ธรณีใช้มือหยิบอาหารกินด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยละทิ้งมาดผู้ดีไปจนหมดสิ้น
“กินแบบนี้เลยเหรอ”ผมพูดเสียงสูงด้วยความตื่นตะลึง
“ทำไมเหรอเราฉีดน้ำยาฆ่าโรคแล้ว อยู่ใต้โต๊ะ กดได้เลย”
“ไม่ใช่อย่างนั้นมันดูไม่สุภาพ”
“ก็ปกตินะคนไทยสมัยโบราณก็กินกันแบบนี้ ไม่เห็นต้องใช้ช้อนให้ลำบากเลย ที่ล้างมือก็มีให้”เพื่อนพูดดูสบายใจ ผมมองรอบข้าง แทบทุกโต๊ะก็ใช้วิธีการเดียวกันยกเว้นอาหารที่เป็ซุป ผมไม่ชินกับการใช้มือกินข้าวเป็เม็ด ๆจึงกดปุ่มบนโต๊ะ เรียกหุ่นยนต์ให้เอาช้อนส้อมมาเพิ่มโชคดีที่ผมขอเศษไก่สังเคราะห์ชิ้นเล็ก ๆ ไว้ชิมก่อนที่ธรณีจะใช้มือหยิบผมกดล้างมือใต้โต๊ะแล้วจับส้อมจิ้มเข้าปากก็พบว่ารสชาติไม่ได้ต่างจากเนื้อไก่ปกติถ้าไม่มีอคติรู้ล่วงหน้าคงแยกไม่ออก ส่วนผัดกะเพราอร่อยกว่าที่คิด รสกลมกล่อมแปลกๆ
“แล้วนี่อะไร”ผมชี้ไปที่เครื่องปรุงบนโต๊ะที่ดูแปลกตา นอกจากผงน้ำตาล เกลือ และพริกป่น
“ผงเลิศรส”ผมได้ยินคำตอบของเพื่อนไม่ผิด มันไม่ใช่ผลชูรส มันเป็สารโครงสร้างโมเลกุลซับซ้อนที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นปุ่มรับรสบนลิ้นโดยตรงจึงสามารถกำหนดรสชาติอาหารได้อร่อยได้ โลกนี้มีอะไรจริงบ้างเนี่ย
ธรณีกินไก่สังเคราะห์ขนาดเท่าลูกชิ้นสี่ชิ้นหมดอย่างรวดเร็วแล้วก็อิ่ม ไม่แปลกใจที่เขาจะรูปร่างผอมแสดงว่าเขาไม่ได้โกหกเื่กินก่อนกลับคอนโด ผมเห็นเขาดูกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุเมื่อครู่จากแอปสมาร์ตซิตี้ตอนนี้พื้นที่เต็มไปด้วยนักข่าวหลายเ้า รถลากกำลังนำเศษซากรถออกจากพื้นที่ผมเห็นหญิงคนหนึ่งถือไมโครโฟนที่มีโลโกของบริษัทซัมนิวส์ร่างโปร่งบางสวมชุดราตรีสีแดงสดที่จีบพลิ้วไหวไปตามสายลมดวงตากลมโตของเธอเปล่งประกายในวงหน้าที่ได้รูป โดดเด่นเป็เอกลักษณ์ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเธอเป็ใคร จึงถามเพื่อนว่ารู้จักไหม
“เออ...” ธรณีเอียงคอครุ่นคิด“เหมือนจะชื่อ เจน หรือ จาน อะไรซักอย่างนี่แหละ”
“อยู่บริษัทเดียวกันรึเปล่าเนี่ย”ผมไม่เชื่อว่าธรณีจะไม่เคยเห็นหญิงสาวสวยชุดสีแดงร้อนแรงโดดเด่นเป็เอกลักษณ์ขนาดนี้เขาจะจำไม่ได้เชียวหรือ
“บริษัทเราไม่ใช่เล็ก ๆ นะมีพนักงานเป็ 100 คนเขาอยู่ฝ่ายอาชญากรรม แต่เราอยู่ฝ่ายการเมือง ไม่รู้จักก็ไม่แปลก” ธรณีใช้คำว่าเขาแทนผู้หญิงคนนั้นสรรพนามบุรุษที่สามคำนี้ใช้แทนทั้งสองเพศ ผมพอจะเห็นภาพธรณีคงไม่ค่อยคุยกับใครในบริษัท ถ้าไม่ใช่เื่การเมืองที่เขาสนใจผมละสายตาจากนักข่าวสาวก่อนที่จะเคลิบเคลิ้มไปมากกว่านี้ ถามเื่อื่นแทน
