ชิงหลงคือหนึ่งในหกมหาอำนาจของโลก ประชากรส่วนใหญ่เป็คนผิวเหลือง มีสัญลักษณ์ประจำชาติคือัแห่งดวงดาวที่ขดตัวตระหง่านอยู่บนท้องฟ้า
ชิงหลงกับองค์กรเจอร์มินัลมีความแค้นฝังลึกชนิดผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ ย้อนกลับไปในยุคาทวีปอันเดีย องค์กรเจอร์มินัลเคยแอบทำข้อตกลงลับกับประเทศคู่าของชิงหลง พอถึง่หัวเลี้ยวหัวต่อของา พวกมันก็ก่อการร้ายครั้งใหญ่ในดินแดนชิงหลงแบบติดๆกัน คร่าชีวิตผู้คนไปนับแสน บีบให้กองทัพแนวหน้าต้องถอนกำลังกลับมากู้สถานการณ์ในประเทศ วิกฤตครั้งนั้นทำเอาชิงหลงเกือบหลุดจากตำแหน่งหกมหาอำนาจ
รอบเมืองทุกแห่งถูกล้อมด้วยรั้วลวดหนามไฟฟ้าทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ด่านตรวจคือช่องทางเข้าออกแค่แห่งเดียวที่มีกองทหารประจำการคุมเข้ม
ขบวนรถไฟจอดเทียบชานชาลากลางแจ้งด้านนอกแนวลวดหนาม บริเวณรอบๆเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างทางทหาร ทั้งป้อมบังเกอร์ หอสังเกตการณ์ และจุดซุ่มยิง มีทหารยามคอยจับตาดูรถไฟที่เพิ่งเข้าเทียบชานชาลาอย่างเข้มงวดทุกฝีก้าว
กลุ่มผู้พเนจรนับพันคนหลั่งไหลมารวมตัวกันที่ลานกว้างหน้าสถานี พวกเขาต้องต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอรับการตรวจค้นทีละคน ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ได้พกอาวุธ ไม่มีประวัติอาชญากรรมติดตัวและไม่เป็พาหะโรคติดต่อถึงจะได้รับอนุญาตให้ผ่านด่านเข้าไป
หกมหาอำนาจมีนโยบายเปิดรับผู้พเนจร เป้าหมายก็เพื่อดึงดูดคนเก่งและเหล่าหัวกะทิที่เร่ร่อนอยู่ข้างนอกให้เข้ามาช่วยยกระดับศักยภาพประชากรในประเทศของตัวเอง
แน่นอนว่าหานเซียวไม่มีทางยอมให้ตรวจ องค์กรเจอร์มินัลคงออกหมายจับตายเขาไปแล้ว ขืนไปยืนให้ตรวจก็เท่ากับเปิดเผยตัวตน ถึงเป้าหมายหลักของเขาคือการเข้าหาหน่วย 13 ซึ่งเป็หน่วยข่าวกรองของชิงหลงแต่เขาก็ไม่ได้อยากเอาชีวิตมาทิ้งกลางดงทหารแบบนี้หรอกนะ
บังเอิญว่า... มันมีวิธีลัดที่ไม่ต้องผ่านด่านตรวจอยู่พอดี
เมื่อก่อน พวกผู้เล่นที่มีสถานะหัวแดงในประเทศต่างๆก็ผ่านด่านตรวจไม่ได้เหมือนกัน วิธีแก้ก็แค่ไปหา NPC ลับที่รับจ้างลักลอบเข้าเมือง จ่ายเงินยัดไส้นิดหน่อยก็ลักลอบเข้าไปได้สบายๆ
ตรงมุมลานกว้างจะมีผู้ชายหน้าตาจืดชืดคนหนึ่งนั่งนิ่งเงียบ ไม่ไปต่อแถวและไม่ขยับไปไหน ดูจืดจางไม่มีตัวตนสุดๆ
หมอนี่แหละคือหัวหน้าแก๊งลักลอบเข้าเมือง คนทั่วไปไม่มีทางรู้หรอกว่ามีพวกหากินใต้ดินแบบนี้แฝงตัวอยู่ ปกติเขาจะรับงานเฉพาะจากลูกค้าประจำที่แนะนำกันมาเท่านั้น แต่อยู่ๆไอ้หนุ่มผอมกระหร่องตรงหน้าก็เดินดุ่มๆเข้ามาถามดื้อๆ
"ชัวร์มั้ย?"
