สายฝนตระหน่ำซัดลมและเม็ดฝนกระแทกกระจกหน้าต่างห้องทำงานชานเมืองดังอย่างไม่ขาดสาย ท้องฟ้าภายนอกกลายเป็สีเทาหม่นและมืดมิดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากเมฆฝนก้อนใหญ่พัดผ่านเข้ามา
ธันวานั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำงานไปพลาง แต่สายตากลับเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างทุกๆ สองนาทีเพื่อดูว่าเด็กข้างบ้านกลับมาหรือยัง ลมชานเมืองพัดแรงจนต้นไม้เต้นระบำ และเสียงฟ้าร้องคำรามต่ำทำให้ผมขมวดคิ้วด้วยความวิตกกังวล
ทันใดนั้น แสงไฟหน้าจอมือถือก็สว่างขึ้น พร้อมกับระบบแจ้งเตือนว่าข้าวหอมพิมพ์ข้อความมาบอกว่าถึงป้ายรถเมล์หน้าปากซอยหมู่บ้านแล้ว
ผมคว้าเอาคันร่มสีดำขนาดใหญ่พิเศษทันที เดินก้าวข้ามกำแพงเตี้ยและเปิดรั้วบ้านออกไปยืนรอที่ทางเข้าบ้านของน้อง ฝนตกหนักมากจนกางเกงสแล็คของผมเริ่มเปียกชื้นบริเวณปลายขา แต่หัวใจของผมกลับเต้นกระวนกระวายด้วยความห่วงใยมากกว่า สายตาคมจ้องมองฝ่าสายฝนเห็นร่างเล็กตัวบางของข้าวหอมวิ่งเหยาะๆ เข้ามาในซอยโดยมีเพียงเป้สะพายหลังยกขึ้นบังหัว ร่างบางเปียกมะลอกมะแลกราวกับลูกนกตกน้ำ
"ข้าวหอม! วิ่งมานี่เร็วครับ!"
ผมะโส่งเสียงฝ่าพายุฝนพลางรีบก้าวเท้าเดินจ้ำอ้าวเข้าไปกางร่มบดบังสายฝนเหนือหัวของน้องทันที
ข้าวหอมสะดุ้งตัวโยนและเงยใบหน้าขาวซีดที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำฝนขึ้นมองผม ดวงตากลมโตสั่นระริก ปากบางสั่นระรัวด้วยความหนาวเหน็บ
"พะ... พี่ธันวา มารับผมเหรอครับ ร่มผมทำหายที่มหาวิทยาลัยครับ..."
ข้าวหอมละล่ำละลักบอกเสียงสั่น
"ซุ่มซ่ามจนทำร่มหายในวันฝนตกหนักแบบนี้อีกแล้วนะครับตัวแสบ รีบเดินตามพี่เข้าบ้านเร็วครับ"
ผมดุน้องเสียงเข้มแต่แฝงความห่วง โอบไหล่บางของน้องเข้าหาตัวเบียดชิดใต้ร่มคันใหญ่ พาน้องเดินตรงเข้าไปในตัวบ้านเดี่ยวสีขาวของข้าวหอมอย่างรวดเร็ว
"รีบขึ้นไปอาบน้ำอุ่นและสระผมทันทีเลยนะข้าวหอม เดี๋ยวพี่จะลงไปเตรียมยาและทำของร้อนๆ ให้ทาน ห้ามชักช้าเด็ดขาดครับ"
ผมสั่งการเสียงเด็ดขาด ข้าวหอมพยักหน้ารับคำหงึกๆ พลางวิ่งตัวเปียกขึ้นบันไดชั้นสองไปทันที
ผมจัดการล้างมือให้สะอาดและเดินเข้าไปในห้องครัวบ้านข้าวหอม หยิบวัตถุดิบและหม้อข้าวออกมาทำข้าวต้มหมูสับร้อนๆ กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวต้มเริ่มลอยฟุ้งอบอวลชวนผ่อนคลาย หลังจากทำเสร็จและเดินขึ้นมาที่ชั้นสอง เคาะประตูห้องนอนของข้าวหอมก็พบว่าประตูไม่ได้ล็อก ผมจึงผลักเข้าไปเบาๆ
ร่างเล็กของข้าวหอมในชุดนอนขายาวสีฟ้าอ่อนนอนซมอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยพิษไข้ ลมหายใจเข้าออกร้อนผ่าวและสั่นสะท้าน ผมวางชามข้าวต้มลงที่โต๊ะข้างเตียงและรีบทรุดตัวนั่งลงบนขอบเตียงทันที เอื้อมมือหนาไปทาบหน้าผากมนก็พบว่าร้อนรุ่มราวกับเปลวไฟ
"ไข้ขึ้นสูงเลยนะเรา ดื้อจนได้เื่จริงๆ"
ผมพูดน้ำเสียงแ่เบาเจือความเป็ห่วงอย่างที่สุด
ผมเดินไปเตรียมชามใส่น้ำอุ่นและผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก นั่งลงข้างเตียงแล้วค่อยๆ พับแขนเสื้อเชิ้ตของตัวเองขึ้น บรรจงซับน้ำอุ่นเช็ดตามใบหน้าน่ารัก ซอกคอขาวระหง และแผ่นอกบางของน้องอย่างเบามือที่สุดเพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย ข้าวหอมครางเครือในลำคอเบาๆ ด้วยความรู้สึกอุ่นและผ่อนคลาย ดวงตากลมป่องปรือมองผมอย่างเลื่อนลอย
"พี่ธันวา... ผมหนาว..."