“ดูได้ขนาดนี้ คนโรคจิตก็แอบบส่องฉันแล้วตามไปทำร้ายได้สิ”
“แค่ท่านเดินผ่านใครถ้าเขาไม่พอใจก็ตามไปทำร้ายได้อยู่ดี นั่นแหละ มันขึ้นระบบความปลอดภัยส่วนรวมและส่วนตัวกับ ตำรวจมากกว่า ถ้าท่านจะแย้งเื่ความเป็ส่วนตัว มันไม่ผิดอยู่แล้วเพราะกล้องวงจรปิดมีเฉพาะในพื้นที่สาธารณะ”
ผมไม่อยากเถียงต่อ เลยหันกลับไปจัดการอาหารของตนเองให้เสร็จแทน สองสามีภรรยาโต๊ะข้าง ๆ ลุกไปแล้วตอนนี้ยังไม่มีใครมาเพิ่มเก้าอี้จึงเก็บไว้ใต้ดินถ้าเป็ผมคงเก็บทีเดียวตอนปิดร้าน เพราะการเลื่อนขึ้นเลื่อนลงน่าจะกินไฟน่าดูเห็นแล้วรู้สึกจุกลึก ๆ ในอกการออกแบบที่ดูสิ้นเปลืองพลังงานเพื่อความโล่งสบายตาเช่นนี้เป็ความหรูหราที่ผมไม่เคยมีโอกาสััยิ่งตอกย้ำความรู้สึกเป็คนนอกซึ่งเป็ส่วนเกินของสังคมยุคนี้
ธรณีกดปุ่มให้ภาพจากหน้าจอมือถือมาแสดงผลที่แว่นตาแทนแล้วเก็บสมาร์ตโฟนใส่กระเป๋าเสื้อ เขาลุกยืนเพื่อขอตัวไปทำธุระส่วนตัวห้องน้ำสาธารณะอยู่ห่างออกไปแค่100 เมตร
“ท่านเอาบัตรมาด้วยใช่ไหม”เขาถามย้ำก่อนทิ้งรูมเมตไว้เพียงลำพัง ผมพยักหน้ารับคำภาพที่หยิบบัตรใส่กระเป๋ากางเกงก่อนก้าวออกประตูห้องยังแจ่มชัดในความทรงจำ
เ้าของร้านยังดูรายการดีเบตแห่งชาติอยู่ตามเดิม ผมรู้ภายหลังว่าสิ่งนี้มีแทบทุกวันทุกการกระทำทางการเมืองต้องผ่านประชามติ จะกลุ่มใหญ่แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าเื่นั้นส่งผลต่อใครบ้างทั้งประเทศ ทั้งจังหวัดหรือทั้งตำบล
ผมเคยถามเื่นี้แล้วั้แ่วันแรก ๆที่มาถึง
“ถ้าประชาชนไม่ได้มีอำนาจเองจะเรียกว่าประชาธิปไตยได้ไง”ธรณีตอบในตอนนั้น
“ก็ประชาธิปไตยตัวแทนไง” ผมแย้ง“ประเทศไหน ๆ ในโลกนี้ก็ใช้ประชาธิปไตยตัวแทนทั้งนั้นแหละ”
ธรณีหัวเราะ"ตัวแทนไม่เท่ากับประชาชนอยู่ดี เรางงว่าทำไมคนโบราณถึงกล้าเรียกตัวเองว่าเป็ประชาธิปไตย"
{ ธรอ้างอิงถึงงานวิจัยเื่ตัวแทนอำนาจของนายจอห์น นามสกุลอะไรสักอย่างที่ผมจำไม่ได้นักวิจัยคนนั้นทดลองโดยให้คนกลุ่ม Aซึ่งมี 100 คน เลือกเพื่อนที่คิดว่าสนิทและใจตรงกันมากที่สุดมาอย่างละคน ซึ่งสมมุติว่าเป็กลุ่ม B โดยทั้งสองกลุ่มไม่ทราบว่าจะทดลองอะไรตอนเลือก จากนั้นให้ทั้งสองกลุ่ม ตอบคำถามที่เป็ไดเลมมา[1] เกี่ยวกับประเด็นสังคมทั่ว ๆไปว่าจะแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน โดยมีตัวเลือกให้สามตัวเลือก ผลปรากฏว่า คนในกลุ่ม Aตอบตรงกับ คนในกลุ่ม B เพียง 30% เท่านั้นถึงจะทดลองอีกรอบโดยบอกคำถามที่จะถามกลุ่ม B ล่วงหน้า ก็แค่เพิ่มมาเป็ 50% เท่านั้นผลการทดลองสรุปว่า ตัวแทนไม่เท่ากับประชาชน
