แสงแดดยามเช้าฉายผ่านกระจกบานของร้านกาแฟหรู แต่ยังคงบรรยายกาศอบอุ่น ตกแต่งแบบมินิมอลโทนสีน้ำตาล ขาว และตัดด้วยสีแดงเคอร์เรนท์ เป็ร้านประจำของพนักงานออฟฟิศย่านนี้ ที่นี่คือ Morrow (มอร์โรว์) คาเฟ่สาขาใหญ่ชั้นล่างสุดของ เดชาธนันท์กรุ๊ป อาคารสูงสี่สิบห้าชั้นทรงลูกบาศก์สีดำทะมึนใจกลางเมืองหลวง สถานที่ที่ผู้คนในย่านนี้เรียกติดปากกันว่า ‘ตึกดำ’
เสียงเครื่องบดกาแฟทำงานสลับกับเสียงเคาะก้านชงดังเป็จังหวะต่อเนื่อง กลิ่นหอมเข้มข้นของเมล็ดกาแฟพันธุ์ดีอบอวลไปทั่วบริเวณ พนักงานชาย หญิงในชุดยูนิฟอร์มเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแลคสีดำกับผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้ม ทุกคนกำลังขะมักเขม้นกับการรับออเดอร์และส่งมอบเครื่องดื่มให้แก่เหล่าพนักงานออฟฟิศ นักท่องเที่ยวทั้วไทยและต่างชาติที่แห่แหนกันเข้ามาเติมคาเฟอีนก่อนเริ่มแตะบัตรเข้าทำงานหรือเดินทางต่อ
“คาปูชิโนร้อนได้แล้วค่ะ”
ธัญชนก ศรีสมบูรณ์ หรือ ‘ข้าวหอม’ หญิงสาวตัวเล็ก ใบหน้าหวานมีลักยิ้มข้างแก้มด้านซ้ายเพียงข้างเดียว ฉายแววตาสดใส อ่อนหวาน มือบางยื่นแก้วกระดาษให้ลูกค้าพร้อมรอยยิ้มตามมารยาท เธอเกลี่ยปอยผมที่หลุดรุ่ยไปทัดไว้ข้างใบหู ดวงตาเรียวมองดูแถวยาวเหยียดด้านหน้าด้วยความเหนื่อยล้าเล็กน้อย ทั้งที่เพิ่งเริ่มกะรอบเช้าวันนี้ได้ไม่ถึงสองชั่วโมง
ชีวิตในวัยยี่สิบสองปีของข้าวหอมไม่ได้มีคำว่า พักผ่อนเหมือนคนวัยเดียวกันเท่าไหร่ นั่นเพราะเธอไม่ได้เรียนหนังสือในชั้นมหาวิทยาลัยเหมือนเพื่อนรุ่นเดียวกัน เธอตัดสินใจดรอปเรียนจากมหาวิทยาลัยมาแล้วถึงสองปีเต็มเพื่อออกมาทำงานรับจ้างสารพัดอย่าง ส่งเสียให้ ข้าวกล้อง น้องชายคนเดียวได้เรียนหนังสือ และเจียดเงินอีกส่วนเป็ค่ารักษาแม่ที่ป่วยเรื้อรัง ทำให้เธอไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดถึงความฝันของตัวเอง การทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านกาแฟใต้ตึกดำแห่งนี้คือ โอกาสดีและแหล่งรายได้หลักที่พยุงครอบครัวของเธอไว้ได้เพราะค่าตอบแทนของที่นี่สูงพอจะใช้จ่ายค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟได้สบาย
“ขอบคุณที่ใช้บริการนะคะ”
แต่แล้ว บรรยากาศอันวุ่นวายภายในร้านกลับเงียบเสียงลงอย่างฉับพลัน
เสียงคุยเซ็งแซ่ของเหล่าพนักงานบริษัทค่อยๆ ซาลงจนเหลือเพียงเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ ที่เปิดคลอในร้าน เสียงก้าวเดินด้วยรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนเป็จังหวะหนักแน่นและมั่นคง ดึงสายตาของทุกคนให้หันไปมองทางประตูทางเข้าอย่างพร้อมเพรียง
