รอบขากลับผมผ่านแขนกั้นรถไฟอย่างราบลื่นเท่าๆกับพลเมืองคนอื่น ยามไม่เหลียวมองเลยแม้แต่น้อยการเรียนรู้จากความผิดพลาดทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นได้จริงผมคลำให้แน่ใจว่าธนบัตรใบละ 1,000บาท ยังอยู่ดี ไม่ได้ตกหายผมหาข้อมูลระหว่างทางที่นั่งบนรถไฟแล้ว กฎแห่งความดี คือ การที่รัฐช่วยยืนยันว่าผู้ทำดีต้องได้สิ่งที่ตอบแทนในลักษณะเดียวกับการทำชั่วต้องถูกลงโทษหากคนที่ได้รับความช่วยเหลือไปแจ้งพร้อมทั้งแสดงหลักฐานจากเอวีเอสอีผู้ทำดีก็จะได้รางวัลแบบสุ่มเป็การตอบแทน เช่น เงินสด ตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์หรือโปรโมชันส่วนลดบางอย่าง ทั้งนี้เ้าหน้าที่รัฐต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าไม่ใช่การแสดงละครตบตาด้วยอย่างเช่นสุ่มดูเอวีเอสอีพยานในที่เกิดเหตุ หากพบว่าจงใจหลอกลวงนอกจากจะไม่ได้รางวัลแล้วยังมีโทษทางอาญาไม่คุ้มค่าเป็แน่ ส่วนลัทธิรากเหง้าเป็กลุ่มคนที่เรียกร้องให้ใช้เงินสดสวนกระแสสังคมไร้เงินสดโดยอ้างการอนุรักษ์วัฒนธรรม และอ้างสิทธิเสรีภาพในการใช้เงินรูปแบบไหนก็ได้
ผมยังรู้สึกผิดไม่หาย ผมน่าจะยืนกรานปฏิเสธแข็งขันกว่านี้ผมไม่ได้ทำความดีอะไร แค่ชดใช้ที่ไปทำแว่นตาของหญิงชราแตกแค่นั้น แต่อีกใจหนึ่งรู้สึกภาคภูมิใจกับเงินก้อนแรกในชีวิตยุคใหม่มันมีคุณค่าสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินมากกว่า เอาไปใช้ คำพูดของหญิงชรายังก้องในหัวผมเราต้องพึ่งพาตนเอง เราต้องมองเห็นคุณค่าที่ซุกซ่อนอยู่ ทำไมผมจะพึ่งพาตนเองไม่ได้
ผมใช้เอ็มการ์ดเปิดประตูเข้ามาสิ่งแรกที่เห็นคือรองเท้าทำงานของธรณีวางอยู่อย่างเรียบร้อย แน่นอนว่าเพื่อนคงมาถึงแล้วเพราะเลยเวลาเลิกงานมาหนึ่งชั่วโมง ผมกำลังจะไปเคาะห้องคิดว่าจะเปิดบทสนทนาด้วยอะไรดี ชายผอมสูงเพื่อนผมก็เปิดประตูมาเผชิญหน้าราวกับว่ากำลังรออยู่แล้ว
"เป็ไง ทำอะไรมาบ้าง"เขายืนถามจากในห้องโดยไม่ได้ก้าวออกมา สีหน้าเรียบเฉยจนผมเดาทางไม่ถูก...บางทีเขาอาจจะหายงอนแล้ว
“นายรู้ว่าฉันไปไหนมาเหรอ”
"ก็ไปในเมืองแถวย่านสามเสา มาไม่ใช่เหรอเห็นไปสวนสาธารณะ กับบ้านใครสักคนด้วย" ธรณีกล่าวเรียบ ๆชัดเจนว่าเขาแอบสอดแนมผมผ่านกำไลอีเอ็มสีสันฉูดฉาดอันนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะปิดบัง ชายผู้นี้น่าจะเดาได้เื่การไปสมัครงาน ถ้าติดตามจากตำแหน่งจีพีเอสที่ไปตามร้านค้าสะดวกซื้อสามร้านติดๆ กัน
“นายต้องจับผิดฉันตลอดเลยเหรอ”