“แต่บางทีเราก็ไม่ได้้าคนที่คิดตรงกับเรารึเปล่า เราแค่อยากหาคนที่เราไว้ใจว่าเป็ผู้เชี่ยวชาญมาแก้ปัญหา”
“ถ้าผู้เชี่ยวชาญ คนนั้นทำไม่ตรงกับใจเราซ้ำๆ ล่ะ ท่านจะยังไว้ใจเขาไหม ท่านจะเลือกใหม่ก็ได้นะ แต่ต้องรออีกสี่ปี” ผมคิดคำโต้แย้งไม่ทันมีส่วนจริงอย่างที่เขาบอกมีหลายครั้งที่นักการเมืองในยุคผมเลือกไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้โดยอ้างเหตุผลสารพัดจนผู้คนมองว่าเป็แค่การโฆษณา เป็แค่ละครน้ำเน่าที่อ้างประชาชนมาทำเพื่อผลประโยชน์ตนเองแต่น่าแปลกใจอยู่อย่างหนึ่ง แม้ว่าทุกคนจะรู้เท่าทันรูปแบบการเมืองเช่นนี้มานานแล้วแต่มันก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง
“แล้วไม่กลัวเผด็จการเสียงข้างมากเหรอ... แบบว่าประชาชนโดนบิดเบือนให้หลงเชื่อ ล้างสมอง อะไรแบบนี้”
“อะไรคือล้างสมอง ฟังดูเหมือนหนังไซไฟนะ”ธรณีหัวเราะอีกแล้ว เขาคงตลกจริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจดูถูกผม “ท่านพูดเหมือนกับว่าคนเราคิดเองไม่ได้อย่างนั้นแหละ เื่คริติคัลธิงกิ้ง[2]เขาสอนกันั้แ่ชั้นประถมเลยนะมีนักคิดนักเขียนเคยกล่าวถึง กฎ 80-20 ของการสื่อสารว่า ถ้าไม่เข้าใจ 80%เป็ความผิดผู้สื่อสาร อีก 20% เป็ความผิดผู้รับสาร”
” ใช่ บางคนคิดเองได้ แต่เขาได้รับข้อมูลเท็จหรือพวกข่าวปลอมไง” ผมเถียงกลับด้วยความจริง
“เดี๋ยวนี้ ข้อมูลถูกตรวจสอบตลอดเวลาไม่ว่าจะด้วยเอไอหรือคนก็ตาม ทุกคนสามารถใช้เอไอในแอปเช็กได้ทันที ถ้ายังไม่ได้คำตอบก็ให้สำนักรูเมอร์ แฟกต์-เช็กเอกชน(Rumor fact check) หรือศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมที่เป็องค์กรอิสระตรวจสอบให้ก็ได้ ถ้ากลัวมีไบแอส[3] ยังสามารถตรวจสอบจากหลายๆ ที่ แล้วดูว่าข้อมูลตรงกันหรือไม่ หรือใช้พวกแอปตรวจสอบชั้นที่สองแบบสำนักข่าวทุติยภูมิก็ยังได้... ถ้ามีคนโดนล้างสมองมา เราก็แค่ล้างสมองเขากลับ”
ผมไม่รู้จะเถียงอะไรเพราะเวลานั้นเพิ่งมาโลกนี้ยังไม่ถึงสัปดาห์ ยังไม่ได้มีข้อมูลโลกนี้มากพอผมนึกถึงข่าวถ่ายทอดการอภิปราย ของ สส ในสภา จึงลองหย่อนคำถามแทน
“แล้วแบบนี้จะมี สส ไปทำไมถ้าสุดท้ายทุกการตัดสิน ต้องมาจาก ประชามติอยู่ดี”