พนักงานร้านกาแฟที่ยืนอยู่ข้างๆ ข้าวหอมถึงกับยืดตัวตรง ปรับแต่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อยโดยอัตโนมัติ บางคนที่ว่างอยู่เมื่อกี้ก็หาอะไรทำให้ตัวเองดูยุ่งเข้าไว้ทันที
ร่างสูงโปร่งสง่างามในชุดสูทสากลตัดเย็บเนี๊ยบกริบสีเทาเข้มเดินเข้ามาภายในร้าน ผมยาวสีดำเงางามถูกรวบไว้อย่างประณีต เผยให้เห็นใบหน้าเรียวสวยได้รูป ดวงตาคมกริบภายใต้คิ้วได้ทรง หล่อนดูทรงอำนาจจนไม่มีใครกล้าสบตานานๆ ผิวขาวจัดตัดกับริมฝีปากสีธรรมชาติที่มักจะเรียบตึงอยู่เสมอ
ไม่มีใครในเมื่องนี้ ไม่รู้จักเธอแม้แต่คนเดียว
ณัฐณิชา เดชาธนันท์ หรือ ‘คุณณิชา’ ประธานบริหารแห่งเดชาธนันท์กรุ๊ป หญิงสาวผู้กุมอำนาจสูงสุดของอาณาจักรธุรกิจมูลค่าแสนล้าน
สำหรับคนทั่วไป ณิชาคือผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ แข็งแกร่ง เ็า และลึกลับจนน่ากลัว แต่สำหรับพนักงานตึกดำ สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาคือ การที่ CEO ระดับเธอ ชอบลงมาซื้อกาแฟที่ร้านชั้นล่างด้วยตัวเอง...แทบทุกวัน
ข้าวหอมมองภาพนั้นแล้วได้แต่ถอนหายใจยาว ๆ ออกมา ราวกับมีเื่หนักอก หนักใจที่ต้องแบกเอาไว้ ความรู้สึกผ่อนคลาย สดใสของวันนี้หายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความระแวดระวังทีพลันพุ่งขึ้นมาแทนที่
นั่นคือ ลูกค้าประจำที่เธอไม่อยากเจอที่สุดมาอีกแล้ว
แทนที่จะเดินไปยังเคาน์เตอร์ที่ว่างอยู่ หรือให้เลขาจัดการสั่งให้เหมือนประธานคนอื่น แต่เธอกลับก้าวเท้าตรงมายังช่องรับออเดอร์ช่องที่ข้าวหอมยืนทั้งที่ก่อนหน้า มีคนต่อคิวอยู่แล้ว
“อ เอ่อ เชิญก่อนเลยครับคุณณิชา ผมว่าจะไปดูขนมเพิ่ม” ชายพนักงานออฟฟิศคนนั้นลนลานรีบร้อนเดินออกจากแถวไปทันทีที่เขาพูดจบ
เธอหยุดยืนหน้าเคาน์เตอร์ สายตาคมคู่นั้นละทิ้งความเ็าที่เคยใช้มองคนทั้งโลก เปลี่ยนเป็ประกายบางอย่างที่อ่านยากทันทีที่มองสบตากับพนักงานพาร์ตไทม์ตัวเล็ก ความเงียบปกคลุมพื้นที่ระหว่างทั้งสองคนชั่วขณะ เสียงเพลงคลอเบาๆ ในร้านแทบจะไม่เข้าหู บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง
“สวัสดีค่ะ วันนี้รับอะไรดีคะ” ข้าวหอมเอ่ยเสียงเรียบ พยายามรักษามาตรฐานการบริการอย่างสุดความสามารถ โดยไม่ยอมสบตาตรงๆ
ณิชายกยิ้มมุมปากนิดๆ เป็รอยยิ้มที่น้อยคนนักในตึกนี้จะมีโอกาสได้เห็น เธอเอียงคอเล็กน้อยขณะมองใบหน้าหวานของคนหลังเคาน์เตอร์
“วันนี้…ข้าวหอมจะชงให้ฉันเหมือนเดิมไหม?”