“อันนั้นก็เวอร์ไปสรุปผลมาทีเดียวก็ได้” ธรณีหลับตา เงียบไปสิบวินาทีก่อนที่ผมจะทักท้วงไอรินเสียงไอรินก็ตอบมาว่าจะแสดงผลให้เดี๋ยวนี้เพื่อนผมสั่งงานผ่านความคิดสำเร็จ ภาพบนจอขนาดใหญ่บนผนังปรากฏเป็แผนที่ย่านสามเสาแล้วมีเส้นสีแดงโยงไปมาเป็ตาข่ายผมเดาได้ทันทีว่าเป็เส้นทางทั้งหมดที่ผมไป่บ่ายนี้ แม้จะเคยเห็นมาแล้วเมื่อวานนี้ก็ยังอดทึ่งไม่ได้รู้สึกเหมือนมีพลังจิต การใช้สมองเหนืุ์ไม่ใช่เื่ใหม่ั้แ่ผมลองเข้าซิมูเลชันแล้วแต่อันนี้เหมือนเอาโลกในเกมมาไว้ในชีวิตจริง ผมมารู้ภายหลังว่า ตอนจะสั่งต้องฝึกคิดคำชื่อเอไอตอนสั่งด้วยเพื่อแยกระหว่างความคิดปกติกับคำสั่งไม่งั้นไอรินจะเผลอรับคำสั่งที่ไม่้าด้วย
"พอเรามาถึงห้องไม่เห็นท่านเราก็เลยกดดูเผื่อว่าท่านจะหนีไป จริง ๆ ก็ไม่ได้ห้ามนะ แค่ดูเฉย ๆว่าท่านขโมยอะไรไปไหม พอรู้ว่าท่านไปเที่ยวย่านสามเสาั้แ่ตอนเช้าเพลินมาจนถึงตอนนี้เราก็ไปนั่งฟังดีเบตของเราต่อจนกระทั่งเอวีเอสอีของเราแจ้งเตือนว่าท่านกลับมาตอนนี้"
ถ้าสิ่งที่ธรณีพูดเป็จริงนับว่าผมมองเขาผิดไปมากผมจินตนาการว่าเขาจะคอยดูว่าผมอยู่ที่ไหนทุกครั้งที่มีเวลาว่างเหมือนเป็ผู้คุมนักโทษ อย่างที่เขาว่าผมอาจสำคัญตัวเองผิดไปหรือมองเพื่อนแง่ลบเกินไป
“ตกลงท่านจะตอบเองไหมหรือให้เราเดาว่าท่านไปสมัครงานมา” แววตาธรณีดูสนใจเหมือนเป็พิเศษ
"ใช่ ฉันไปสมัครงานมา" ผมจงใจไม่เอ่ยถึงเหตุการณ์ที่บ้านของหญิงชราแปลกหน้ากลัวเื่จะยืดเยื้อ ดูเหมือนเพื่อนผมจะไม่ได้สนใจจุดนั้นอยู่แล้วผมบอกว่าไม่มีใครรับเพราะต้องสมัครผ่านไรต์จ็อบส์ แต่ผมล็อกอินไม่ได้เพราะไม่มีเลขบัตรประชาชน และทุกที่ก็ถามถึงเครดิตแบงก์ ธรณีทำทีเป็พยักหน้าอย่างเข้าใจผมเชื่อว่าเขาคาดเดาเื่นี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
"แล้วตำแหน่งที่นายเสนอ ไอ้นักจับใจความนี่ไม่ต้องใช้เหรอ" ผมถาม รู้แค่ว่ายุคนี้ไม่ค่อยมีใครใช้พอร์ตโฟลิโอเพราะสร้างหลักฐานง่ายแล้วต้องเสียเวลาตรวจสอบมีอยู่บางบริษัทนวัตกรรมหรือการศึกษาที่ต้องมีผลงานวิจัยมาก่อนแต่ส่วนใหญ่จะแค่สัมภาษณ์ กับให้ทดสอบสกิลสด ๆเพราะคิดว่ายังไงก็ต้องปรับพื้นฐานใหม่อยู่ดี่ฝึกงาน
"จริง ๆ...ถ้าพรุ่งนี้เขาประกาศลงเว็บแล้วก็ต้องใช้เหมือนกันแต่ถ้าเราพูดดักไมตรีไว้ก่อนว่า มีเพื่อนสนใจงานนี้ คณะกรรมการก็อาจจะลัดขั้นตอนให้ไมตรีบอกว่าถามอิทธิแล้วว่าถ้ามีคนรู้จักก็ลองมาสัมภาษณ์ดูได้เลยที่บริษัทเราส่วนใหญ่ก็เป็งี้ รอดูเพอร์ฟอร์แมนซ์[1]่ทดลองงานจริงเลยไม่เหมือนบริษัทอื่นที่จะขอดูสกิลในเครดิตแบงก์ว่าต่ออายุหรือยัง หรือถ้าอยากได้อะไรเพิ่มก็จะโทรถามนิกรณ์ให้"
