บทที่ 16 เข้าป่า! เข้าป่า!
เนื้อหนึ่งชั่งไม่มาก แต่ในปีที่แห้งแล้งขาดแคลนและไม่มีอะไรจะกินให้อิ่มท้อง มันช่างมีค่ามากจริง ๆ
แต่ละครอบครัวนำเนื้อกลับไป บ้างก็ตุ๋นกับผัก บ้างก็ต้มน้ำแกง แต่ถึงจะประหยัดแค่ไหน ไม่เกินสามวันก็ไม่เหลือแม้แต่หยดน้ำมันสักนิด
ทุกคนในหมู่บ้านยังรู้สึกอยากได้อีก เมื่อมองกลับไปที่โต๊ะซึ่งกลับสู่สภาพเดิมที่มีแต่โจ๊กจืดชืดไร้รสชาติ ทั้งผู้เฒ่าและเด็กหนุ่มต่างก็ ‘เกิดความกล้าจากความโกรธ’ พวกเขามองไปยังูเาใหญ่นอกหมู่บ้าน
หมู่บ้านตระกูลไท่ตั้งอยู่ทางเหนือหันหน้าไปทางทิศใต้
ทางทิศใต้และตะวันตกเป็ที่ราบ ชาวบ้านตั้งรกรากทำมาหากินในไร่นาแถบนั้น
แต่ทางทิศเหนือมีแนวเขาเล็ก ๆ ยื่นออกมา เลี้ยวผ่านไปจะเป็ถนนดินที่มุ่งสู่ตัวอำเภอ
แนวเขานี้ค่อนข้างรกร้าง แต่เชื่อมต่อกับป่าเขาทางตะวันออกอย่างต่อเนื่อง ถึงไม่ถึงร้อยลูก ก็มีอยู่ราวห้าหกสิบลูก อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
แม้ว่าจะเกิดภัยพิบัติหลายปีติดต่อกัน ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นเข้าไปเก็บเกี่ยวหาอะไรที่กินได้กันหมดแล้ว แต่หากเดินลึกเข้าไปอีกหน่อย น่าจะยังมีผลผลิตบางอย่างเหลืออยู่
ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจึงมารวมตัวกันที่บ้านของไท่ซานเย่ แล้วพากันล้อมหน้าล้อมหลังชายชราไปที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
ปู่สามไท่ซานเย่เป็ผู้าุโของตระกูล เป็เสาหลักของทั้งหมู่บ้าน แต่ถ้าพูดถึงเื่การล่าสัตว์หรือเื่ที่ต้องใช้กำลังแก้ไข ทุกคนกลับเชื่อมั่นในตัวไท่ลิ่วเย่มากกว่า
เพราะท่านมีพื้นฐานทางทหาร ว่ากันว่าเคยรับใช้อยู่เบื้องหน้าท่านแม่ทัพใหญ่มาก่อนด้วย!
ตอนเช้าตรู่ ไท่จี้เย่ยิ้มแย้มขอเงินไปหนึ่งตำลึงกว่า แล้วหยิบเนื้อกวางตากแห้งที่มีอยู่ในบ้านติดไปด้วยหนึ่งเส้น ก่อนจะวิ่งกลับไปเที่ยวเตร่ในเมืองอีกแล้ว
แน่นอนว่าตามที่เขาบอก นั่นคือการไปมองหาโอกาสร่ำรวยนั่นเอง
คนในบ้านห้ามไม่ได้ และก็ไม่อยากทำให้ท่านผู้เฒ่าไท่ต้องกังวลใจ จึงกำชับเพียงไม่กี่คำแล้วส่งเขาออกไปอย่างรวดเร็ว
ไท่จี้จู่และไท่จี้จงพาหย่งอันมาช่วยกันรื้อรถม้าที่พังเสียหายออก ส่วนไหนที่ยังใช้งานได้ก็เก็บไว้ใช้ต่อ ส่วนที่ใช้ไม่ได้จริง ๆ ก็เอาไปทำเลื่อนลากอันเล็ก ๆ ให้พวกเด็ก ๆ
ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่ได้กินอาหารอิ่มท้องมาสองวันแล้ว ในท้องก็มีแรงขึ้นมา ตอนนี้เต็มไปด้วยพลังที่ไม่รู้จะเอาไปใช้ที่ไหนดี
ตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนกำลังลากเลื่อนวิ่งไปทั่วลานบ้าน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนที่นั่งอยู่บนเลื่อนคือน้องสาวสุดที่รักของพวกเขานั่นเอง!