น้ำเสียงนุ่มนวลและหวานหูถูกส่งออกมา ผิดกับบุคลิกน่าเกรงขามเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง ข้าวหอมชะงักไปเล็กน้อย มือข้างที่จับด้ามชงกาแฟอยู่ ๆ มันก็เกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว เธอไม่ชอบเลยสักนิดเวลาที่อีกฝ่ายถือวิสาสะเรียกชื่อเล่นของเธอด้วยน้ำเสียงสนิทสนมแบบนี้
“คุณณิชาจะรับเหมือนเดิมไหม” ข้าวหอมถามซ้ำ ตัดบทโดยไม่ตอบคำถามก่อนหน้า
“ถ้าคนชงเป็ข้าวหอม... จะรับอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ”
ณิชาตอบพลางขยับเข้ามาใกล้เคาน์เตอร์อีกนิด สายตายังคงจับจ้องที่ใบหน้าเนียน ข้าวหอมถอนหายใจแ่เบา เลือกที่จะทำเป็ไม่ได้ยินคำหยอดนั้น เธอหันไปหยิบแก้วกระดาษมาเขียนชื่อเมนูตามความเคยชิน
“ฮาเซลนัทร้อน ไม่หวานนะคะ”
“รู้ใจกันตลอดเลยนะ” ณิชาพึมพำเบา ๆ รอยยิ้มยังคงแต้มอยู่บนริมฝีปาก เธอไม่ได้รีบร้อนไปไหน แม้จะมีสายตาของพนักงานในร้านและพนักงานบริษัทของตัวเองมองมาด้วยความสงสัยก็ตาม ณิชาเอนหลังพิงเคาน์เตอร์เล็กน้อย ชวนคุยด้วยน้ำเสียงเป็กันเอง
“วันนี้ทำงานเหนื่อยไหม?”
“ตอนแรกก็ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ ตอนนี้เริ่มจะแล้ว” ข้าวหอมตอบ ขณะบดเมล็ดกาแฟ
“แล้วกินอะไรมาหรือยัง? หน้าดูเพลีย ๆ นะ”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ขอบคุณที่เป็ห่วง” ข้าวหอมพยายามตอบตามมารยาท แต่คำตอบสั้นและห้วนจนคนฟังจับความรู้สึกได้ชัดเจนว่า เธอกำลังตั้งกำแพง
“แล้วเื่เรียนล่ะ... ได้ข่าวว่า…”
“คุณณิชาคะ” ข้าวหอมวางก้านชงลงบนเคาน์เตอร์เสียงดังไปนิด ก่อนจะหันมามองหน้าประธานสาวตรง ๆ “กรุณารอสักครู่นะคะ เครื่องดื่มกำลังจะได้แล้วค่ะ”
เป็การตัดบทอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด หากเป็คนอื่นทำแบบนี้กับประธานบริษัท คงถูกเพ่งเล็งหรืออาจถึงขั้นถูกไล่ออกไปแล้ว แต่ณิชากลับทำเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปที่มือกุมกันอยู่ของข้าวหอม ก่อนที่ดวงตาคู่คมจะขมวดลงเมื่อสังเกตเห็นรอยถลอกสีแดงสด และรอยครูดเล็ก ๆ บริเวณข้อนิ้วชี้และหลังมือของหญิงสาว
“มือไปโดนอะไรมา?” น้ำเสียงที่เคยหยอกล้อ สดใสก่อนหน้านี้กลับเปลี่ยนเป็น้ำเสียงหนักที่ฟังดูจริงจังและห่วงใยในทันที
“เปล่าค่ะ แค่อุบัติเหตุเล็กน้อย” ข้าวหอมชักมือหลบลงใต้เคาน์เตอร์
ทว่าณิชากลับยื่นมือข้ามเคาน์เตอร์มาอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงที่หลังมือของข้าวหอมเบา ๆ หมายจะดึงขึ้นมาดูแผลให้ชัดเจน