มีชื่อที่ผมไม่รู้จักโผล่มาอีกสองชื่อ เดาว่าเป็คนที่เป็ระดับหัวหน้าของธรณีส่วนนิกรณ์ผมรู้มาแล้วว่าเป็นักจับใจความอีกคนในบริษัทผมไม่จำเป็ต้องถามรายละเอียดเพิ่ม เพราะไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจอยู่ดี
"อันนี้เป็นโยบายของบริษัทเองเลยนะไม่ได้เกี่ยวกับเรา" ธรณีเน้นย้ำเื่นี้มาสองรอบแล้วผมรู้ว่าเขาเกลียดการอุปถัมภ์เป็ที่สุดไม่มีทางเอาตัวเองไปเกี่ยวข้องกับระบบเส้นสายแต่การที่มาบอกเขาก่อนที่จะรับสมัครคิดอีกแง่มุมก็คืออุปถัมภ์อยู่ดี
"แล้วพวกภูมิหลัง ประวัติการทำงานหรือสถานที่เกิดอะไรเทือกนี้ล่ะ"
ธรณีไม่ได้ตอบทันที เขาทำหน้าครุ่นคิดพลางส่ายศีรษะเป็ระยะน่าจะเป็จุดที่ไม่ได้คาดเดาไว้ล่วงหน้า
"เรานึกวิธีอื่นไม่ออกนอกจากการปลอมภูมิหลังนิดหน่อย"เขาพูดด้วยท่าทางคล้ายกระอักกระอ่วน เข้าใจดีว่าชายผู้นี้ไม่ชอบการโกหกให้ข้อมูลเพิ่มว่าปกติกรรมการบริษัทนี้จะไม่ค่อยตรวจสอบข้อมูลมากกรณีที่มีคนในแนะนำมาเพราะหลายคนพอหมด่ทดลองงานก็ไม่ได้ไปต่อ ยกเว้นคน ๆนั้นจะไปก่อปัญหาให้บริษัทเสียหาย กลายเป็จุดสนใจให้ตรวจสอบ “บอกไว้ก่อนเราจะแค่แนะนำว่าท่านพอมีความสามารถที่จะทำงานนี้ได้ไม่ได้รับรองความถูกต้องข้อมูลส่วนตัวท่าน”
“แล้วเงินเดือนล่ะเดี๋ยวนี้ไม่ใช้ธนบัตรกันแล้ว ต้องทำยังไง” ผมถามอีกประเด็นที่กังวล
“ค่าตอบแทนได้เท่า ๆกับมาตรฐานตำแหน่งเดียวกันในสภาวิชาชีพนั่นแหละ ท่านเลือกรับเติมเงินผ่านบัตรเอ็มการ์ด ได้เลยระหว่างนี้ท่านอาจต้องเรียนหลักสูตรออนไลน์ระยะสั้นที่วิชาเกี่ยวกับทักษะจับใจความไปด้วยถ้าผ่าน่ทดลอง ผลงานท่านดีบริษัทก็น่าจะจ้างต่อโดยไม่ถามอะไรมากตกลงท่านจะเอาไหม”
ธรณีรอคอยคำตอบดูจดจ่อ ผมครุ่นคิดมาตลอดทางั้แ่สวนสาธารณะแล้วไม่เปลี่ยนใจอีก นี่เป็โอกาสสุดท้ายสำหรับผม
"ฉันจะลองสมัครดู"แม้จะคิดมาแล้ว แต่เสียงผมก็ยังแ่เบาไร้ความหนักแน่น ทว่าธรณีอ้าปากค้างอย่างประหลาดใจ
"เซอร์ไพรส์นะเนี่ยมากที่สุดในรอบวันเลย" เพื่อนยิ้มย่องอย่างพอใจ
"ไม่ต้องประชดเลยบอกมาว่าต้องทำไงบ้าง"
"เดี๋ยวเราแชตบอกไมตรีให้เขาติดต่ออิทธิซึ่งเป็กรรมการบริษัทอีกทีถ้าเขาบอกโอเค พรุ่งนี้ท่านก็ไปที่บริษัทกับเราเลย"
"เร็วขนาดนั้นเลยเหรอไม่ให้เวลาตั้งตัวกันเลยเหรอ"
"เตรียมตัวนิด ๆ หน่อย ๆคืนนี้ก็พอแล้ว มีการสัมภาษณ์ และแสดงความสามารถนิดหน่อย"
คำตอบธรณีทำให้ใจผมเต้นรัวไม่ได้ทำให้สบายใจเลยแม้แต่น้อยเมื่อนึกถึงภาพที่ต้องออกไปยืนหน้าห้องท่ามกลางทุกสายตาที่จับจ้อง คืนนี้คงเป็อีกคืนที่ไม่ได้งีบหลับเสียดายที่ไม่ได้นอนตุนไว้