หัวหน้าแก๊งเงยหน้ามองหานเซียวและเมื่อเห็นหน้าไม่คุ้นก็เลยแกล้งซื่อตีมึน
"ชัวร์อะไรของนาย?"
"จ่ายด้วยเ้านี่พอไหม?"
หานเซียวี้เีพูดพร่ำทำเพลง เขาโยนเป้ที่อัดแน่นไปด้วยอาวุธปืนให้หัวหน้าแก๊งซึ่งอีกฝ่ายรูดซิปแง้มดูแวบหนึ่งก่อนจะรีบรูดปิดทันที แม่เ้าโว้ย! กล้าพกปืนเป็กระตั้กมาเดินเต็ดเตร่โต้งๆแบบนี้ ไอ้หนุ่มนี่มันลูกพี่แก๊งไหนกันเนี่ย?
เมืองซีตูคุมเข้มเื่อาวุธปืนหนักมากแถมหานเซียวก็ไม่ได้เข้าเมืองมาเพื่อหาเื่ใคร ปืนพวกนี้เลยหมดประโยชน์กับเขาไปโดยปริยาย
"พอ... พอถมเถไปเลย"
หัวหน้าแก๊งเริ่มระแวงหนัก
"นายรู้ได้ไงว่าฉันรับจ้างพาลักลอบเข้าเมือง?"
"ไม่ต้องสอดรู้"
กฎเหล็กของวงการนี้คือทำธุรกิจห้ามสอดรู้เื้ัลูกค้า หัวหน้าแก๊งเลยต้องกลืนความอยากรู้ลงคอแล้วลุกขึ้นเดินนำทางไป
บริเวณนอกสถานีมีรถบรรทุกหกล้อคันหนึ่งจอดซุ่มอยู่ ในรถมีผู้โดยสารนั่งรออยู่ก่อนแล้วหลายคน พวกเขาพากันตวัดสายตามองคนมาใหม่เพื่อประเมินท่าที หานเซียวตีหน้าตายเดินไปหาที่นั่งเงียบๆ
หน้าต่างรถถูกปิดทับด้วยเทปกาวสีดำสนิทจนมองไม่เห็นวิวข้างนอก รถคันนี้จะไปส่งผู้โดยสารที่ทางเข้าลับบริเวณแนวรั้วลวดหนาม ทหารยามกะนั้นรับส่วยจากหัวหน้าแก๊งไว้เรียบร้อยแล้ว ขอแค่จำนวนคนลักลอบเข้าเมืองไม่เยอะจนน่าเกลียด พวกเขาก็จะหลับตาข้างหนึ่งแล้วปล่อยผ่านไป
บนรถ
ผู้ชายร่างเตี้ยที่นั่งอยู่ข้างๆเริ่มรู้สึกเบื่อเลยหันมาผูกมิตรกับหานเซียวที่ดูหน้าละอ่อน ตามสถิติและประสบการณ์ของเขา เด็กวัยรุ่นหน้าใสแบบนี้แหละหลอกใช้ได้ง่ายที่สุด
"ไอ้น้อง เพิ่งเคยมาซีตูครั้งแรกสิท่า?"
หานเซียวปรายตามอง
"ใช่ พี่ชื่ออะไรล่ะ"
"หม่าเจี๋ย นายล่ะ?"