เ้าก้อนแป้งถูกห่อตัวจนดูเหมือนก้อนสำลี นอกจากดวงตาทั้งสองก็ไม่มีอะไรโผล่ออกมาด้านนอกเลย
ถึงขนาดที่ลมเหนืออันซุกซนได้วนรอบเด็กหญิงตัวน้อยหลายรอบแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสทำให้แก้มเล็ก ๆ ของนางแดงระเรื่อแม้แต่น้อย
ท่านผู้เฒ่าไท่ถือกล้องยาสูบไว้ในมือ สักพักมองไปที่หลานชายหลานสาวที่กำลังหัวเราะเล่นกัน สักพักก็มองไปทีู่เาไกล ๆ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
"น้องหก อยู่บ้านหรือเปล่า!" ไท่ซานเย่ะโทักทายจากนอกประตูไม้ผุพัง
จากนั้นเขาก็พาชาวบ้านเดินเข้ามา แล้วพูดพร้อมรอยยิ้มว่า "พวกเด็กตะกละพวกนี้อีกแล้ว วุ่นวายให้ข้าพามาสร้างความยุ่งยากให้เ้าอีกแล้วนะ!"
ไท่ลิ่วเย่รีบต้อนรับทุกคนเข้ามาบ้าน "เป็ญาติกันทั้งนั้น จะพูดว่าเพิ่มความยุ่งยากทำไมกัน มา เข้าบ้านมาดื่มน้ำร้อนสักถ้วยเถอะ!"
ขณะที่กำลังพูดคุยทุกคนก็เข้าไปในบ้าน ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่กลัวว่าจะพลาดโอกาส จึงหนีบน้องสาวตัวกลมเข้าไปด้วย
หยางลี่ฮวานึกว่าพวกผู้หญิงในหมู่บ้านมาอีกแล้ว รีบซ่อนตะกร้าเข็มด้ายและผ้าฝ้ายไว้
นางเพิ่งออกมาจากห้องฝั่งตะวันตก ก็เห็นลูกสาวของตัวเองถูกพี่ชายทั้งสองคนรัดคอห้อยอยู่กลางอากาศ ใบหน้าของเด็กน้อยแดงก่ำเพราะหายใจไม่ออก!
เอาล่ะ สิ่งที่ลมเหนือทำไม่สำเร็จ สองเด็กโง่นี่ทำสำเร็จได้อย่างง่ายดาย
หยางลี่ฮวารีบเข้าไปช่วยชีวิตลูกสาว แล้วไล่ลูกชายกับหลานชายไปยืนให้เรียบร้อยที่มุมกำแพง
ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเย่วไม่ได้กลัว พวกเขายิงฟันฟังผู้คนพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน และคอยเอาศอกกระทุ้งอีกฝ่ายเป็ระยะ
ชาวบ้านกำลังพูดเื่การล่าสัตว์กันอยู่
พวกเขาอยากรีบขึ้นเขาไปล่าหมูป่าสักสิบกว่าตัว กระต่ายและไก่ป่าอีกหลายร้อยตัวกลับมา ลืมนึกไปว่ายามกลางคืนที่หมาป่าหอน พวกเขาต่างซุกตัวอยู่ในผ้าห่มอย่างหวาดกลัวจนตัวสั่น
แต่ไท่ลิ่วเย่ก็ไม่ได้ทำลายกำลังใจของพวกเขา แต่หันไปถามไท่ซานเย่ "พี่สาม การล่าสัตว์เป็เื่ดี แต่สภาพอากาศแบบนี้ก็อันตรายมากเช่นกัน”
"ถ้าต้องเข้าไปในูเาจริง ๆ จำนวนคนก็ไม่ควรมากเกินไป สิบห้าถึงสิบหกคนก็เพียงพอแล้ว และต้องเป็คนที่แข็งแรง ใช้มีดฟันฟืนได้ อีกทั้งต้องนำอาหารแห้งติดตัวไปด้วย”
"ทั้งหมู่บ้านมีสามสิบครัวเรือน แน่นอนว่าไม่อาจไปกันได้ทั้งหมด ดังนั้นบ้านไหนส่งคนไปก็ไม่ต้องส่งอาหาร บ้านไหนส่งอาหารก็ไม่ต้องส่งคนไป สัตว์ที่ล่าได้จะแบ่งกันเท่า ๆ เช่นนี้เป็อย่างไรบ้าง?"
