บทที่ 19 หมอหรือขอทาน (รีไรต์)
แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาไว้พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บริเวณบ้าน บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่โตนัก เป็แบบสถาปัตยกรรมทางเหนือทั่วไป
ด้านหน้ามีห้องหลักสองห้อง ตรงกลางเป็ห้องรับแขก สองข้างเป็ห้องนอน และยังมีห้องเก็บของอีกหนึ่งห้อง
เรือนด้านตะวันออกและตะวันตกสองห้อง ตรงกลางลานปลูกต้นท้อ และใต้ต้นท้อมีบ่อน้ำหนึ่งบ่อ
รูปแบบเรียบง่าย แต่สำหรับครอบครัวของพวกเราก็ถือว่ากว้างขวางมากแล้ว
“โอ้! ที่นี่มีบ่อน้ำด้วย ไม่รู้ว่าจะมีน้ำหรือไม่”
สือไห่ถังเห็นบ่อน้ำในลานบ้านก็ตาเป็ประกาย วิ่งเข้าไปดูแล้วร้องด้วยความดีใจ
“มีน้ำ มีน้ำ!”
ทุกคนในครอบครัวรีบวิ่งเข้าไปดู
ปรากฏว่าเป็จริงดังที่สือไห่ถังกล่าว มีน้ำจริง ๆ ด้วย
แม้ระดับน้ำในบ่อน้ำนี้จะต่ำกว่าบ่อน้ำทั่วไปอยู่มาก แต่ในยามที่เกิดภัยแล้งเช่นนี้ เพียงแค่มีน้ำในบ่อก็สามารถประทังชีวิตได้อย่างแน่นอน
แม่เฒ่าฉินทอดมองน้ำในบ่อที่ใสจนเห็นก้นบ่อ บังเกิดความรู้สึกหลากหลายขึ้นในใจ นางจึงเรียกฉินเหล่าซื่อเข้ามาใกล้ แล้วซักถามเื่ราวของเฉินฮั่นหลิน
ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน ฉินเหล่าซื่อได้ติดตามคนกลุ่มหนึ่งไปคุ้มกันสินค้า ระหว่างทางได้ช่วยเหลือคุณชายไว้หลายท่าน และได้รับเงินตอบแทนเป็สินน้ำใจ
ตามหลักแล้ว การที่ฉินเหล่าซื่อได้ช่วยชีวิตผู้อื่นไว้และรับเอาเงินตอบแทนมา ก็หมายความว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่มีเื่พัวพันกันอีก
แต่ในวันนี้ เฉินฮั่นหลินไม่เพียงแต่พาพวกเขาทั้งหมดเข้าเมืองเท่านั้น แต่ยังหาที่พักพิงให้พวกเขาอีกด้วย นับว่าเป็บุญคุณที่ลืมไม่ลง
“เหล่าซื่อ เ้าต้องจดจำบุญคุณของคุณชายเฉินไว้ให้ดี ครั้งหน้าจะต้องตอบแทนบุญคุณนี้ให้ได้”
“ข้าทราบแล้ว ข้าจะจดจำไว้”
“พี่สี่ฉิน ท่านป้า”
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้น เฉินฮั่นหลินกำลังแบกถุงใบหนึ่งเดินเข้ามา ด้านหลังมีคนรับใช้สองคนช่วยกันหามตะกร้าใบใหญ่ตามมา
ด้านข้างตะกร้ามีไก่สองตัวผูกติดไว้
“ฮั่นหลิน นี่เ้าทำอะไรน่ะ”
เฉินฮั่นหลินวางของลงพลางกล่าวว่า “พี่สี่ฉิน ท่านป้า ข้าเอาน้ำมันหมู ข้าวสาร และผักตากแห้งมาให้ขอรับ”
“ข้างนอกไม่มีผักสดแล้ว พวกท่านกินนี่ไปก่อนเถิดขอรับ”
แม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าซื่อโบกมือปฏิเสธ “ไม่ได้ ๆ รับไว้ไม่ได้ ข้าวสารหนึ่งจินราคาตั้งหนึ่งตำลึง แพงเกินไปแล้ว คุณชายเฉินเอาของเหล่านี้กลับไปเถิด”
“ท่านป้า สิ่งนี้เมื่อเทียบกับบุญคุณที่พี่สี่ฉินช่วยชีวิตข้าไว้ นับว่าเล็กน้อยยิ่งนัก”
“ฮั่นหลิน ครั้งนั้นข้าช่วยชีวิตเ้าไว้ เ้าก็มอบค่าตอบแทนให้ข้าแล้ว เื่นี้ต่างฝ่ายต่างไม่ติดค้างกันแล้ว”
ใบหน้าของเฉินฮั่นหลินฉายแววเศร้าสร้อย “พี่สี่ฉิน นี่ท่านรังเกียจไม่อยากคบหาเป็สหายกับข้าแล้วหรือ”
“ไม่ใช่ ๆ ข้ารู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งที่ได้คบหาเป็สหายกับเ้า เพียงแต่ของสิ่งนี้มีราคาแพงเกินไป ครอบครัวข้ารับไว้ไม่ได้จริง ๆ”
เฉินฮั่นหลินเห็นว่าทั้งสองยืนกรานไม่ยอมรับ ดวงตากระพริบไหวสองครั้งแล้วจึงเอ่ยว่า “ท่านป้ากับพี่สี่ฉินอย่าได้เข้าใจผิด ของสิ่งนี้ข้าไม่ได้มอบให้พวกท่าน”
แม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าซื่อกำลังจะใจชื้นขึ้น ก็ได้ยินเฉินฮั่นหลินเอ่ยต่อ
“ข้าเพียงแต่มอบให้หลานชายและหลานสาวตัวน้อย ๆ เท่านั้น”
“คุณชายเฉิน นี่ไม่ควร...”