"หานเซียว"
หม่าเจี๋ยวางมาดผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน
"น้องหาน เพิ่งมาซีตูครั้งแรกสินะ เดี๋ยวพี่จะเล่าให้ฟัง ซีตูเนี่ยแบ่งออกเป็ 8 เขต เขต 1 คือศูนย์กลางการปกครอง เป็ถิ่นของพวกเ้าใหญ่นายโต คนธรรมดาอย่างเราๆมุดหัวเข้าไปไม่ได้หรอก ส่วนอีก 7 เขตที่เหลือก็มีจุดเด่นต่างกันไป แต่เื้ัน่ะโดนคุมโดยขาใหญ่ในวงการสีเทาทั้งนั้น พี่ขอเตือนนายไว้อย่างนะ... อย่าไปแหยมกับพวกวงการสีเทาโดยเด็ดขาดไม่งั้นนายจะตายแบบไม่รู้ตัวเลยล่ะ"
หานเซียวส่ายหน้าอยู่ภายในใจ ไอ้ที่เรียกว่าวงการสีเทาเนี่ยก็แค่เครือข่ายผลประโยชน์ใต้ดินที่มีทั้งยาเสพติด ค้าประเวณี ของเถื่อน แล้วก็ค้าอาวุธ ทุกเมืองมันก็มีพวกเหลือบไรที่หากินกับของผิดกฎหมายทั้งนั้นแหละ แต่พอเอาไปเทียบสเกลกับหน่วยงานระดับประเทศแล้ว พวกมันก็เป็ได้แค่เศษฝุ่น
แต่ก็นั่นแหละ คนธรรมดาทั่วไปมักจะหวาดกลัวพวกมาเฟียหน้าเหี้ยมมากกว่าพวกข้าราชการในเครื่องแบบ เพราะทุกคนรู้ดีว่าข้าราชการมีกฎหมายค้ำคอ ไม่กล้าทำร้ายประชาชนสุ่มสี่สุ่มห้าแต่พวกมาเฟียมันไม่มีกฎเกณฑ์ นี่แหละคือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดพื้นฐานของมนุษย์ อารมณ์เดียวกับเวลาเห็นยามถือปืนคุมรถขนเงิน ก็ไม่ค่อยมีใครกลัวแต่ถ้าเปลี่ยนเป็ไอ้หน้าบากไม่ได้ใส่เครื่องแบบถือปืนเดินมา คนส่วนใหญ่ก็คงวิ่งหนีป่าราบ
การที่หม่าเจี๋ยมาสอนจระเข้ว่ายน้ำซะงั้นทำให้หานเซียวี้เีขัดคอเลยแกล้งพูดเออออไปขำๆ "แล้วพวกทหารไม่ลงมาจัดการเหรอพี่?"
"เฮอะ! ทหารจะไปทำอะไรได้? จะให้เอารถถังบุกเข้ามากราดยิงกลางเมืองหรือไง?"
หม่าเจี๋ยเบะปากทำหน้าดูถูกยกหางพวกวงการสีเทาซะเลิศเลอก่อนจะแกล้งทำเป็อวดภูมิคุยโวว่า
"ลูกพี่ลูกน้องพี่น่ะเป็ถึงระดับแกนนำของขาใหญ่เลยนะ อนาคตไกลลิบตารับรองได้ รอบนี้พี่ก็กะจะมาพึ่ง... อะแฮ่ม! มาช่วยงานเขาน่ะ"
"สุดยอดไปเลยพี่"
หานเซียวตอบปัดๆส่งเดช
พอมีคนชง หม่าเจี๋ยก็ยิ่งคึกน้ำลายแตกฟองหนักกว่าเดิม
"แน่ล่ะสิ! ลูกพี่ลูกน้องพี่น่ะเป็คนใหญ่คนโตในย่านซีตูเลยนะ เคยได้ยินชื่อเยลโล่ลีโอพาร์ดไหมล่ะ? ...อ่อ ลืมไป น้องหานเพิ่งมาซีตูครั้งแรกนี่นา ว่าแต่รอบนี้นายเข้าเมืองมาหาญาติเหรอ?"
หานเซียวตีหน้าตายแถเนียนๆ
"เปล่า ผมกะจะเข้าเมืองมาหางานทำ ลงหลักปักฐานน่ะ"
หม่าเจี๋ยตาลุกวาว ถ้าเขาสามารถหลอกเด็กหนุ่มคนนี้ไปเป็ลูกน้องได้ ลูกพี่ลูกน้องคงจะมองเขาดีขึ้นแน่ คิดได้แบบนั้นเลยทำเป็ใจป้ำ
"ว่าไง สนใจมาทำกับพี่ไหม? พี่ขอเอาหัวเป็ประกันเลยว่าอนาคตของนายต้องรุ่งแน่ๆ!"
