แสงสว่างรำไรของยามอรุณรุ่งเริ่มทอทาบขอบฟ้าทางทิศตะวันออกอย่างแ่เบาคลี่คลายดุจผืนผ้าไหมสีทองอร่ามที่สรวง์บรรจงคลุมโลกเพื่อขับไล่ความมืดมิดของรัตติกาลอันยาวนานให้จางหายไปทีละน้อย
ทว่าภายในป่าสนลึกที่โอบล้อมเชิงเขาจื่อซานอันลึกลับไอหมอกสีขาวหม่นยังคงจับตัวหนาทึบและขุ่นมัวปกคลุมทุกตารางนิ้วจนทัศนวิสัยพร่าเลือนมองเห็นได้เพียงระยะไม่กี่จ้างบรรยากาศรอบกายเงียบสงัดวังเวง ราวกับโลกทั้งใบกำลังกั้นลมหายใจเพื่อไว้อาลัยให้แก่หนี้เืที่เพิ่งถูกชำระไปในคืนที่ผ่านมา
มีเพียงเสียงหยดน้ำค้างที่ไหลรวมตัวกันบนปลายใบสนอันแหลมคมก่อนจะร่วงหล่นลงสู่พื้นดินแฉะชื้นส่งเสียง ติ๋ง... ติ๋ง...เป็จังหวะสม่ำเสมอพอกับเสียงเข็มนาฬิกาแห่งกาลเวลาที่เคลื่อนผ่านไปอย่างเฉยเมยไม่แยแสต่อโชคชะตาอันบิดเบี้ยวของมนุษย์ที่ต้องเข่นฆ่ากันเพื่ออุดมการณ์จอมปลอม
ท่ามกลางม่านหมอกที่เลือนรางดั่งภาพวาดพู่กันจีนร่างในชุดสีเทาหม่นของ ฟางหาน ปรากฏขึ้นราวกับิญญาที่เร้นกายจากโลกภายนอกเส้นผมสีขาวโพลนของเขาที่ยาวสยายปลิวไสวไปตามแรงลมหนาว ดูตัดกับสีเขียวเข้มของแมกไม้อย่างน่าเกรงขามแฝงความอ้างว้างโดดเดี่ยวดุจยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะเพียงลำพัง
หน้ากากศิลาสีดำที่สวมอยู่บดบังความรู้สึกทั้งมวลไว้ภายใต้ผิวััที่แข็งทื่อทิ้งไว้เพียงดวงตาเนตรโลหิตปีศาจที่บัดนี้ดูสงบนิ่งราบเรียบพอกับผิวน้ำในบ่อร้างทว่ากลับแฝงไว้ด้วยประกายแห่งความระแวดระวังที่คมกริบไม่ต่างจากกระบี่สังหารที่ซ่อนอยู่ในฝักมืด
เขาขยับกายก้าวเดินไปบนทางลาดชันที่ขรุขระอย่างแช่มช้าท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเขามิใช่การเดินของปุถุชนธรรมดาหากแต่เป็การเยื้องย่างที่แ่เบาไร้สุ้มเสียงจนแทบไม่ทิ้งรอยเท้าไว้บนพื้นดินที่อ่อนนุ่มและชุ่มน้ำทุกย่างก้าวแฝงไว้ด้วยกระแสพลังปราณเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาข่มขวัญสัตว์ป่าและแมลงน้อยใหญ่ให้หลีกทางไปโดยสัญชาตญาณแห่งความตายที่เข้มข้น
ฟางหานหยุดนิ่งอยู่ริมลำธารเล็ก ๆที่ไหลรินผ่านซอกหินศิลาซึ่งปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำสีเขียวครึ้มเขาเหม่อมองไปยังเงาสะท้อนของตนเองในน้ำที่ใสสะอาดจนเห็นกรวดทรายเบื้องล่างเงาของชายหน้ากากศิลาผมขาวที่ดูแปลกแยกและแปลกปลอมจากโลกที่มีแสงสว่างใบนี้
เขายื่นมือที่ซีดขาวดั่งหิมะเก่าลงไปััผิวน้ำที่ไหลเย็นความเย็นจัดของสายน้ำในยามเช้ามักทำให้คนรู้สึกสดชื่นทว่ามันมิอาจเทียบเท่าความหนาวเหน็บที่เกาะกุมและกัดกินอยู่ในดวงใจของเขาได้แม้เพียงเศษเสี้ยวเดียว
“สามปีที่ผ่านมา...” ฟางหานพึมพำกับสายน้ำที่ไหลผ่านปลายนิ้วน้ำเสียงของเขาแหบพร่า โดดเดี่ยว และแห้งแล้งอุปมาได้กับเสียงใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบย่ำจนแตกละเอียด
“ข้าฝันถึงการกลับมาทำลายบรรพตม่วงทุกลมหายใจที่ข้าอยู่ในนรกข้าเฝ้าคิดถึงวินาทีที่จะได้เห็นพวกมันทรมาน... แต่เหตุใดเมื่อได้ยืนต่อหน้าพวกมันในคืนนี้และได้หลั่งเืผู้าุโเพื่อสังเวยความแค้นข้ากลับรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ลึกสุดหยั่งถึงเพียงนี้? หรือว่าความแค้นมิใช่จุดจบของความทุกข์แต่มันคือจุดเริ่มต้นของนรกขุมใหม่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด?”