“พรรคการเมืองไม่ใช้ผู้ปกครองประเทศแต่เป็เครื่องมือที่ประชาชนใช้ปกครองประเทศ” }
ธรณีคงเห็นสีหน้างงงวยของผมจึงอธิบายต่อ“ประชามติเป็แค่ขั้นตอนสุดท้ายเฉย ๆ แต่ก่อนหน้านั้นยังต้องมีคนทำหน้าที่ในเบื้องต้นส.ส. ยังอภิปราย วิเคราะห์ ร่างกฎหมายอย่างละเอียด นายกรัฐมนตรีและรมต.ก็ยังมีอำนาจสั่งการได้ แต่ถ้าเป็โครงการใหญ่ต้องผ่านประชามติศาลก็ยังตัดสินได้แต่ถ้าประชาชนอุทธรณ์ก็ต้องตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่ของนักกฎหมาย”
ในตอนนั้นธรณีก็ถามว่าจะให้ขยายความไหมแต่เป็ผมเองที่ปฏิเสธข้อเสนอ ผมไม่อยากรับรู้เื่ราวอันวุ่นวายน่าปวดหัวนี้แต่ผมก็เผลอคิดทบทวนโดยไม่รู้ตัวบ่อยครั้ง ถ้าทุกการตัดสินมาจากประชามติจริงก็จะตัดปัญหาสวิงโพลิติเชียน[4]ได้ส.ส. กลุ่มนี้จะอ้างตนเองว่าเข้ากับใครก็ได้ แท้จริงแล้วไม่ยึดตามอุดมการณ์ขอแค่ได้มีตำแหน่งแค่นั้น ทำให้เลือกพรรคไหนก็เหมือนกันหมด ขึ้นกับว่าพรรคไหนรวบรวมคนที่มีอิทธิพลได้มากกว่าก็แค่นั้น แต่มันเป็วิธีที่ดีที่สุดจริงหรือ
“ทั้งหมด520 บาท”เสียงหนึ่งปลุกผมจากอาการเหม่อลอย หุ่นยนต์สีขาวยืนประจันหน้าผมมันยิ้มให้ผมขณะพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ ราวกับกำลังรีดไถเงิน ผมเหลียวซ้ายแลขวาไม่มีวี่แววของชายผอมสูงเพื่อนผม ผมพยายามควานหาบัตรเงินสดในกระเป๋ากางเกงทว่าหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ
“รออีกสักห้านาทีได้ไหม เงินอยู่ที่เพื่อน” ผมทำหน้าเหรอหรา
“ทั้งหมด520 บาท” หุ่นยนต์พูดซ้ำดูเหมือนมันจะไม่เข้าใจ ธรณีเคยบอกว่าเอไอทุกตัวไม่สามารถคิดแบบมนุษย์ได้ใครจะไปมีเงินจ่ายของแพงขนาดนั้นได้
“สแกนจ่ายตรงนี้ได้เลย”หุ่นยนต์ชี้ตรงสัญลักษณ์วงกลมเรืองแสงตรงหน้าผากที่เป็คิวอาร์โค้ดที่มีรูปร่างแตกต่างจากในยุคผมดูเต็มไปด้วยช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แบบเดิมแต่ดูเหมือนเป็รูปสามมิติที่มีความนูนสูงต่ำ ผมรู้มาว่าใน่ 70 ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาไปแค่ครั้งเดียว จึงอาจเรียกว่าคิวอาร์โค้ดรุ่นที่สอง หรือตั้งชื่อง่ายๆ ว่าวีคิวอาร์โค้ด (VQR code)รู้แค่ว่าเก็บข้อมูลได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็โมเดลสามมิติ หรือโฆษณาสามมิติการเปลี่ยนตำแหน่ง สแกนไปที่องศาต่าง ๆ ก็มีผลทำให้วีคิวอาร์โค้ดเปลี่ยนไป ทำให้บรรจุข้อมูลได้เป็เท่าตัว