ััอบอุ่นที่แตะลงบนผิวราวกับกลัวว่า อีกฝ่ายจะเจ็บ ความอบอุ่นแล่นผ่านทำให้ข้าวหอมสะดุ้งสุดตัว เธอรีบชักมือกลับอย่างแรงจนเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่ง สายตามองณิชาด้วยความระแวงอย่างเปิดเผยชัดเจนบนใบหน้านั้น
มือของณิชาค้างอยู่ในอากาศ หญิงสาวผู้ทรงอำนาจ ที่ผู้คนต่างเกรงกลัวชะงักไปเล็กน้อย แต่เธอไม่ได้บังคับหรือฝืนยื้อจับไว้ ณิชาค่อย ๆ ชักมือกลับมาประสานไว้ที่เอว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า ทว่าในดวงตากลับมีความหมองเศร้าพาดผ่านเพียงเสี้ยววินาที
“ขอโทษ... ฉันแค่เป็ห่วงเธอ” ณิชาพูดเสียงเบา นุ่มนวลและให้เกียรติ
ข้าวหอมกำมือข้างที่เพิ่งถูกััแน่น หัวใจเต้นแรงด้วยความรู้สึกหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมาในอก ยิ่งอีกฝ่ายทำตัวอ่อนโยน แสนดี หรือแสดงความห่วงใยมากเท่าไหร่ ข้าวหอมก็ยิ่งนึกถึงความทรงจำอันเลวร้ายในคืนนั้น คืนที่ทำให้เธอเกลียดผู้หญิงคนนี้จนแทบอยากมุดดินหนีเสียตอนนี้เลย
ในคืนนั้น
คืนที่เธอ…
กับผู้หญิงบ้าอำนาจคนนี้…
ทำเื่แบบนั้น
ภาพในคืนงานปาร์ตี้หลากสีสัน คับคล้ายคับคลาผุดขึ้นมาในหัวเป็ฉากๆ …
มันเริ่มจากการที่เ้าหนี้ของแม่มาเสนอทางรอดให้เธอ ไปเป็เด็กเสิร์ฟในงานปาร์ตี้ส่วนตัวของกลุ่มคนรวยแลกกับเงินค่าจ้างก้อนโต ข้าวหอมจำได้ว่า เธอปฏิเสธไม่ได้เพราะเงินนั่นหมายถึงค่าเทอมของน้องและยาของแม่
จำได้ว่าในงานมีแต่พวกคนมีเงินหน้าตาดูดีแต่สายตาโลมเลีย จำได้ว่าเธอถูกกดดันให้ดื่มแก้วแล้วแก้วเล่าจนมึนหัวไปหมด และในความสับสนมึนเมานั้น... เธอเห็นใบหน้าสวยคมของคุณณิชาอยู่ที่นั่น ผู้หญิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางบอดี้การ์ดและผู้คนนับร้อยที่คอยก้มหัวให้
หลังจากนั้น ความทรงจำก็ขาดหายไปเป็่ๆ
เธอตื่นขึ้นมาในเช้าวันถัดมาบนเตียงนุ่มขนาดใหญ่ในห้องเพนท์เฮาส์หรูหรา ร่างกายมึนชา เสื้อผ้าถูกเปลี่ยน และคนที่นั่งจิบกาแฟอยู่ปลายเตียงด้วยรอยยิ้มราบเรียบก็คือ ณัฐณิชา
เธอไม่ได้เอ่ยปากถามหรือคาดคั้นอะไรสักคำ เพียงแค่ทำน้ำส้มคั้นเย็น ๆ ไข่ต้มและกล้วยหอมเสิร์ฟให้เธอได้กินเป็อย่างแรกในเช้าวันนั้น แม้จะปวดหัวจนแทบะเิจากอาการเมาค้างเมื่อคืน แถมเธอก็ยังช่วยจัดการดูแลเื่อาบน้ำชำระร่างกายให้อย่างนุ่มนวล
ร่างกายของเธอไม่ได้ปฏิเสธผู้หญิงคนนี้เลย บริเวณลำคอเธอมีรอยแดงมากกว่าสองรอย คงเป็เพราะณิชา ยิ่งเผลอยกนิ้วขึ้นแตะผิวเนื้อบริเวณนั้น ความรุ่มร้อนระอุที่ยังหลงเหลืออยู่กลับยิ่งเตือนสติให้รู้สึกสะอิดสะเอียน