เสียงแหบพร่าเอ่ยบอกออดอ้อนน่ารังแก
"ลุกมาทานข้าวต้มและทานยาลดไข้ก่อนครับเด็กดี จะได้นอนพักผ่อน"
ผมประคองร่างบางให้ลุกขึ้นพิงหัวเตียง ค่อยๆ เป่าข้าวต้มให้หายร้อนแล้วป้อนใส่ปากน้องทีละช้อน ข้าวหอมเคี้ยวกลืนอย่างว่าง่ายจนหมดชามและทานยาตามไปจนเรียบร้อย
---
พิษไข้ทำให้ร่างกายของข้าวหอมหนักอึ้งราวกับหินและสะท้านหนาวสั่นอยู่ภายในใจ แต่ในความมืดมนสลัวของห้องนอน ััจากผ้าเช็ดตัวอุ่นๆ และฝ่ามือหนาที่คอยลูบหัวประคองป้อนข้าวป้อนยานั้นให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างที่สุด
ผมกึ่งหลับกึ่งตื่นจ้องมองเงาร่างสูงใหญ่ของพี่ธันวาที่คอยนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ยอมห่าง แววตาคมเข้มคู่นั้นจับจ้องมองผมด้วยความห่วงใย
พี่ธันวาขยับตัวลุกขึ้นยืนทำท่าจะเก็บชามข้าวต้มออกไปข้างนอกห้อง หัวใจของผมพลันวูบไหวด้วยความกลัวความเงียบเหงาและความมืดภายนอกในค่ำคืนพายุฝนดุเดือดนี้ มือเรียวบางของผมเอื้อมออกไปคว้าหมับเข้าที่ข้อมือหนาปูดโปนของพี่ธันวาไว้แน่นตามสัญชาตญาณ
"พี่ธันวา... อย่าเพิ่งไปครับ..."
ผมครางงอแงเสียงสั่นเครือจากไข้
พี่ธันวาชะงักหยุดกึกลงทันที หันกลับมามองดวงหน้าของผมด้วยความแปลกใจ
"พี่แค่จะเอาชามไปเก็บข้างล่างเองครับข้าวหอม เดี๋ยวพี่ก็กลับขึ้นมาเฝ้าแล้ว"
"ไม่เอา... อยู่ตรงนี้เลยนะครับ ผมกลัวเสียงฟ้าร้อง... พี่ธันวาอยู่กอดผมหน่อยได้ไหม..."
ข้าวหอมละเมอพูดอ้อนขอน้ำเสียงงอแง แก้มใสแดงซ่านพยายามดุแขนแกร่งของพี่ธันวาลงมาหาเตียงนอน
พี่ธันวานิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ หน้าคมเข้มหันมาสบตาผมด้วยความรู้สึกวูบไหวและสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ลมหายใจของเขาดูติดขัดไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางวางชามลงที่โต๊ะข้างเตียงตามเดิม ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ก้าวขึ้นมาบนเตียงกว้าง ทรุดตัวลงนอนข้างๆ ผมใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน
วงแขนแกร่งและอบอุ่นโอบกระชับดึงตัวผมเข้าหาอกกว้างหนานุ่มของเขาอย่างอ่อนโยน ััอุ่นผ่าวจากร่างกายของพี่ธันวาช่วยบรรเทาความหนาวสั่นสะท้านในกระดูกของผมจนหมดสิ้น แผ่นอกบางของผมแนบชิดกับอกกว้างอันมั่นคง ใบหน้าของผมซุกซบอยู่ตรงซอกคออุ่นสะอาดของเขา กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกลิ่นเหงื่อบุรุษเพศทำให้อารมณ์ของผมสงบลงอย่างประหลาด
"ดื้อจริงๆ เลยนะครับเรา ป่วยแล้วอ้อนเก่งขนาดนี้ใครจะไปทิ้งลงครับ"
เสียงกระซิบต่ำทุ้มอ่อนละมุนดังอยู่ข้างใบหู พร้อมกับฝ่ามือหนาที่ลูบแผ่นหลังปลอบประโลมผมเบาๆ
หัวใจดวงน้อยของผมเต้นเป็จังหวะสม่ำเสมอและสงบลงท่ามกลางเสียงสายฝนภายนอกที่ยังคงตกลงมาอย่างหนักหน่วง อ้อมกอดของพี่ข้างบ้านคนนี้ช่างอุ่นและให้ความรู้สึกปลอดภัยที่สุดในโลกจนผมไม่อยากปล่อยมือ... ผมหลับตาลงกอดกระชับเอวหนาของพี่ธันวาแน่นขึ้นและจมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราแสนหวานทันที
---
