พวกเราล้วนมีอุดมการณ์ทำนุบำรุงบ้านเมือง ขจัดภัยพาล ยามนี้เกิดาล้างพรรคมารที่หาได้มาร ไหนจะเื่ลับในวังหลวงที่พึ่งประสบ ความวุ่นวายนี้ชาวเราบนเรือฟู่เฮาจะยุติมันเอง
ในห้องส่วนตัวของคุณชาย ประตูหน้าต่างถูกปิดมิดชิด มีเพียงเราสามนั่งเสวนา
"มิต้องเร่งรัดเป็การดี" ข้าเสนอ "อย่างไรเสียนางก็เป็คนจากวังหลวง ย่อมมีความลับเป็ธรรมดา"
"เื่นี้นับว่าใหญ่หลวง เรือเสด็จถูกพรางเป็เรือสินค้า ซ้ำยังถูกเผาวอดวายทำลายหลักฐาน ตามการบอกเล่าของจี้จิน มีศพลูกเรือและนางในมากมาย มีเพียงจูเซียงหลานคนเดียวที่รอด ศพพวกเขาล้วนถูกอาวุธ" คุณชายแจงสถานการณ์
"นอกจากแม่นางจู จี้จินได้นำสิ่งใดติดตัวมาอีกหรือไม่" ท่านอินถาม
"มี" คุณชายนายเรือลุกขึ้นหยิบม้วนคำภีร์แกนเงินขอบทองคล้ายคำสั่งราชโองการ เขาคลี่กางม้วนออก บนผืนกระดาษปรากฎอักขระประหลาด
"คล้ายคลึงกับอักษรโบราณราชวงศ์ซางที่ข้าเคยศึกษา ทว่าไม่มีแม้สักตัวที่ข้ารู้จัก" ข้าหลิวกวงไท่จนปัญญานัก
"ท่านอย่าได้วิตก อักษรเหล่านี้คือรหัสลับ ป้องกันสารรั่วไหล มีเพียงคนในเท่านั้นที่ทราบความ " คุณชายแซ่ต้วนปลอบ
นอกเหนือจากอักขระลับ โดยรอบมีจิตรกรรมดวงดาราล้อมรอบ ประกอบด้วยนักรบชุดเกราะวาดลวดลายออกวิชา ความสัมพันธ์นี้ช่างคุ้นตา
"ข้าคิดว่าวิธีถอดรหัสคือใช้เคล็ดวิชาร้อยแปดเชื่อมดารา วิชาทหารหลวงราชองครักษ์" ข้ากล่าวตามความคิด
"วิเศษนัก อักษรเหล่านี้คล้ายการเดินลมปราณและท่วงท่าวรยุทธ์ หากเราเสาะหาผู้รู้เคล็ดวิชาอาจไขปริศนานี่ได้" คุณชายแซ่ต้วนใบหน้าสดใสขึ้นทันตา
"ถึงจะทราบจากผู้มีเคล็ดวิชาแล้ว ต้องหาความสัมพันธ์ของวิชากับภาษาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งมิใช่เื่ง่ายเลย" ข้ายินดีที่ไขข้อกระจ่างได้แต่ก็ยังไกลความจริงนัก
"ทุกการเดินทาง สำคัญที่ก้าวแรก บัดนี้เรารู้ว่าต้องไปทิศทางใด เท่านี้ก็วิเศษมากแล้ว เพราะปัญญาอันปราดเปรื่องของท่านพี่หลิวโดยแท้" คุณชายต้วนยกมือคำนับ เอนกายด้วยความเคารพ นานเพียงใดแล้วที่ข้ามิได้รับการยอมรับนับถือ ทุกเมื่อเชื่อวันมีเพียงการก่นด่า ผู้คนตัดสินปัญญาข้าจากรูปลักษณ์ จอมยุทธ์ผู้ใช้โลหิตเป็เพลิงกาฬ ป่าเถื่อนดุดัน ไร้ความคิด เป็มารร้ายคุ้มคลั่งไม่รู้หนังสือ มีเพียงคุณชายเท่านั้นที่มองข้าจากภายใน เป็มิตรสหายที่มีค่ายิ่ง