เธอไม่ได้ยินดีกับรอยประทับพวกนี้เลยสักนิด มันไม่ใช่สัญลักษณ์ของความลุ่มหลงหรือความเสน่หา แต่เป็เพียงตราที่ตอกย้ำว่า เธอเป็เพียงวัตถุเรือนร่างที่ถูกจับจองและซื้อขายด้วยเงินมหาศาล ยิ่งมองส่องกระจกก็ยิ่งรู้สึกอยากล้างมันออกไปให้พ้น ๆ ราวกับคราบรอยเปรอะเปื้อนที่ไม่เคยมีใคร้า ก่อนที่ณิชาจะทิ้งท้ายด้วยการวางเงินสดปึกใหญ่ไว้บนโต๊ะข้างเตียง โดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธแม้แต่คำเดียว
ข้าวหอมไม่ได้รับเงินก้อนนั้นไว้ เธอเพียงแค่เดินออกมาด้วยความรู้สึกเ็ป
ความทรงจำอันเลือนรางไม่ได้บอกรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ภาพเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ย ััจากริมฝีปาก ปลายนิ้วอุ่นลูบไล้ไปตามสะโพก ต้นขาด้านในและสถานการณ์ทั้งหมดในคืนนั้น ทำให้ข้าวหอมฝังใจไปแล้วว่า ณิชาคือคนรวยไร้ยางอายที่ฉวยโอกาสกับเธอในคืนที่เธอไม่มีสติ ผู้หญิงที่มีทุกอย่างและคิดว่าใช้เงินหรืออำนาจซื้อทุกอย่างในโลกนี้ได้ รวมถึงตัวเธอด้วย…
“กาแฟได้แล้วค่ะ” เสียงของข้าวหอมดึงตัวเองกลับสู่ปัจจุบัน เธอวางแก้วฮาเซลนัทร้อนลงบนเคาน์เตอร์อย่างระมัดระวัง
ณิชายื่นมือมารับแก้วกาแฟ และจงใจให้ปลายนิ้วอุ่น ๆ ของเธอแตะเข้ากับปลายนิ้วเย็นชืดของข้าวหอมอย่างแ่เบา ดวงตาคมสบประสานกับดวงตาเรียวอย่างตั้งใจ
“มือเย็นจังนะ”
ข้าวหอมรีบรีบชักมือกลับทันทีราวกับถูกของร้อน “กาแฟได้แล้วค่ะ คุณณิชา”
ณิชาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะฟังดูทุ้มนุ่มมีเสน่ห์ แต่สำหรับข้าวหอมมันน่าหงุดหงิดที่สุด
“ไล่กันอีกแล้วนะ”
“ดิฉันต้องทำงานค่ะ มีลูกค้าท่านอื่นรออยู่” ข้าวหอมตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าเ็า
ทว่าณิชายังคงยิ้ม ไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อย ราวกับว่าการถูกพนักงานพาร์ตไทม์คนนี้เมินใส่คือความบันเทิงอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวันของเธอ หญิงสาวถือแก้วกาแฟไว้ในมือ ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินออกจากร้าน แต่ไม่วายหันกลับมาส่งรอยยิ้มยวนเย้าให้อีกครั้ง
“พรุ่งนี้เจอกันใหม่นะ... ข้าวหอม”
ข้าวหอมยืนนิ่ง ไม่ตอบรับ ไม่แม้แต่จะยิ้มส่ง
พรุ่งนี้ก็อย่ามาเลยได้ไหม... เธอคิดในใจด้วยความเบื่อหน่าย
ทันทีที่ร่างสูงของบอสสาวเดินพ้นประตูร้านไป บรรยากาศผ่อนคลายก็กลับคืนสู่ร้านกาแฟอีกครั้ง พนักงานรุ่นพี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบขยับเข้ามาหาข้าวหอมทันที ศอกกระทบแขนเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มแอบแซว
