กังหลงกำหมัดแน่นพลังปราณไหลเวียนผ่านจุดชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดผ่านจุดจักระทั้งเจ็ดเข้าสู่ตันเถียนแล้วควบแน่นส่งออกอย่างรวดเร็ว กังหลงรับรู้ถึงพลังที่เพิ่มพูนขึ้นหลายเท่าในทันทีพร้อมต่อยออก ยามที่หมัดพุ่งเข้ารับหมัดเพลิงตรงหน้าทั้งสอง
เมื่อเห็นว่ากังหลงมิได้หลบหลีกดังเช่นสองครั้งที่ผ่านมาเยี่ยนซานก็ฉีกยิ้มที่มุมปากอย่างเหี้ยมเกรียม ด้วยพลังหมัดอัคคีคู่ต่อให้คู่ต่อสู้มีระดับพลังสูงกว่าตนถึงสองขั้นเยี่ยนซานมั่นใจว่าพลังหมัดของตนสามารถทำให้ผู้นั้นถึงกับาเ็สาหัสปางตายได้ในทันที จึงมิต้องพูดถึงเ้าขยะตรงหน้าผู้ที่มีระดับพลังให้เห็นชัดเจนว่าเพียงแค่ปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นเก้า่ชั้นสูงสุดเท่านั้น เพียงนึกถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในใจเยี่ยนซานก็รู้สึกยินดียิ่งแล้ว
"บึ้มม..!!"
เมื่อหมัดทั้งสองฝ่ายกระทบกันได้เกิดเสียงะเิดังกัมปนาทขึ้นจนแก้วหูแทบแตก พร้อมกันนั้นยังมีเสียงกระดูกแตกหักและเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มฝุ่นละอองที่กำลังคละคลุ้งจากความรุนแรกของการปะทะกันของพลังทั้งสองฝ่าย
"แคร่ก แคร่ก..กร๊อบ...!!"
"อ๊ากกกก..."
ตุ๊บ..!!
หลังเสียงตกของใครบางคนดังออกมาไม่นานฝุ่นก็จางหายไป ภาพกลางลานประลองจึงได้ชัดเจนขึ้นเมื่อเห็นสภาพเบื้องหน้าหลายคนต่างหน้าถอดสี ไม่นานเสียงหลากหลายก็ดังขึ้นจากปากของผู้ชม และแม้แต่หม่าซานและพวกที่เฝ้ารอดูก็ยังอดไม่ได้ต้องบังเกิดเสียงอุทานออกมาเช่นกันเมื่อเห็นคนผู้หนึ่งนอนจมกองเืแขนทั้งสองข้างแตกหักเกือบไม่มีชิ้นดี
"โอ..เป็ไปไดอย่างไรกัน.."
"ฆ่ากันแล้ว ฆ่ากันแล้ว.."
"ไม่น่าเป็ไปได้.."
"เหลือเชื่อเกินไปแล้ว"
เสียงแปลกใจเหล่านี้ต่างดังออกมาด้วยความแปลกใจและความไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ปรากฎจากผู้ชมหลายคน เนื่องจากผู้ที่นอนจมกองเืที่คล้ายจะหมดสติไปแล้วจากอาการาเ็สาหัสแขนทั้งสองข้างของคนผู้นั้นแตกหักไปหาลายท่อน และคนผู้าเ็นั้นไม่ได้เป็เด็กหนุ่มจากตระกูลกังที่ทุกคนต่างััได้ว่ามีระดับพลังที่ต่ำกว่าคู่ต่อสู้ แต่คนผู้นั้นกลับเป็นายน้อยจากตระกูลเยี่ยนที่มีระดับพลังที่เหนือกว่าถึงสามขั้นย่อย หลายคนจึงกังขากับผลที่ปรากฎออกมา บางคนถึงกับขยี้ตาเพราะคิดว่าตาฝาดไป