ไท่ซานเย่รีบพยักหน้าและตอบว่า "ควรเป็เช่นนั้นจริง ๆ ถ้าครอบครัวไหนส่งทั้งคนและอาหาร ตอนแบ่งสัตว์ที่ล่ามาได้ก็จะได้เป็สองเท่า"
ชาวบ้านที่เหลือคำนวณดูในใจแล้วรู้สึกว่าไม่ได้เสียเปรียบ จึงพากันส่งเสียงตกลงเห็นด้วย
ไท่หย่งอันกำลังกระทืบเท้าอย่างกระวนกระวายอยู่ด้านข้าง กลัวว่าท่านปู่จะไม่พาเขาไปด้วย แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยปากขอร้อง จูจูก็ถามแม่ของนางว่าการล่าสัตว์คืออะไรเสียแล้ว
แม้จะไม่เข้าใจสิ่งอื่น แต่คำว่า ‘กินเนื้อ’ นั้น เด็กหญิงตัวน้อยเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง!
"ท่านปู่ กินเนื้อ ๆ !"
ก้อนแป้งตัวน้อยตบมือป้อม ๆ อวบ ๆ สุดแรง ดวงตากลมโตเปล่งประกาย ทำให้ทุกคนต่างหัวเราะฮ่า ๆ
ท่านปู่หกยื่นแขนขวาออกไปรับหลานสาว แล้วใช้เคราจูบหน้าเล็ก ๆ ของหลานอย่างเอ็นดู "จูจูรออยู่ที่บ้าน ปู่จะเอาเนื้อกลับมาให้! รับรองว่าเ้าจะได้กินจนท้องกลมเลย!"
"ท่านปู่ พาข้าไปด้วย ข้าแข็งแรง! ข้าจะแบกหมูป่ากลับมาให้น้องเอง!" ไท่หย่งอันรีบฉวยโอกาสนี้ทันที พลางส่ายหัวโต ๆ ของเขาเข้าไปหาท่านปู่
ผลลัพธ์เป็อย่างที่คาด เขาถูกท่านปู่ที่ ‘รักหลานสาวมากกว่าหลานชาย’ ปฏิเสธอีกครั้ง
ท่านปู่หกผลักหลานชายออก พลางหัวเราะและเอ่ยว่า "อยากไปก็ไป แต่พอขึ้นเขาแล้วหนาวหรือหิว เ้าอย่าได้เสียใจทีหลังล่ะ"
"ไม่เสียใจแน่นอน ไม่เสียใจ!" ไท่หย่งอันดีใจจนะโสูงเกือบสามฉื่อ หัวโตของเขาเกือบชนคานบ้าน
ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่ก็เริ่มคันปาก พวกเขาเกือบจะพุ่งเข้าไปหาท่านปู่ แต่ก็ถูกไท่หย่งหนิงที่สงบนิ่งเรียบร้อยจับปิดปากทั้งซ้ายและขวา
บางทีความปรารถนาที่จะกินเนื้อนั้นแรงกล้าเกินไป ชาวบ้านที่เกียจคร้านตลอดฤดูหนาวกลับกลายเป็คนขยันขันแข็งขึ้นมาทันที
ครอบครัวที่มีธนูแบบง่าย ๆ ก็นำมาซ่อมแซมและทำลูกธนูเพิ่มอีกหลายดอก
ครอบครัวที่มีมีดตัดฟืนก็รีบเอาไปลับกับหินลับมีดให้แวววาว
ครอบครัวที่ไม่มีของใช้ถนัดมือจริง ๆ ก็แกะไม้สองท่อนมาทำเป็อาวุธ
ที่บ้านของไท่ซานเย่มีขวานสองเล่ม เหมาะทั้งสำหรับการขึ้นเขาไปตัดฟืนหรือจัดการกับสัตว์ที่ล่ามาได้
ส่วนท่านผู้เฒ่าไท่ให้ลูกชายขนหีบเก่าออกมา ในหีบนั้นมีชุดเกราะชุดหนึ่ง ดาบประจำตัวหนึ่งเล่ม และคันธนูหนึ่งคัน
แม้จะเห็นได้ชัดว่าเก่าเก็บหลายปี แต่ทั้งหมดถูกดูแลรักษาไว้จนสะอาดสะอ้าน
ท่านปู่ที่ใช้แขนขวาที่ยังดีอยู่จัดการกับของเ่าั้อยู่พักใหญ่ สุดท้ายจึงมอบธนูให้กับหลานชายคนโต ส่วนตัวเองเก็บดาบประจำตัวไว้ ที่เหลือก็ยังคงเก็บกลับไปเหมือนเดิม
ไท่หย่งอันตื่นเต้นมาก สะพายธนูยาวเดินวนไปมาหลายรอบ ทำให้ที่หย่งลู่และที่หย่งเยว่กลืนน้ำลายแทบจะกลิ้งเกลือกไปกับพื้นแล้ว
น่าเสียดายที่กฎระเบียบในบ้านเข้มงวด พวกเขาไม่กล้า...
