แต่พวกเราจะทำยังไงถึงจะออกไปได้ล่ะ"
"ในเมื่อกุญแจสำคัญอยู่ที่การมองเห็น งั้นฉันจะปิดตาแล้วขับรถไปข้างหน้า ตอนนี้หน้ารถของพวกเราหันเข้าหาถนนเส้นนี้พอดี แล้วถนนเส้นนี้ก็เป็ถนนตรง งั้นฉันจับพวงมาลัยให้มั่น ปิดตาแล้วก็จะไม่หลุดออกนอกเส้นทาง" ฉันพูด
ต้าเหว่ยตบต้นขาแล้วพูดว่า "ฉันว่าได้นะ นายปิดตาแล้วค่อย ๆ ขับไป ฉันจะมองดูข้าง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถึงแม้จะชนอะไรเข้า ตราบใดที่ขับช้า ๆ ก็จะไม่เสียหายมากนัก! ลุยเลย!"
[1] สมัยสาธารณรัฐจีน: ่ค.ศ. 1912-1949