คำตอบของธรณีไม่ได้ทำให้ผมสบายใจขึ้นเลย
“ตกลงท่านในใจจริง ๆ ใช่ไหม”ธรณีถามย้ำอีกครั้ง คงรู้นิสัยขี้ลังเลของผมดี
“เออดิ” ผมยืนยันคำตอบสุดท้ายรอยยิ้มเพื่อนยังไม่จางหายไป สวนทางกับสีหน้าวิตกของผมอย่างเห็นได้ชัด
"ฉันมีเื่ขอร้องนายสองอย่างอย่างแรกจะปลดเ้านี่ได้รึยัง” ผมยื่นข้อมือที่สวมกำไลให้ธรณีดู ธรณีเดินออกจากห้องมากดปุ่มบนกำไลแล้วใช้ฝ่ามือโบกผ่านแทนรหัสผ่านกำไลคลายตัวออกอย่างง่ายดายปลดปล่อยข้อมือผมเป็อิสระ ปราศจากความอับชื้นและกลิ่นเหม็นทั้งหมดทั้งปวง
“ดีเหมือนกันดูมาตั้งนานก็ไม่เห็นมีอะไร ี้เีดูละ .... แล้วอีกอย่างว่าไง”
ผมลังเลชั่วอึดใจก่อนบอกเื่ไร้สาระออกไป“ฉันขอใช้ คำว่า ฉันกับนาย ต่อไปได้ไหม ... ที่ฉันจะถามคือคนเป็เพื่อนรุ่นเดียวกันเรียกกันแบบนี้เป็ปกติรึเปล่า" จริง ๆผมอยากพูดว่ารู้สึกทะแม่งๆ ไม่ก็กระดากปาก
"ถามว่ามีไหม ก็ต้องมีอยู่แล้วแต่เป็ส่วนน้อย เราไม่ว่าหรอก มันเป็สิทธิของท่านั้แ่แรกแล้วแต่ยังไงเราก็สะดวกของเราแบบนี้"
"ใช่มันก็เป็สิทธิของนายเหมือนกัน" ผมสวนกลับธรณีบ้าง อาจทำให้ท่าทางหยิ่ง ๆของเขาลดลง
"แต่เราขอแนะนำว่าให้ท่านฝึกไว้ก่อนให้ชินไว้ดีกว่าจะได้เป็ประชากร 90% ถ้าไม่อยากให้คนอื่นจ้องท่านนะ"
ผมนึกถึงยายออมสินกับตาโบว์ลิ่งสรรพนามที่เรียกกันปกติในยุคผม มีแต่คนเฒ่าคนแก่เท่านั้นที่พูดถ้าเห็นคนหนุ่มพูดคงถูกมองเป็ตัวประหลาดอย่างที่ธรณีบอก ผมมารู้ภายหลังว่าผู้คนเริ่มพูดสรรพนามชุดนี้มาั้แ่กว่า50 ปีก่อนเพราะ้าตัดระบบอุปถัมภ์ที่แฝงมาจากภาษาออกไปเสริมสร้างความเท่าเทียม เหมือน คำว่า ‘I’ กับ ‘You’ ในภาษาอังกฤษแม้จะรู้สึกอึดอัดแค่ไหนก็คงต้องฝืนพูดให้เหมือนคนโบราณในยุคสมัยใหม่ ...
"นายช่วยติวข้อสอบให้ฉันหน่อยได้ไหม"ผมรีบพูดดักไว้เมื่อเห็นเพื่อน กำลังจะกลับเข้าห้อง
“ไหนว่ามีแค่สองเื่ไง”
“เพิ่งนึกออก...ถ้านายไม่ว่างก็ไม่เป็ไร”ผมค้อมตัวเล็กน้อยเป็เชิงขอร้อง รู้สึกขัดใจตัวเองที่ต้องเอ่ยปากพึ่งพาคนอื่นอีกจนได้
“ตอนนี้เลยไหม” ธรณีเสนอ ผมพยักหน้าผมเดาใจเพื่อนคนนี้ไม่ออก เขาคงจะรอเวลานี้มานาน บางทีอาจรู้สึกถึงชัยชนะชายผู้นั้นบอกให้ผมนั่งรอเขาเก็บงานตัวเองสักครู่ที่โซฟาเตียงของผมผมเพิ่งนึกบางอย่างออก เลยพูดออกไป กลัวลืม
“มีอีกเื่ นายจะว่าอะไรไหมถ้าฉันจะยืมที่โกนหนวด เมื่อกี้ออกไปข้างนอกก็ลืมซื้อ”ผมพูดพลางคลำหนวดเคราอันหนาเตอะของตนเอง
“ไม่น่าถาม มากกว่านี้ก็ให้มาแล้ว”เพื่อนพูดเหมือนรำคาญ
ทว่าคำประชดประชันนั้นกลับทำให้ผมอมยิ้ม
[1]Performance ในที่นี้หมายถึงประสิทธิภาพ, สมรรถนะ, ผลการปฏิบัติงาน