“เอาละ ท่านป้าไม่ต้องปฏิเสธข้าแล้ว หากไม่นึกถึงตนเอง ก็ขอให้นึกถึงเด็ก ๆ ดูเด็ก ๆ พวกนี้สิ อดอาหารจนซูบผอมไปหมดแล้ว”
ฉินเยาเยา...
เด็ก ๆ ที่ซูบผอม...
พวกเขาไม่ได้ซูบผอมเลยสักนิด…
ตลอดทางฉินเยาเยาเลี้ยงดูพวกเขาอย่างดี ทุกคนอ้วนกว่าตอนที่ยังไม่ได้หนีภัยเสียอีก
พวกเขาอาจจะไม่ได้อ้วน แต่ไม่ได้ซูบผอมอย่างแน่นอน
ดูเหมือนเฉินฮั่นหลินเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน เขาจึงกระแอมเบา ๆ และลูบจมูกอย่างเขินอายเล็กน้อย
ครอบครัวตระกูลฉินนี้ นอกจากเสื้อผ้าที่ดูเก่าไปบ้างแล้ว ส่วนอื่น ๆ ล้วนไม่ได้ดูเหมือนผู้อพยพแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเด็กน้อย เด็กเหล่านี้ช่างอ้วนท้วนสมบูรณ์กันเสียจริง
“ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็ขอขอบคุณคุณชายเฉินเป็อย่างยิ่ง”
แม่เฒ่าฉินเห็นเฉินฮั่นหลินพูดเช่นนั้นก็ปฏิเสธไม่ลง จึงจำใจรับไว้พลางคิดในใจว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณนี้ในภายภาคหน้า
“เด็กน้อยพวกนี้ เหตุใดจึงไม่รีบขอบคุณคุณชายเฉินอีกเล่า”
“ขอบพระคุณท่านอาเฉินขอรับ”
“ยินดีมาก”
เฉินฮั่นหลินตอบรับอย่างยินดี แล้วหันไปพูดกับฉินเหล่าซื่อว่า
“พี่สี่ฉิน ท่านป้า พวกเรารีบไปที่โรงหมอจี้เซิงกันเถิด ให้พี่สะใภ้กับคนอื่น ๆ ทำอาหารเตรียมไว้ก่อน พวกเรากลับมาก็จะได้กินกันเลย”
“ข้าอยากจะดื่มสุรากับพี่สี่ฉินสักหน่อย”
แม่เฒ่าฉินรู้ว่าตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรีบพาหลานทั้งสองที่หมดสติไปหาหมอ จึงเอ่ยสั่ง
“เหล่าซานกับสะใภ้สาม ไปทำความสะอาดบ้าน”
“สะใภ้สี่ ดูแลเด็ก ๆ ไว้”
“เหล่าเอ้อร์ ลิ่งอวี่ พวกเ้าอุ้มลิ่งเหวินกับลิ่งผิงไปกับข้า”
“ขอรับท่านแม่”
ทุกคนในครอบครัวขานรับ แล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่
แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาไว้ ส่วนเหล่าเอ้อร์อุ้มลิ่งเหวิน ลิ่งอวี่อุ้มลิ่งผิง พวกเขามุ่งหน้าไปยังโรงหมอจี้เซิงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ภาพความสามัคคีและความรักใคร่กลมเกลียวเช่นนี้ ทำให้เฉินฮั่นหลินรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย
แม้บิดาของเขาจะมีเขาเป็บุตรชายเพียงคนเดียว แต่ท่านปู่ของเขามีบุตรชายถึงห้าคน เขามีลูกพี่ลูกน้องนับสิบคน