หานเซียวปฏิเสธอย่างสุภาพแต่ในสายตาของหม่าเจี๋ยกลับมองว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่มันหยิ่งและไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เขาเลยแค่นเสียงเยาะ
"พี่จะบอกเอาบุญให้นะ พวกผู้พเนจรธรรมดาที่เข้าเมืองมาน่ะ มีจุดจบยังไงรู้ไหม? หมกตัวอยู่ในสลัม! แทะเศษขนมปังขึ้นรา! อย่าไปหลงเชื่อลมปากที่หกมหาอำนาจป่าวประกาศว่าอ้าแขนรับผู้พเนจรเชียว มันก็แค่สร้างภาพให้ดูดีเท่านั้นแหละ ไม่ได้เห็นหัวพวกเราจริงๆหรอก นายมันก็แค่เด็กหนุ่มตัวเปล่า ไม่มีหัวนอนปลายเท้า จะไปมีอนาคตอะไรได้ สู้มาทำกับพี่ดีกว่า ถึงจะไม่กล้ารับปากเื่ความรวยแต่อย่างน้อยก็มีข้าวกินอิ่มท้องทุกมื้อแน่"
"ไม่เป็ไรครับ"
หานเซียวส่ายหน้ายืนกรานคำเดิม
หม่าเจี๋ยรู้สึกเสียหน้าและหงุดหงิดที่หานเซียวไม่รู้จักบุญคุณ ใบหน้าของเขาตึงเปรี๊ยะพลางพูดแขวะทิ้งท้าย
"รนหาที่ตายคอยดูเถอะ นายจะต้องเสียใจ ถึงตอนนั้นต่อให้คลานมาเลียแข้งเลียขาพี่ มันก็ไม่ทันแล้ว!"
หานเซียวหลับตาลงเป็สัญญาณชัดเจนว่าี้เีคุยด้วยแล้ว หม่าเจี๋ยถึงกับหน้าแตกยับถลึงตาอาฆาตใส่หานเซียวก่อนจะสะบัดหน้าเลิกตอแย
ในที่สุดรถบรรทุกก็มาจอดนิ่งตรงแนวรั้วลวดหนามที่ห่างจากสถานีรถไฟพอสมควร บริเวณนี้มีประตูบานใหญ่ติดป้ายเตือนอันตรายหรา ดูเหมือนจะเป็ช่องทางพิเศษสำหรับขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์
นายทหารคนหนึ่งยืนกอดอกรออยู่หลังประตู หัวหน้าแก๊งยื่นปึกเงินหนาเตอะผ่านช่องลวดหนามไปให้ นายทหารรับไปนับแล้วยิ้มกริ่มอย่างพอใจจากนั้นก็กดเปิดประตูช่องทางขนส่งอาวุธเพื่อปล่อยให้หานเซียวกับก๊วนลักลอบเข้าเมืองเดินผ่านเข้าไปหน้าตาเฉย
"เดินตามนายทหารไป เขาจะพาพวกนายไปส่งที่ชานเมือง ไม่มีการตรวจค้นอะไรทั้งนั้น"
หัวหน้าแก๊งกำชับ
นายทหารไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ เขาเดินนำหน้าไปเงียบๆขณะที่หานเซียวกับคนอื่นๆเดินลัดเลาะผ่านสิ่งปลูกสร้างทางทหารต่างๆจนหลุดพ้นจากเขตด่านตรวจ ในที่สุดพวกเขาก็มองเห็นหมู่ตึกระฟ้าของเมืองซีตูสะท้อนแสงแดดเป็ประกายระยิบระยับอยู่ไกลๆ
กลุ่มคนลักลอบเข้าเมืองต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง หม่าเจี๋ยหันมาถลึงตาใส่หานเซียวอย่างแค้นเคืองเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะสะบัดก้นเดินจากไป
หานเซียวเดินทอดน่องอยู่บนถนน เสื้อผ้าของเขาขาดรุ่งริ่งคลุกฝุ่น คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันส่งสายตารังเกียจแล้วรีบเดินเลี่ยงหนี ก็แน่ล่ะ เขาเดินบุกป่าฝ่าดงมาตั้งสิบวันเต็ม แถมยังต้องทนอุดอู้อยู่ในตู้รถไฟขนสัตว์อีกหลายวัน กลิ่นตัวตอนนี้เหม็นเปรี้ยวตลบอบอวลจนแทบจะเรียกน้ำตาได้เลย
คนเราไม่มีเงินก็ทำอะไรไม่ได้ หิวน้ำก็ต้องไปรองน้ำจากน้ำพุสาธารณะที่จัตุรัสมากระเดือกลงคอ ของมีค่าที่สุดในตัวเขาตอนนี้... สงสัยจะเป็กางเกงในกลิ่นออริจินัลหมักบ่มของชายฉกรรจ์วัยยี่สิบที่ไม่ได้ซักมาเจ็ดวันเต็ม!