“ท่านมีปัญหาอะไรรึเปล่า”เสียงเข้มดังมาจากเคาน์เตอร์ เ้าของร้านโผล่หน้ามาดู เมื่อเห็นว่าหุ่นยนต์ผิดปกติผมเหลียวมองรอบ ๆ ตอนนี้เหลือผมนั่งทานเพียงโต๊ะเดียว จึงไม่มีทางเป็คนอื่นได้
“เงินอยู่ที่เพื่อน...หมายถึงโทรศัพท์เราอยู่ที่เพื่อน น่ะครับ” ผมหาข้ออ้างไม่อาจปกปิดใบหน้าซีดเผือของตนเองได้ บัดนี้มั่นใจแล้วว่าบัตรเอ็มการ์ดหายไป บางทีอาจทำตกไว้ระหว่างทางตอนที่วิ่งตามธรณีไปดูอุบัติเหตุรถยนต์
“ใช้ไมโครชิปไอเอ็มไออาร์จ่ายก็ได้ ท่านไม่ได้ทำเหรอ”
ผมส่ายหน้าเ้าของร้านจ้องผมหัวจรดเท้าราวกับว่าผมเป็คนแปลกหน้า ใจผมเต้นระส่ำระสายเหงื่อเริ่มหยดเป็ทาง ถ้าธรณีกลับมาผมต้องด่าให้เข็ดไม่มีทางเลือกนอกจากบอกให้เขารอ
“ท่านยังไม่ปิดร้านใช่ไหม”ผมตัดสินใจถามถ่วงเวลา
“ตอนแรกว่าจะเปิดถึงสองทุ่ม”ชายเ้าของร้านหน้าบูดเหลียวมองซ้ายขวา “แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว ไม่มีลูกค้าแบบนี้กลับไปดูดีเบตที่บ้านดีกว่า”
ผมใจหายใจคว่ำไปถามซ้ำเติมตัวเองทำไม ทำไมเขาต้องเปลี่ยนใจกะทันหันด้วยจะขอตัวไปตามหาเพื่อนที่ห้องน้ำก็จะดูเหมือนโจรชักดาบหนีหรือบางทีธรณีอาจเบื่อหน่ายผมจนตัดสินใจทอดทิ้งเพื่อนคนนี้ไปแล้ว หนวดเคราดกหนาทำให้ใบหน้าเ้าของร้านดูเคร่งขรึมสายตาที่จับจ้องมาเหมือนจ้องจะกินเืกินเนื้อผมให้ได้
ริมฝีปากผมเปลี่ยนเป็สีขาวซีดความกลัวที่เย็นเยียบแผ่ซ่านจับขั้วหัวใจจินตนาการไปไกลถึงฉากที่เขาเรียกอวตารตำรวจมาจับกุมผม สวมกุญแจมือพันธนาการแล้วพรากอิสรภาพไปอีกหลายปี
[1]Dilemma สถานการณ์ยากที่เราต้องตัดสินใจเลือกระหว่างตัวเลือกสองหรือมากกว่าซึ่งเป็สภาวะที่ลำบากหรือกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
[2]Critical thinking การคิดเชิงวิพากษ์/การคิดอย่างมีวิจารณญาณคือ กระบวนการคิดที่ใช้เหตุผลวิเคราะห์ข้อมูล และประเมินหลักฐานอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจหรือสรุปผล
[3]Bias อคติ
[4]Swing politician นักการเมืองที่ไม่ได้มีจุดยืนเอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนหรือไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใดอย่างเหนียวแน่น การตัดสินใจจะ "แกว่ง"ไปได้ทั้งสองทาง ขึ้นอยู่กับประเด็นหรือผลประโยชน์ กรณีฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมีจำนวนส.ส. ที่ใกล้เคียงกันมาก เสียงของนักการเมืองกลุ่มนี้อาจกลายเป็"เสียงชี้ขาด"