“แน่ะ ข้าวหอม... คุณณิชาเขามองเธอตาไม่พริบเลยนะเนี่ย สั่งกาแฟกับเธอคนเดียวทุกวัน แถมเมื่อกี้ยังแอบจับมืออีก! นี่ถ้าฉันไม่รู้ว่าเธอเป็ถึงเ้าของตึกดำ ฉันคิดว่าเขาจีบเธออยู่นะเนี่ย”
“พี่อย่าพูดไร้สาระเลยค่ะ” ข้าวหอมพูดพลางหยิบผ้ามาเช็ดเคาน์เตอร์อย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์ “เธอก็แค่…อยากแกล้งฉันเล่นมากกว่า”
“แกล้งอะไรกัน สายตาแบบนั้นน่ะ คนมองมาจากดาวอังคารยังรู้เลยว่าสนใจ! คนอะไรทั้งสวย ทั้งรวย สมบูรณ์แบบไปหมด ถ้าเป็ฉันนะ โดนมองแบบนั้นคงละลายไปแล้ว”
ข้าวหอมหยุดมือที่กำลังเช็ดโต๊ะ เธอหันมามองหน้าเพื่อนร่วมงานด้วยสายตานิ่งเรียบ
“ฉันไม่ชอบคนแบบนั้นค่ะ”
“เอ๋? แบบไหนเหรอ?”
“คนที่คิดว่าตัวเองมีเงิน มีอำนาจ แล้วจะทำอะไรก็ได้กับคนอื่น” ข้าวหอมพูดออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น ดวงตามีร่องรอยความโกรธแค้นและรังเกียจปิดไม่มิด “คนประเภทนั้น... ต่อให้รวยแค่ไหน ฉันก็ไม่อยากเข้าใกล้”
เพื่อนร่วมงานถึงกับเงียบไปเมื่อเห็นปฏิกิริยาที่จริงจังเกินคาดของข้าวหอม ก่อนจะค่อย ๆ ถอยกลับไปทำงานของตัวเองโดยไม่กล้าแซวอีก
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งถึง่เย็น
ตะวันเริ่มทอแสงสีแสดริมขอบฟ้า แสงรำไรผ่านกระจกบานโตของร้านกาแฟที่ตอนนี้ปิดประตู ลงกลอนเสร็จสรรพ ข้าวหอมช่วยเพื่อนทุกคนกวาดถู เช็ดทำความสะอาดเครื่องไม้เครื่องมือและจัดเก็บเข้าที่ เข้าทางจนเสร็จเรียบร้อย กระทั่งไร้สิ่งใดค้างคา เธอสะพายกระเป๋าเป้ใบเก่าเตรียมตัวเดินออกจากตึกเพื่อกลับบ้าน
เมื่อก้าวออกมานอกประตูกระจกบานใหญ่หน้าตึกดำ ข้าวหอมก็ต้องสะดุดตาเข้ากับรถยนต์สปอร์ตคูเป้สีดำสนิทราคาแพงที่จอดนิ่งอยู่ตรงจุดจอดรถ VIP หน้าอาคาร
เธอคิดว่า ป่านนี้บอสสาวคงกลับบ้านหรือออกไปประชุมที่ไหนแล้ว แต่เมื่อเดินผ่านตัวรถไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ร่างสูงคุ้นตาของณัฐณิชากลับเดินออกมาจากร่มเงาของเสาอาคาร ราวกับเ้าตัวยืนรอเธออยู่ตรงนั้นมานานแล้วด้วยซ้ำ
ณิชาไม่ได้อยู่ในชุดสูทตัวนอกที่ดูเรียบร้อยเหมือนเมื่อเช้า เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมเม็ดบนสองเม็ด เผยให้เห็นลำคอระหงและไหปลาร้าสวยงาม เธอพิงกายกับตัวรถ ยืนรออยู่ตรงนั้นราวกับรู้เวลาเลิกงานของใครบางคนเป็อย่างดี
ข้าวหอมชะงักเท้า มองอีกฝ่ายด้วยความระแวง
“รอฉันทำไมคะ?” ข้าวหอมถามตรงๆ น้ำเสียงไม่มีความเกรงใจเหลืออยู่อีกต่อไป
ณิชามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตานุ่มลงกว่าทุกครั้งที่เคยทำในร้านกาแฟ ไม่มีรอยยิ้มเ้าเล่ห์ ไม่มีสายตากระเซ้าเย้าหยอก มีเพียงความจริงจังบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ
“จะไปส่ง”
“ไม่ต้องค่ะ ฉันกลับเองได้” ข้าวหอมปฏิเสธทันควันโดยไม่เสียเวลาคิด
ณิชายิ้มบางๆ ไม่ได้เคืองที่ถูกปฏิเสธอะไรหรอก
“งั้น ฉันเดินไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้า”
“ก็ไม่ต้องเหมือนกันค่ะ” ข้าวหอมตอบกลับทันที พลางขมวดคิ้วยุ่ง “คุณณิชาคะ เลิกตามตอแยฉันสักทีเถอะค่ะ เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นแล้วมันทำให้ฉันรำคาญคุณมากขึ้นทุกทีด้วย”
น้ำเสียงตัดร่อนไร้ความเกรงใจหยุดทุกคำพูดของคนฟังลงทันควัน ณิชาชะงักกึก ั์ตาคมกริบที่เคยฉายอำนาจไหววูบไปชั่วครู่ ใบหน้าสวยเฉี่ยวของบอสสาวผู้ไม่เคยยอมสิโรราบให้ใครกลับหน้าเจื่อนอย่างเห็นได้ชัด เธอทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่น ไร้คำโต้ตอบอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ความเงียบที่เข้าครอบงำฉับพลันทำให้บรรยากาศรอบข้างอึดอัดจนน่าใจหาย ข้าวหอมมองแววตาไหวระริกคู่นั้นแล้วหัวใจพลันตุกกึก ความรู้สึกผิดประโถมเข้ามาจุกอยู่ที่อก เธอเพิ่งตระหนักได้ว่า ตัวเองคงพูดแรงเกินไป แม้คนตรงหน้าจะเป็ถึงบอสสาวผู้ทรงอิทธิพลที่ใครต่อใครต่างยำเกรง แต่แววตาหม่นของณิชาในยามนี้ กลับทำให้ข้าวหอมเริ่มไม่แน่ใจว่า
คำพูดประชดประชันของเธอเมื่อครู่... มันเกินไปหน่อยหรือเปล่านะ
ณิชาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เธอถอนหายใจยาวก่อนจะยอมถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว ยกสองมือขึ้นเล็กน้อยเป็สัญญาณยอมแพ้
“ก็ได้... ฉันไม่ตามแล้ว”
ข้าวหอมถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอปรับสายกระเป๋าเป้บนไหล่ หันหลังเตรียมจะก้าวเดินออกไปจากตรงนั้น แต่เสียงทุ้มนุ่มของณิชาก็ดังขึ้นขัดเสียก่อน
“ข้าวหอม” น้ำเสียงที่จริงจังและไม่มีความขี้เล่นเจือปน ทำให้เท้าของข้าวหอมชะงักไปโดยอัตโนมัติ เธอค่อย ๆ หันกลับมามอง
ณิชายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น แสงแดดยามเย็นที่โรยตัวลงมาตกกระทบซีกหน้าคมคายครึ่งหนึ่ง ส่งให้ดวงตาคู่สวยเรียบเฉียบทอประกายลึกลับและทรงอำนาจอย่างน่าประหลาด บอสสาวสบตากับพนักงานพาร์ตไทม์ตัวเล็กตรง ๆ ด้วยความเงียบอันทรงพลัง นิ่งนานเสียจนบรรยากาศโดยรอบคล้ายจะหยุดหมุน ก่อนที่เธอจะเอ่ยปากพูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ทว่าหนักแน่นสลักลึกในทุกถ้อยคำ
“ฉันรู้ว่าเธอไม่ชอบฉัน...”