ความเหงาคือดาบที่คมที่สุดในยุทธภพ และฟางหานกำลังเผชิญกับดาบนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ท่ามกลางหมอกหนาเขาชักกระบี่ไม้หัก “คืนิญญา” ออกมาจากข้างเอวอย่างละเมียดละไมมองดูเนื้อไม้ที่ดูไร้ราคาและทรุดโทรมทว่ากลับแฝงไปด้วยอำนาจสังหารที่สั่นะเืฟ้าดินยามที่มีไออาฆาตสถิตอยู่
เขาใช้นิ้วมือลูบคมกระบี่ที่มองไม่เห็นอย่างแ่เบาจิตใจของเขาล่องลอยไปถึงสาส์นท้าเืที่เขาฝากไว้แทบเท้าของฉู่เทียนเขาไม่ได้้าฆ่าฉู่เทียนให้ตายตกไปในดาบเดียว เพราะความตายนั้นรวดเร็ว ง่ายดายและสบายเกินไปสำหรับหนี้แค้นที่เขาและมารดาได้รับมาตลอดสามปี
เขา้าให้ฉู่เทียนได้ัักับรสชาติของการถูก่ชิงทุกสิ่งอย่างทีละน้อยรสชาติของความสิ้นหวังที่ต้องมีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงทุกลมหายใจว่ามัจจุราชจะมาเยือนในยามใด...นั่นต่างหากคือการล้างแค้นที่สาสมยิ่งกว่าความตาย
ขณะที่เขากำลังจมอยู่ในห้วงความคิดที่มืดดำ ประสาทััที่ถูกลับจนคมกริบของเขากลับรับรู้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ...กลิ่นหอมสะอาดและบริสุทธิ์ที่คุ้นเคยคล้ายกับกลิ่นของดอกโบตั๋นที่ผลิบานท่ามกลางหยาดน้ำค้างยามอรุณ
ฟางหานชะงักนิ่งไป แววตาของเขาสั่นไหวราวกับเปลวเทียนต้องลมพัดเขาไม่ได้หันไปมองในทันที ทว่าน้ำเสียงเย็นเยียบกลับหลุดรอดออกมาจากหลังหน้ากากศิลาด้วยท่วงทำนองที่ข่มขวัญ
"วาสนาของเ้าช่างเหนียวแน่นจนน่ารำคาญเกินไปหรือไม่...ลู่ชิงเหยา เ้าคิดว่าป่าสนแห่งนี้คืออุทยานในสำนักร้อยบุปผางั้นรึ?"