ตอนนี้เยี่ยนซานแขนหักทั้งสองข้างนอนหมดสติจมกองเืส่วนกังหลงยังยืนหยัดอยู่ไม่มีร่องรอยาเ็สาหัสใด มีเพียงสองหมัดเท่านั้นที่คล้ายถูกเปลวเพลิงเผาไหม้ถลอกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ส่วนหม่าซานทำท่าขยับกายหมายจะพุ่งตัวออกไปเพื่อต่อสู้กับกังหลง คิดจะกู้หน้าให้กลุ่มของตนซึ้งพ่ายแพ้ด้วยฝีมือของคนที่ตนมองว่าเป็ขยะไปถึงสองคนแล้ว แต่ก็โดนผู้ติดตามฉุดรั้งไว้ก่อนพร้อมเตือนสติขึั้นเบา ๆ
"นายน้อยอย่าได้ออกไป..ท่าทางแล้วเหมือนจะมีอะไรที่ดูแปลกแปลก และตอนนี้ก็อยู่ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับร้อย หากขืนลงมืออีกเดี๋ยวจะโดนผู้คนประนามว่าฝ่ายเราใช้พวกมากเข้ากลุ่มรุมอีกฝ่าย เดี๋ยวจะเป็การเสื่อมเสียไปถึงตระกูลจนทำให้ผู้นำตระกูลตำหนิและลงโทษเอาได้"
"ข้าไม่เชื่อว่าเ้าขยะกังหลงจะพลันเก่งกาจขึ้นอย่างกระทันหัน ทั้งที่เมื่อวานมันยังโดนโจมตีอยู่เพียงฝ่ายเดียวโดยมิกล้าตอบโต้แม้แต่น้อย แต่วันนี้ทั้งเยี่ยนซื่อและเยี่ยนซานต่างเป็ฝ่ายโดนกำจัดซะเอง มันต้องมีอะไรที่ผิดพลาดอย่างแน่นอน"
หลังจากครุ่นคิดจึงกล่าวกับกังหลงอย่างอาฆาต เนื่องด้วยยังมีข้อตกลงของคู่ต่อสู้ทั้งสองที่หลายคนรับทราบอยู่
"วันนี้นับว่าเ้าโชคดีไป แต่สามวันหลังจากนี้พวกข้าจะไปคิดบัญชีกับเ้า และทางตระกูลเยี่ยนเองก็คงไม่คิดปล่อยเ้าไปเช่นกัน"
"พวกเรารีบนำนายน้อยตระกูลเยี่ยนทั้งสองกลับไปรักษาที่ตระกูลของข้าก่อน แล้วให้คนรีบไปแจ้งถึงเหตุการที่เกิดขั้นกับตระกูลเยี่ยนด้วย"
พูดจบก็พากันจากไป ส่วนกังหลงเมื่อมองเห็นผลที่เกิดขึ้นจึงรีบจูงมือเยี่ยนฟางมุ่งไปยังร้ายโอสถของตระกูลกังเพื่อจะแจ้งให้กังหยางรับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และ้าหาสิ่งของที่จำเป็ให้ครบเพื่อจะได้รีบออกจากตระกูลกังให้เร็วที่สุด
"ไปเยี่ยนฟาง รีบไปหาท่านพ่อที่ร้านโอสถของตระกูลกัน และพี่จะรีบหาซื้อของที่้าให้พร้อมสำหรับการออกเดินทางในวันพรุ่งนี้.."