"มิได้ มิได้ คุณชายกล่าวชมเกินไปแล้ว" แม้ไม่แสดงแต่ข้าถือเป็เกียรตินัก
ท่านอินที่นั่งอยู่ใกล้ก็ก้มศีรษะเล็กน้อยให้ข้าเช่นกัน มิทราบว่าข้าเองได้รับการยอมรับจากมัจจุราชดำนี้แล้วหรือไม่
เวลาล่วงเลยไปอีกสองวัน นอกจากคุณชายและท่านอินแล้ว ข้าได้เพื่อนร่ำสุราที่ยอดเยี่ยมอีกสามคน หนึ่งคือจี้จิน ได้ทราบฉายาว่า หนูติดปีก ดูเคร่งขรึมเมื่อทำการ หากสุราเข้าปากกลับกลายเป็คนละคน โวยวายหัวร่อเสียงแหลมสูง มักดื่มไปแสดงกายกรรมไป ช่างเป็สีสันให้วงเหล้า
อีกคนคือ อาเฉา ผู้เมามาย ข้างกายมีสุราไม่ห่าง แม้แต่ข้าก็ต้องยกตำแหน่งปีศาจสุราให้มัน ร่างล่ำสันตัวหนา หน้าเหลี่ยมแดงกล่ำ ตาคล้ายอดนอนทั้งที่นิทราเป็นิตย์ ข้าไม่เคยเห็นมันสร่างเมาแม้สักครั้ง บนโต๊ะสุรามีเพียงมันและข้าที่ยืนหยัดได้ยันฟ้ารุ่ง
สุดท้าย จางหยู่ มันเฮฮาที่สุด พล่ามเป็น้ำไหล ทว่าชวนฟัง เสียงหัวร่อในวงล้วนมาจากมัน เป็ตัวเอกในโต๊ะเสมอ ผอมสูงชะลูด หน้าเรียวยาว มีเคราดำแหลม ยิ่งทำให้หน้าดูยาว คล้ายเสาพูดได้ กระนั้นมันก็ดูหล่อเหลาไม่เบา แม้ข้าจะบรรยายไม่ดูเป็เช่นนั้น
เรามาถึงฝูเจี้ยน แวะหรงเฉิงเมืองท่ามหึมา เรือสัญจรควักไคว่ ผู้คนหลากชาติเรือหลายลักษณ์ บางลำก็มิเคยได้พานพบ ล้วนมาจากทั่วสารทิศ คือเส้นทางสายไหมทางทะเลก็มิปาน
เขาสามลูกตั้งได้ดุลสามทิศเด่นชัดดั่งคำกล่าว 'ูเากลางเมือง เมืองกลางูเา' ชัยภูมิดีเลิศ เมืองผิงูเาเลียบฝั่งน้ำ หันหน้าออกสู่ทะเล
ตามแผนการของคุณชายที่วางไว้เพื่อนัดพบกับกองกำลังต่อต้านอันเป็เสาหลักในใช้การพัฒนาแผ่นดิน ปราบปรามผู้คิดคด พบกันวันรุ่งพรุ่งนี้ บนยอดขุนเขากลอง
คณะเดินทางของคุณชายต้วนออกท่องไปยังชานขุนเขากลอง แวะสักการะวัดยงควน ยามเย็นพักทานอาหารที่โรงเตี๊ยมเอี่ยมวารี
"รสยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ เสี่ยวเอ้อ สุรามีชื่อใด" ข้าถามอย่างเบิกบาน สุราดีเข้าปาก ปิติยิ่ง
"มีชื่อว่าสุราอัสนีบาต ร้อนแรงแปลบปลาบในลำคอ ปิดด้วยรสหวานลื่นลิ้น ดั่งฟ้าหลังฝน คือคำขวัญสุราเรา" เสี่ยวเอ้อท่องอย่างลื่นไหล คงได้พูดวันละเป็ร้อยรอบนานนับปี