ธันวามองร่างเล็กที่หลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมกอดด้วยความรู้สึกหลากล้นในอก มือบางของข้าวหอมยังคงกอดรัดเอวของเขาแน่นราวกับตุ๊กตาหมีตัวโปรด ลมหายใจอุ่นร้อนสม่ำเสมอเป่ารดซอกคอจนรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งร่าง
การต้องมานอนกอดร่างนุ่มนิ่มของคนที่ตัวเองแอบชอบมานานหลายปีในชุดนอนบางๆ บนเตียงแคบช่างเป็การทดสอบความอดทนขั้นสูงสุดของชายหนุ่มวัยสามสิบห้าอย่างผมจริงๆ กลิ่นหอมสะอาดของสบู่และกลิ่นกายเด็กหนุ่มยั่วยวนอารมณ์ดิบในกายผมให้พลุ่งพล่านจนต้องพยายามข่มตาหลับและท่องในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าน้องกำลังป่วย และผมต้องสุภาพกับน้องจนกว่าน้องจะพร้อมและยินยอม
ผมกระชับอ้อมกอดโอบอุ้มร่างบางไว้แน่นขึ้น จูบซับลงบนกลุ่มผมชุ่มชื้นเบาๆ ด้วยความรักและหวงแหนอย่างที่สุด
"หายไวๆ นะครับเด็กดื้อของพี่... พี่อยู่ตรงนี้และจะดูแลเราตลอดไปครับ"
ผมกระซิบคำรักในความมืดสลัวและหลับตาลงนอนเคียงข้างน้องจนกระทั่งแสงอรุณรุ่งแรกของวันใหม่ส่องสว่างเข้ามาในห้องนอนสีขาวสะอาด
---
เมื่อแสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องนอน ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความรู้สึกเบาสบายตัว อาการไข้ที่เคยหนักอึ้งเมื่อคืนบรรเทาลงไปมากจนเกือบหายดี ทว่าสิ่งที่ทำให้ผมสะดุ้งตัวแข็งทื่อคือััอุ่นๆ และความหนักแน่นรอบเอว
ผมหันไปมองด้านข้างก็พบใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาของพี่ธันวาในระยะประชิด แว่นตาหนาของเขาถูกถอดวางไว้ที่โต๊ะหัวเตียง เผยให้เห็นคิ้วเข้มหนาพาดเฉียงและแพขนตายาว ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป่ารดตรงหัวไหล่ของผม แขนแกร่งของเขาโอบรัดรอบเอวผมไว้แน่นในอ้อมกอดที่แสนอบอุ่น
ผมพยายามจะค่อยๆ ขยับตัวหนีออกมาอย่างแ่เบาเพื่อไม่ให้คนตัวโตตื่น แต่ััขยับเพียงนิดเดียวก็ทำให้พี่ธันวาปรือตาคมกริบคู่นั้นขึ้นมาทันที
"ตื่นแล้วเหรอครับข้าวหอม... อาการไข้เป็ยังไงบ้าง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำยามเช้าของเขาแหบพร่าและนุ่มนวลจนทำให้ใจของผมเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง
"เอ่อ... ดีขึ้นแล้วครับพี่ธันวา ขอบคุณนะครับที่นอนเฝ้าไข้ผมทั้งคืน..."
ผมตอบเสียงอ้อมแอ้มหลบสายตาคม
พี่ธันวาไม่พูดเปล่า แต่ขยับร่างสูงใหญ่เข้ามาใกล้มากขึ้น เอื้อมมือหนาอุ่นๆ มาวางบนหน้าผากของผมเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนใบหน้าคมเข้ามาใกล้และก้มลงแตะหน้าผากของเขาเข้ากับหน้าผากของผมเบาๆ เพื่อเทียบระดับความร้อน ััเนื้อแนบเนื้อในระยะประชิดทำให้สมองของผมะเิตู้มเป็สีชมพูอีกรอบ
"ไข้ลดลงแล้วครับ ตัวแค่อุ่นๆ แต่ยังประมาทไม่ได้ วันนี้พี่จะให้ทานข้าวต้มอุ่นๆ อีกมื้อและห้ามไปเรียนวิชาเช้านะครับ พี่คุยกับเพื่อนเราทางแชทเรียบร้อยแล้ว"
"เอ๊ะ! พี่ธันวาคุยกับมุกแล้วเหรอครับ..."
ผมถามตาโต
"ครับ พี่คุยธุระให้แล้ว นอนพักผ่อนนิ่งๆ ไปก่อนนะครับเด็กดื้อ เดี๋ยวพี่ลงไปทำข้าวต้มให้ใหม่"
พี่ธันวาพูดพลางเอานิ้วเคาะจมูกผมเบาๆ อย่างหมั่นไส้ ก่อนจะก้าวลงจากเตียงเดินออกไปจัดการในครัว ทิ้งให้ผมนอนกอดผ้าห่มบิดตัวเขินอายอยู่บนเตียงนอนคนเดียว