แต่จูจูได้ยินว่าธนูและดาบเหล่านี้สามารถ "นำพา" เนื้อกลับมาได้ นางจึงกอดมันไว้ในอ้อมแขนและเล่นกับมันเป็เวลานาน สุดท้ายก็ยื่นหน้าอวบอิ่มเล็ก ๆ มอบให้ท่านปู่และพี่ชายอย่างจริงจัง พร้ะโกนคำขวัญเสียงดัง
"ไปล่าเนื้อกันเถอะ!"
"ฮ่า ๆ ดี ปู่จะไปล่าเนื้อให้จูจูของเรา!" ท่านผู้เฒ่าไท่หัวเราะจนใบหน้าสดใส กอดและจูบใบหน้าหลานสาวอย่างรักใคร่เอ็นดู
ไท่หย่งอันยิ่งตบหน้าอกผอมแห้งของตัวเองดังตุบ ๆ สัญญาว่า "น้องสาวไม่ต้องกังวล พี่ชายจะนำหมูป่าตัวใหญ่กลับมาให้เ้าแน่นอน พอให้กินได้ทั้งปีเลย!"
ในไม่ช้า อาหารที่รวบรวมจากทั้งหมู่บ้านก็ถูกส่งมาที่บ้านไท่ซานเย่ พวกเขานึ่งวอโถวประมาณร้อยกว่าชิ้น โดยสิบห้าคนที่จะขึ้นเขาได้รับการแบ่งคนละหกถึงเจ็ดชิ้นให้เก็บไว้ในอก
ในระหว่างนั้นเหอฮวา ลูกสะใภ้ของไท่ซานเย่ก็ทำเื่น่าขบขันอีกครั้ง นางถูกจับได้ว่าขโมยอาหารมากิน
ไท่ซานเย่ไม่ชอบลูกสะใภ้คนเล็กที่ชอบนินทามานานแล้ว ถือโอกาสนี้สั่งให้ลูกชายหยิบไม้กวาดขึ้นมา น่าสงสารเหอฮวาที่ถูกตีจนปากบวมแต่ไม่กล้าร้องไห้ เพราะพวกผู้ชายกำลังจะขึ้นเขา
หากเกิดอาเพศขึ้นมา ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านคงจะจับนางมากินทั้งเป็แน่!
หลังจากส่งกลุ่มนักล่าสัตว์ที่นำโดยท่านผู้เฒ่าไท่เข้าป่า หมู่บ้านก็กลับเงียบสงบลงทันที
บรรดาสตรีตามบ้านต่าง ๆ เดินเข้าออกบ้านกัน เย็บพื้นรองเท้า และรวมตัวกันเพื่อสร้างความครึกครื้น แต่หยางลี่ฮวาไม่มีอารมณ์จะทำเช่นนั้น นางจดจ้องแต่ลูกสาวคนเล็กเท่านั้น
เพราะทันทีที่กลุ่มล่าสัตว์จากไป เ้าก้อนแป้งก็หลับปุ๋ยไปเลย...