จากหลังพุ่มไม้ใหญ่ที่ชุ่มด้วยน้ำค้างร่างบอบบางในชุดสีฟ้าอ่อนที่ดูสง่างามก้าวเดินออกมาอย่างนุ่มนวลเฉกเช่นเหยียบย่างบนปุยเมฆแม้จะมีร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการติดตามและความหนาวเย็นปรากฏบนใบหน้าแต่ดวงตากลมโตคู่สวยของนางยังคงฉายประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวและความใฝ่รู้อย่างไม่เสื่อมคลาย
นางหยุดยืนห่างจากเขาประมาณห้าก้าว จ้องมองแผ่นหลังที่กว้างทว่าโดดเดี่ยวของบุรุษลึกลับด้วยความรู้สึกที่ยากจะพรรณนา
“ท่านผู้กล้า...ข้ามิได้มีเจตนาจะติดตามรบกวนเส้นทางพเนจรของท่านเพียงเพื่อความสนุกสนาน”
ลู่ชิงเหยาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางกังวาน นุ่มนวล และอบอุ่นอุปมาได้กับเสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้ในฤดูใบไม้ผลิ
“เพียงแต่ทางเดินออกจากขุนเขาจื่อซานในม่านหมอกนี้มีไม่มากนักและข้าก็เพียงแต่อยากมั่นใจว่า... ผู้ที่มีพระคุณช่วยชีวิตข้าจะปลอดภัยจากการถูกไล่ล่าของยอดฝีมือสำนักบรรพตม่วงที่กำลังโกรธแค้นและระดมกำลังค้นหาไปทั่วทั้งเขาในยามนี้”
ฟางหานหันกลับมาอย่างช้า ๆ การเคลื่อนไหวของเขางดงามทว่าก็น่าหวาดเกรงในเวลาเดียวกันเปรียบได้กับการเยื้องย่างของพญาเสือโคร่งในป่าลึก
"ความปลอดภัยของข้ามิใช่สิ่งที่สตรีที่มองโลกสวยงามเช่นเ้าต้องนำมาเป็กังวล และความตายของข้า...ก็มิใช่สิ่งที่คนกระจอกงอกง่อยในบรรพตม่วงจะพรากไปได้ง่าย ๆ ในยามนี้เ้าควรห่วงโซ่ตรวนของกฎเกณฑ์ยุทธภพที่เ้าสังกัดอยู่จะดีกว่า"
ลู่ชิงเหยาขยับยิ้มบาง ๆเป็รอยยิ้มที่สามารถละลายน้ำแข็งที่เกาะกุมในหัวใจคนได้
“ท่านพูดจาดูถูกตนเองเกินไปหรือไม่ก็อาจจะดูถูกคนทั้งโลกมากเกินไปหน่อยหรือไม่... ข้าเพียงอยากทราบนามที่แท้จริงของท่านคือสิ่งใดกันแน่? และเหตุใดแววตาหลังหน้ากากนั้นถึงได้เต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่แผดเผาทุกสิ่งจนมองไม่เห็นแสงตะวันอันอบอุ่นท่านแบกโลกไว้คนเดียวไม่หนักเกินไปรึ?”
"นามของข้าถูกฝังอยู่ใต้กองกระดูกในหุบเขาหมื่นศพไปนานแล้ว"
ฟางหานกล่าวพลางก้าวเข้าหานางเพียงก้าวเดียว รังสีสังหารจาง ๆที่เย็นจัดแผ่ซ่านออกมาจนนางต้องถอยร่นโดยอัตโนมัติด้วยความหนาวสั่นที่แล่นพล่านถึงไขสันหลัง
"เ้าควรจะกลับไปที่สำนักร้อยบุปผาอันแสนสุขของเ้าเสียโลกภายนอกกำแพงบรรพตม่วงนั้นโสมม โหดร้าย และเต็มไปด้วยคมกระบี่ที่มองไม่เห็นมันมิใช่ที่สำหรับเดินเล่นของคุณหนูผู้สูงศักดิ์เช่นเ้า"
“ข้ามิใช่ดอกไม้ในเรือนกระจกที่เปราะบางอย่างที่ท่านคิด”
ลู่ชิงเหยาเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนงในศักดิ์ศรี
“บิดาของข้าสอนให้ข้าช่วยเหลือผู้คนและสอนให้ข้ามองหาความสัตย์จริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่ลวงตา... แววตาของท่านบอกข้าว่าท่านมิใช่ปีศาจร้ายอย่างที่คนเ่าั้กล่าวอ้างเพื่อปกป้องตนเองทว่าท่านคือคนที่กำลังเ็ปเจียนตายจากการถูกทรยศหักหลังต่างหากท่านคือผู้ที่์เมินเฉย แต่ข้ามิอาจเมินเฉยได้!”