แน่นอนว่าไอ้ความรันทดที่ร่ายมาทั้งหมดน่ะ... มันก็แค่เื่เล็กน้อย
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หานเซียวเดินกร่างออกมาจากห้างสรรพสินค้าด้วยลุคใหม่เอี่ยมอ่องสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็คสีดำสุดเนี้ยบแถมยังคาบบุหรี่พ่นควันฉุยอย่างอารมณ์ดีสุดๆ
[คุณปลดล็อกทักษะ: การล้วงกระเป๋า Lv.1!] [การล้วงกระเป๋า: เพิ่มอัตราความสำเร็จในการขโมยไอเทม]
กฎของเกมนี้คือ ถ้าในโลกจริงคุณมีทักษะอะไรติดตัว โอกาสสูงมากที่ทักษะนั้นจะถูกดึงตามมาปลดล็อกในเกมด้วยอย่างเช่น ถ้าในโลกจริงคุณเป็ทหาร ก็อาจจะปลดล็อกทักษะการต่อสู้ระยะประชิดกับทักษะความแม่นปืนขั้นพื้นฐานได้อัตโนมัติ
โบราณว่าไว้ มีวิชาติดตัวไว้ก็ย่อมไม่เสียหาย เมื่อก่อนเพื่อที่จะชิงไหวชิงพริบเอาตัวรอดจากพวกแก๊งล้วงกระเป๋าที่ตระเวนก่อเหตุอยู่แถวบ้านนั้นตัวเขาเลยต้องลงทุนศึกษาวิชาล้วงกระเป๋าเอาไว้ จะได้รู้วิธีป้องกันตัวไงล่ะ อื้ม... พูดเองก็เกือบจะเชื่อเองแล้วเนี่ย!
ขโมยงั้นเหรอ? เหอะ! ไม่มีหลักฐานระวังโดนฟ้องข้อหาิ่ประมาทนะ! ยอดช่างกลหานคนนี้เป็พลเมืองดี รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สอบวิชาสังคมตอนมัธยมไม่เคยได้ต่ำกว่าเกรดสี่ คว้าทุนเรียนดีทุกปี ขาดแค่ได้เป็สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ก็จะครบเครื่องเื่เด็กดีศรีสังคมแล้ว เขาถึงกับได้รับฉายาว่าไอ้หนุ่มฮีโร่ผดุงความยุติธรรมผู้ใช้คุณธรรมเอาชนะใจคนเชียวนะ! อย่าว่าแต่เื่ขี้ขโมยเลย การแอบดูสาวอาบน้ำเป็สิ่งที่เขาก็ยังไม่เคยกล้าทำเลยด้วยซ้ำ!
ส่วนไอ้เื่ที่ไปล้วง... อะแฮ่ม! ยืมกระเป๋าสตางค์ของคนแปลกหน้ามาเมื่อกี้นี้ มันเป็เหตุสุดวิสัยที่สถานการณ์บีบบังคับต่างหาก ตำราสังคมก็เขียนบอกไว้ชัดเจนว่าต้องวิเคราะห์ปัญหาตามสถานการณ์จริง หยวนๆกันได้ก็หยวนๆกันไป ถือซะว่าให้อภัยกันเถอะนะ!