"เป็จริงดั่งคำขวัญ สุราดี สุราดี" ข้าเบิกบานว่าเสียงดัง "ขอเพิ่มอีกสิบไห"
เหล่าลูกเรือร่ำสุราทานข้าวปลาอาหารกันอิ่มหน่ำ โรงเตี๊ยมที่นี่ไม่เลิศหรู แต่กว้างใหญ่โอ่โถง สร้างด้วยไม้แดงมีกลิ่นหอม รองรับลูกเรือฟู่เฮาและแขกอื่นได้ไม่แออัด
โต๊ะข้าไม่รื่นรมย์นัก คุณชายและท่านอินนั่งเงียบเชียบชวนอึดอัด สองแม่นางจูและขวัญหล้าก็ได้แต่มองซ้ายแลขวา บรรยากาศแบ่งเป็สองฝ่าย
ยามร่ำสุราคือเวลาเสพสุข ขอข้าสัญจรไปโต๊ะข้างเคียงเพื่อความสำราญ หาเหล่าสหายสุรา หากข้าตาบอดก็หามันได้ไม่ยากเลย หนึ่งเสียงแหลมสูง หนึ่งเสียงเมามาย หนึ่งเสียงเฮฮา
"บิดาพาบุตรชายไปตรวจโรคกับซินแสประจำตระกูล" เ้าจางหยู่เล่าเื่ชวนหัว "วินิจฉัยออกมาทราบว่ามันเป็โรคทางการสมสู่ ซินแสถามเขาสมสู่ผู้ใด มันตอบคือสาวใช้ บิดาได้ยินก็ใ เช่นนี้ข้าก็ติดไปด้วย บุตรชายสะดุ้ง อ้าวพ่อนอนกับสาวใช้เหมือนข้า บิดาว่าต่อไม่เพียงเท่านั้นภรรยาข้าก็ติดด้วย ซินแสถึงกับหน้าเสีย บิดาถามเป็อะไรหรือท่าน" จางหยู่ค่อยๆเอามือกุมของรักของตัวเอง "ซินแสบอก เช่นนั้นข้าก็ติดโรคเข้าให้แล้ว"
เสียงหัวร่อดังสนั่น ลูกเรือโต๊ะโดยรอบต่างล้อมเข้ามาฟังมัน บรรยากาศเดิมอันคุ้นเคยบนเรือ เปลี่ยนเพียงสถานที่
"เื่เล่าต่อไปนี้ยิ่งขำกว่าก่อนหน้า ฟังให้ดี" าาเื่ตลกกล่าวเปิดเื่ต่อ "ผัวเมียอยู่ในกระท่อม..."
ฉึก!
มีดสั้นปักคอจางหยู่ โลหิตพรั่งพรูออกปากแทนเื่ขำขัน ร่างร่วงหล่นทั้งยืน สหายทั้งหลายพยุงร่างมัน อนิจจาชีวาสิ้นแล้ว
"จางหยู่!" จี้จินกู่ร้อง อุ้มร่างสหาย
"บัดซบ ผู้ใดทำร้ายเพื่อนข้า" ข้าะโลั่น มองหาต้นตอ
"มารร้ายสามานย์ ย่อมถูกกำจัด"
ประตูโรงเตี๊ยมกระแทกเปิด ลมแรงโถมกระหน่ำ ใบไม้ปลิวว่อน สามชายหนึ่งหญิงก้าวเข้ามา
"พวกเราสี่พรรคปราบอธรรมแห่งฝูเจี้ยน" หนึ่งในพวกมันแจ้ง ฟ้าผ่าลงเื้ั เห็นเพียงร่างเงา
ประตูหน้าต่างที่เหลือเบิกกว้าง เหล่าศิษย์โผกระโจนเข้ามาล้อมรอบพวกเรา มันทุกคนติดอาวุธพร้อมสู้ตาย
"ผู้สังหารเ้าสำนักอินทรีทอง กู่เทียนอิง กับจอมยุทธ์ฟ้าอุดร อี่หัว จงรับกรรมที่เ้าก่อ!"