คำพูดที่แหลมคมทว่าแฝงด้วยความเห็นใจของนางทิ่มแทงเข้าไปในส่วนที่อ่อนไหวที่สุดของฟางหานที่เขาพยายามปิดตายมาตลอดฟางหานแค่นหัวเราะอย่างแหบพร่าและวังเวง
"ความสัตย์จริงงั้นหรือ? ความสัตย์จริงคือข้ามีเวลาเพียงหนึ่งปีในการเตรียมการล้างบางคนบาปให้สิ้นซากและข้ามิอาจมีเวลาว่างมาเสวนากับคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่หลงอยู่ในโลกแห่งอุดมคติเช่นเ้าได้อย่าให้ข้าต้องลงมือกับเ้าเพื่อไล่เ้ากลับไป"
เขาเตรียมจะทะยานร่างจากไปราวกับเงาพรายที่สลายตัวในหมอกทว่าลู่ชิงเหยากลับรวบรวมความกล้าะโไล่หลังอย่างรวดเร็ว
“ถ้าท่านจะท่องยุทธจักรเพื่อขัดเกลาวิชาและทวงแค้น...ท่านย่อม้าแผนที่และข่าวสารที่แม่นยำ!ข้ามีสาส์นลับจากสำนักร้อยบุปผาที่พูดถึง ‘หุบเขาอัคนีเย็น’สถานที่ซึ่งมีว่านวิเศษมรณะที่สามารถเสริมสร้างลมปราณหยินขั้นสูงสุดได้ท่านมิสนใจสิ่งที่จะทำให้ท่านแข็งแกร่งขึ้นเพื่อล้างแค้นหรือ? หรือท่านจะไปตามยถากรรมท่ามกลางศัตรูที่ล้อมรอบ?”
ฟางหานหยุดชะงักกะทัดรัดกึกดุจดังถูกมนต์สะกด...หุบเขาอัคนีเย็น...สถานที่นั้นคือตำนานที่เล่าขานกันในคัมภีร์โลหิตว่าเป็ที่ที่มีพลังงานหยินบริสุทธิ์และจัดจ้านที่สุดในแผ่นดินซึ่งจำเป็ต่อการบรรลุขั้นที่สี่ของวิชาไหมฟ้าดับสูญอย่างยิ่ง เขาค่อย ๆหันกลับมามองนางอีกครั้ง แววตาสีแดงฉานหรี่ลงอย่างใช้ความคิดและเคลือบแคลงสงสัย
"เ้า้าสิ่งใดเป็การแลกเปลี่ยนสำหรับข่าวสารที่ล้ำค่านี้? ยุทธภพไม่มีสิ่งใดที่ได้มาเปล่าๆ โดยไม่มีข้อผูกมัด"
ลู่ชิงเหยาก้าวเข้ามาใกล้เขาอีกนิดอย่างไม่เกรงกลัวรังสีสังหารที่แผ่ออกมาดุจคลื่นความเย็นแววตาของนางจริงจังและแน่วแน่
“ข้า้าติดตามท่านไปในฐานะสหายร่วมทาง...มิใช่ในฐานะตัวถ่วงที่คอยให้ท่านช่วย ข้า้าเห็นด้วยตาตัวเองว่า ความแค้นที่แสนหนักอึ้งที่ท่านแบกไว้นั้นจะนำพาชีวิตของท่านไปสู่จุดจบที่งดงามหรือพินาศและข้าอยากจะพิสูจน์ความเชื่อของข้าว่า... ภายใต้หน้ากากศิลาที่แสนเย็นเยียบนี้ยังมีหัวใจของมนุษย์ที่รู้จักความเ็ปหลงเหลืออยู่หรือไม่”
ฟางหานนิ่งเงียบไปนานแสนนานจนไอหมอกเริ่มจางตัวลงเผยให้เห็นแสงแดดที่ลอดผ่านยอดไม้ ลมหนาวพัดผ่านป่าสนจนเกิดเสียงหวีดหวิวการมีนางติดตามไปด้วยย่อมหมายถึงอุปสรรค ความวุ่นวายและจุดอ่อนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อทว่าข่าวสารเื่หุบเขาอัคนีเย็นนั้นสำคัญเกินกว่าจะมองข้ามได้เพื่อหนทางแห่งชัยชนะและเหนือสิ่งอื่นใด... เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่สั่นไหวและอบอุ่นเล็ก ๆ ในทรวงอกอย่างที่มิเคยััได้เลยมาตลอดสามปีที่อยู่ในนรก