กังหลงเดินไปพลางส่ายหน้าไปพลาง จากการต่อสู้ที่ผ่านมาเมื่อครู่ เมื่อเยี่ยนซานใช้เคล็ดวิชาของตระกูลโจมตีออกมาจะเห็นได้ว่ามีความรุนแรงยิ่ง หากแม้นตนมิโจมตีอย่างสุดกำลังและหากตนมิได้เปิดจุดเส้นชีพจรโปร่งโล่งไปทั้งหมดแล้วการโจมตีด้วยพลังปกติจะต่อต้านการโจมตีด้วยเคล็ดวิชาคงเป็เื่ยาก ครานี้จึงได้เห็นความสำคัญของเคล็ดวิชาซึ่งเป็สิ่งที่ตนต้องเรียนรู้อย่างรวดเร็วที่สุดถ้าหากตนคิดจะยืนหยัดบนเส้นทางของนักบู๊อย่างปลอดภัยในวันข้างหน้า
เมื่อไปถึงร้านโอสถของตระกูล เมื่อได้พบเจอกกับบิดา กังหลงก็บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กังหยางรับฟังไปพยักหน้าไป และอีกใจหนึ่งก็รู้สึกยินดีที่บุตรชายสามารถต่อกรจนชนะคู่อริไปได้ แม้จะทราบว่าต่อไปภายภาคหน้ากังหลงคงเป็การยากที่จะไม่ต้องตกเป็เป้าในการตามล่าและท้วงแค้นจากตระกูลเยี่ยนไปได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้แม้จะเลวร้ายแต่ยังมีข้อดีคือจะทำให้บุตรชายได้รับการหล่อหลอมจนแข็งแกร่งกลายเป็ชายชาตรีได้ในที่สุด และเมื่อทราบว่ากังหลงได้ซื้อหาของที่้าครบเป็ที่เรียบร้อยแล้ว กังหยางจัดการสั่งการที่ร้านโอสถของตระกูลชั่วครู่เสร็จสิ้นจึงรีบพาทั้งสองเดินทางกลับตระกูลในทันที
ภายในตระกูลหลังจากเตรียมข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็ใส่ไว้ในถุงมิติทองคำ กังหลงก็แยกบางส่วนมาทำเป็ห่อสัมภาระสะพายไว้หัวไหล่ขนาดพกพาห่อหนึ่ง เพื่อไม่ให้ใครสงสัยถึงการมีอยู่ของถุงมิติทองคำกังหลงจึงเก็บถุงมิติไว้ในแหวนอีกที
วันรุ่งขึ้นหลังจากที่เตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้นกังหลงไปรับสารที่กังหยางเขียนเสร็จสิ้นพอดีและสอบถามเส้นทางไปยังตระกูลหยางจนเป็ที่เข้าใจ กังหลงจึงอำลาคนทั้งหลายครู่หนึ่งและออกเดินทางในทันที
กังหลงเดินไปตามเส้นทางที่กังหยางบ่งบอกได้ระยะหนึ่งเพื่อไม่ให้ทุกคนสงสัย ผ่านไประยะหนึ่งมองซ้ายมองขวากำหนดจิตสำรวจเมื่อมิพบเห็นใครติดตาม กังหลงจึงรีบวกเข้าสู้เขตเทือกเขาเนตรอสูรโดยตรง ความเป็จริงแล้วกังหลงไม่ได้ตั้งใจจะไปฝึกฝนที่ตระกูลหยางแต่อย่างใด แต่เพียง้าหาเหตุผลเพื่อให้ได้ออกจากตระกูล จุดประสงค์ที่ตั้งใจจะไปฝึกฝนคือตำหนักนิลกาลจน์ในเขตเทือกเขาเนตรอสูรเพียงเท่านั้น
แต่กังหลงก็ไม่อาจละทิ้งการไปตระกูลหยางเพื่อพบพี่น้องร่วมสาบานของบิดาตามที่บิดาคาดหวังอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากหากบิดาทราบว่าตนไม่ได้ไปเยือนตระกูลหยางและเกิดเป็ห่วงออกตามหาจะก่อให้เกิดเื่วุ่นวายที่ยากจะรับได้
กังหลงจึงวางแผนการฝึกฝนครานี้ไว้ อันดับแรกต้องเข้าไปฝึกฝนที่ตำหนักนิลกาลจน์ ซึ่งมีสิ่งที่ต้องทำต้องฝึกฝนหลายอย่างรออยู่ เมื่อฝึกฝนเป็ที่พอใจระยะหนึ่งก็จะเดินทางไปหาประสบการณ์ที่ตระกูลหยางสัก่เวลาหนึ่งแล้วค่อยกลับไปยังตระกูลกังตอนที่ใกล้ครบกำหนดการประลองคัดเลือกผู้นำตระกูลรอบต่อไป
กังหลงเริ่มเดินทางเข้าสู่เขตเทือกเขาเนตรอสูร พอถึงเขตเทือกเขาชั้นที่หนึ่งกังหลงหยิบยาสมุนไพรซ่อนกลิ่นอำพรางกายที่เหลือจากวันก่อนมาใช้เพื่อปิดบังกลิ่นกายไม่ให้สัตว์อสูรพบเจอ