แม้แต่ลูกพี่ลูกน้องต่างก็แก่งแย่งชิงดีกัน คอยขัดขากัน แล้วพี่น้องแท้ ๆ จะไม่ทำแบบนั้นเชียวหรือ
“ท่านป้า ครอบครัวของท่านช่างดีนัก ดูรักใคร่กลมเกลียวกันดีจริง ๆ” เฉินฮั่นหลินเอ่ยด้วยความชื่นชม
แม่เฒ่าฉินหัวเราะเบา ๆ “ครอบครัวยากจนข้นแค้นอย่างพวกเรา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรกันนักหรอก มีแรงก็ต้องช่วยกันทำมาหากิน ไม่อย่างนั้นก็คงได้อดตายกันหมด”
เฉินฮั่นหลินพยักหน้าเห็นด้วย
“พวกท่าน้าตรวจโรคหรือว่าซื้อยาขอรับ”
แม้พวกเขาจะแต่งกายซอมซ่อ ใบหน้ามอมแมม ทว่าชายต้อนรับในโรงหมอจี้เซิงก็ไม่ได้ดูแคลนแม้แต่น้อย เมื่อเห็นพวกเขาเข้ามาในร้านก็รีบเข้ามาต้อนรับด้วยท่าทีกระตือรือร้น
“เสี่ยวหลิน หมอหลี่อยู่หรือไม่”
ชายที่ถูกเรียกว่า ‘เสี่ยวหลิน’ หันไปเห็นเฉินฮั่นหลินที่อยู่ด้านหลัง พลันรีบเข้ามาคำนับ
“คุณชายเฉินนี่เอง”
“คุณชายเฉิน หมอหลี่อยู่ที่ชั้นสองขอรับ”
เฉินฮั่นหลินตอบรับแล้วพาแม่เฒ่าฉินกับคนอื่น ๆ ขึ้นไปชั้นสอง
ก๊อก! ก๊อก!
“เข้ามา”
เสียงทุ้มต่ำที่ดูไม่แก่เกินไปดังขึ้น
เฉินฮั่นหลินผลักประตูเข้าไป
“หมอหลี่ รบกวนแล้วขอรับ” เขากล่าวพลางโค้งคำนับชายชราที่นอนอยู่บนเก้าอี้โยก
ทุกคนในครอบครัวฉินมองชายชราผู้นั้นนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้โดยไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ มุมปากกระตุกพร้อมกัน
นี่คือหมอหรือ
หลี่อันลืมตาขึ้นอย่างเฉื่อยชา กวาดตามองพวกเขาแวบหนึ่ง “ใครป่วยหรือ ทำไมมากันมากมายเช่นนี้”
เฉินฮั่นหลินรับฉินลิ่งเหวินจากอ้อมแขนของฉินเหล่าเอ้อร์ แล้วกล่าวว่า “หมอหลี่ หลานชายของข้าหมดสติไปหลายวันแล้ว รบกวนท่านช่วยดูอาการให้หน่อยเถิด”
หลี่อันยืดเส้นยืดสายแล้วลุกขึ้น แล้วจับชีพจรของฉินลิ่งเหวิน จากนั้นก็เบิกตาของฉินลิ่งเหวินขึ้น
คนในครอบครัวฉินเห็นการกระทำที่หยาบกระด้างของเขา ต่างก็ใจหายใจคว่ำ
ด้วยเพราะหมอผู้นี้ดูไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย
สวมเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด ผมเผ้ารกรุงรัง ใช้ผ้าผูกผมสีประหลาดผูกมัดไว้หลวม ๆ บนศีรษะ
หนวดเคราบนใบหน้าดูราวกับถูกเด็กซุกซนโกนเล่น สั้นบ้างยาวบ้าง
ที่เอวยังเหน็บไหเหล้าไว้ หากไม่รู้ว่าเขาเป็หมอ ก็คงคิดว่าเป็ขอทานเร่ร่อนเป็แน่
ผ่านไปครู่ใหญ่…
หลี่อันยกมือขึ้นลูบเคราที่ยาวบ้างสั้นบ้างอย่างประหลาดใจ แล้วเอ่ยขึ้น
“สิบวันหอม”