"หากเ้าอยากเห็นนรกด้วยตาตนเองจนตัวสั่นข้าก็มิอาจห้ามความดื้อรั้นของเ้าได้"ฟางหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบทว่าแฝงไว้ด้วยการยอมรับที่หาได้ยาก
"แต่จงจำไว้ลู่ชิงเหยา...หากชีวิตของเ้าตกอยู่ในอันตรายจนเกือบอาสัญข้ามิสัญญาว่าจะยื่นมือไปช่วยเ้าเป็ครั้งที่สอง และหากเ้าขวางทางแค้นของข้าข้าจะทิ้งเ้าไว้กลางทางอย่างไร้เยื่อใย ไม่ต่างจากกรวดหินที่ไร้ค่า"
“นรกที่ได้เห็นด้วยตาตนเอง ยังดีกว่านรกที่คนอื่นมาหลอกให้ข้าฟัง”
ลู่ชิงเหยาตอบรับด้วยรอยยิ้มที่งดงามดุจดวงจันทร์ยามค่ำคืนที่เมฆบัง
“นั่นคือคำสัญญาที่ข้าพึงใจที่สุด”
หนึ่งจอมยุทธ์หน้ากากศิลาผมขาวผู้แบกรับนรกไว้ในอกและหนึ่งโฉมงามแห่งสำนักร้อยบุปผาผู้ค้นหาความสัตย์จริง เริ่มออกเดินทางเดินเข้าสู่ม่านหมอกที่หนาทึบเบื้องหน้าทิ้งโลกเดิมที่เน่าเฟะไว้เื้ั
เป็การเริ่มต้นการเดินทางท่องยุทธจักรที่เต็มไปด้วยภยันตรายความลับ และเงื่อนปมแห่งพรหมลิขิตที่ซับซ้อนยิ่งกว่าที่ใครจะคาดคิดทิ้งเื้ัไว้เพียงรอยเท้าที่เลือนรางในป่าสน และเสียงกระซิบของสายลมที่พยากรณ์ถึงพายุใหญ่ที่กำลังจะพัดถล่มยุทธภพให้ราบพินาศในไม่ช้า
*********************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่ "กระบี่คืนิญญา"โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร
************************************
สวัสดีนักอ่านที่รักทุกท่านครับ... เดินทางมาถึงบทที่ ๑๓ กันแล้ว ในตอนนี้ผมอยากพาพาทุกท่านก้าวผ่านม่านหมอกหนาในป่าสนไปพร้อมกับ "ฟางหาน" จอมยุทธ์ที่แบกรับนรกไว้ในอก และการปรากฏตัวของ "ลู่ชิงเหยา" โฉมงามผู้ไม่ยอมสยบต่อความมืดมิด
ในบทนี้ ผมตั้งใจถ่ายทอดความรู้สึก "ว่างเปล่า" หลังจากที่ความแค้นถูกชำระไปส่วนหนึ่ง เพราะบางครั้งชัยชนะเหนือศัตรูอาจไม่ใช่จุดจบของความทุกข์ แต่อาจเป็จุดเริ่มต้นของนรกขุมใหม่ที่ลึกกว่าเดิม...
"ความแค้นมิใช่จุดจบของความทุกข์ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของนรกขุมใหม่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด?"
ขอบคุณทุกการติดตาม ทุกคอมเมนต์ และทุกกำลังใจที่มอบให้นามปากกาพิมภัสสรเสมอมานะครับ ความเข้มข้นหลังจากนี้จะทวีคูณขึ้น เมื่อการเดินทางมุ่งสู่ "หุบเขาอัคนีเย็น" เริ่มต้นขึ้น พร้อมกับเงื่อนปมแห่งโชคชะตาที่ซับซ้อนเกินกว่าใครจะคาดคิด
ฝากกดติดตามและเป็กำลังใจให้ฟางหานในการทวงคืนความยุติธรรมครั้งนี้ด้วยนะครับ!...พิมภัสสร