ณิชาเว้นจังหวะไปเล็กน้อย ดวงตากระพริบเบา ๆ ขณะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของข้าวหอม
“...แต่ฉันจะทำให้เธอเปลี่ยนใจ”
ประโยคประกาศศักดาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจแต่กลับฟังดูอ่อนโยนอย่างประหลาด ทำเอาข้าวหอมหัวใจกระตุกวูบไปเสี้ยววินาที เธอรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าไปในแรงดึงดูดของผู้หญิงคนนี้ ทว่าความทรงจำและกำแพงในใจก็รีบผลักความรู้สึกนั้นออกไปทันที
ข้าวหอมขมวดคิ้ว มองณิชาด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจและไม่คิดจะเข้าใจ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นทว่าเด็ดขาด
“ไม่มีวันค่ะ”
พูดจบ ข้าวหอมก็หันหลังกลับแล้วออกเดินฉับ ๆ ไปทันที โดยไม่หันกลับมามองข้างหลังอีกเลย
ณิชายืนมองแผ่นหลังเล็กที่ค่อย ๆ เดินไกลออกไปเรื่อยๆ ริมฝีปากสวยค่อย ๆ จุดรอยยิ้มบางเบา เป็รอยยิ้มเอ็นดูที่ผสมผสานไปด้วยความเอ็นดูและความท้าทายในเวลาเดียวกัน
“ใจแข็งจังนะ...” เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ
พริบตาต่อมา บรรยากาศรอบตัวของณิชาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าหายวับไปทันทีเมื่อร่างของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิทสองคนเดินก้าวออกมาจากมุมมืดของอาคาร ชายทั้งสองก้มหัวให้ณิชาด้วยความเคารพเกรงกลัว สายตาของพวกเขามองพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตรง ๆ กับผู้หญิงตรงหน้า
แววตาของณิชาในยามนี้ เ็า สงบนิ่ง และแฝงไปด้วยความรังสีอำมหิตอันลึกลับ ผิดกับเมื่อกลางวัน ‘คุณณิชา’ ที่เพิ่งตามจีบพนักงานร้านกาแฟเมื่อครู่นี้ราวกับเป็คนละคน
“นายหญิงครับ” บอดี้การ์ดคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “เื่ที่ให้ไปตรวจสอบเรียบร้อยแล้วครับ”
ณิชายกมือขึ้นรับเอกสารที่เป็เพียงกระดาษแผ่นเดียวมาไว้ในมือ สายตายังคงจับจ้องไปทางทิศทางที่ข้าวหอมเพิ่งเดินลับสายตาไป น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนคนฟังต้องเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ
“เื่ของผู้หญิงคนนั้น... ยังไม่มีใครรู้ใช่ไหม?”
“ครับนายหญิง ฝั่งนู้นยังไม่รู้ว่ าเธอคือคนที่นายหญิงให้ความสนใจ และเื่ในคืนนั้น... ทุกอย่างถูกปิดเป็ความลับตามคำสั่งครับ”
ณิชานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความลึกลับและอันตรายของผู้นำเครือข่ายมืดใต้ดินระดับประเทศ
“ดี...” เธอเอ่ยเสียงเบา “เพราะถ้ามีใครกล้าแตะต้องเธอแม้แต่ปลายเล็บ... ฉันจะล้างบางพวกมันให้หมด”