ตอนที่ 13 คัมภีร์เลื่อนขั้น
“เชียนเอ๋อร์ ข้า...” จี้ซิวผิงเม้มริมฝีปาก อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็อดกลั้นเอาไว้
เขาพยักหน้าช้าๆ ตอบตกลงเื่นี้
เชียนเอ๋อร์พูดถูก หากเป็เช่นนี้ต่อไป เขาจะไม่มีวันได้เชิดหน้าชูตาไปตลอดชีวิต มีเพียงสอบให้ได้ตำแหน่งแล้วสร้างชื่อเสียงเท่านั้น ถึงจะทำให้นางมีชีวิตที่ดีได้!
จี้ซิวผิงแอบสาบานอยู่ในใจ ภายภาคหน้าจะต้องประสบความสำเร็จให้จงได้ จะไม่ทำให้นางต้องลำบากเช่นนี้อีก
ท้องฟ้าที่ดูปลอดโปร่งอยู่ดีๆ ทันใดนั้นเองก็มีเมฆสีดำเข้าปกคลุม เพียงคำพูดไม่กี่คำก็มีฝนตกลงมา
ถงเชียนเช็ดหยดน้ำฝนตรงหน้าผาก แหงนหน้ามองท้องฟ้า พอรู้สึกตัวอีกทีก็เอ่ยว่า “ฝนตกแล้ว”
บางทีอาจเป็เพราะเพิ่งตื่นนอน จึงเผยความน่ารักไร้เดียงสาออกมาจางๆ จี้ซิวผิงกลัวนางจะหนาว พอเห็นฝนตกหนักขึ้น ก็ไม่พูดอะไรให้มากความ ค้อมตัวลงแล้วอุ้มนางเข้าไปด้านใน
ภายในบ้านมืดสลัว จี้ซิวผิงจุดเทียนไข จึงดูสว่างขึ้นมาเล็กน้อย
ถงเชียนนั่งอยู่ที่ขอบเตียง อากาศโดยรอบเย็นชื้นด้วยน้ำฝน ขนาดของห้องนี้ไม่ใหญ่ไม่เล็ก แต่ก็ไม่ถึงกับโกโรโส ยังพอฝืนที่จะกำบังลมฝนได้บ้าง
หน้าต่างกระดาษที่ทำมาจากเยื่อกระดาษถูกลมพัดเสียงดังตึงตัง พร้อมที่จะพังได้ตลอดเวลา
บ้านหลังนี้ควรซ่อมแซมได้แล้วสินะ รอจัดการเื่นั้นให้เสร็จก่อน ค่อยเปลี่ยนบ้านหลังนี้ให้ดูใหม่ อย่างน้อยตนเองก็จะได้อยู่ด้านในให้สบายขึ้นอีกหน่อย
ในฐานะที่เป็หนึ่งในหุ้นส่วนของโรงน้ำชา ถงเชียนเหลือบมองเสื้อผ้าตัวเก่าบนร่าง ครุ่นคิดว่าจะเข้าเมืองไปซื้อเสื้อผ้าสักสองชุด และก็เพื่อปรับเปลี่ยนอารมณ์ด้วย
นางเป็คนคิดเร็วทำเร็วมาั้แ่ไหนแต่ไร ก่อนออกเดินทางก็ยังไม่ลืมลากจี้ซิวผิงไปด้วย
.
.
.
“ข้ายังมีเื่ให้ต้องทำ เ้าซื้อแค่ของตัวเองก็พอ ไม่ต้องสนใจข้า” จี้ซิวผิงมองถงเชียนอย่างจนปัญญา
“ไม่ได้ มีแต่ข้าที่สวมใส่เสื้อผ้าตัวใหม่กลับหมู่บ้าน หากมีคนพบเห็นเข้า บางทีอาจบอกว่าข้าขูดรีดท่านก็ได้” ถงเชียนท่าทางเด็ดเดี่ยว
ยิ่งไปกว่านั้น จี้ซิวผิงกิริยาท่าทางสูงส่งสง่างาม นิสัยสุขุมนุ่มลึก เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่บนร่างจึงเผยให้เห็นเสน่ห์ที่แตกต่างออกไป
ถงเชียนเดินเลือกชมอยู่หลายร้าน แทบอยากจะซื้อเสื้อผ้าเ่าั้กลับบ้านให้หมด หากไม่ใช่เพราะใกล้ค่ำ จึงไม่อาจล่าช้าได้อีก เกรงว่าจะไม่ยอมเลิกราแน่
เพียงพริบตาเดียวก็ถึงวันที่คณะละครพูดเปิดกิจการ ถงเชียนตื่นแต่เช้าตรู่ เมื่อล้างหน้าหวีผมเสร็จ จึงนั่งลงด้านหน้ากระจกทองแดง บิดและเปิดกล่องเครื่องประทินโฉมใบเล็กตรงหน้า แล้วแต่งแต้มลงบนใบหน้าเบาๆ
ใบหน้าเล็กซึ่งเดิมงดงามอยู่แล้ว พอได้รับการแต่งเติมก็ยิ่งสวยงามหยาดเยิ้มขึ้นไปอีก
ทำเอาจี้ซิวผิงใจลอยอยู่หลายครั้งหลายครา ตลอดทางเลยไม่ได้พูดคุยกับนางมากนัก
ถงเชียนไปที่โรงน้ำชาก่อน เถ้าแก่รออยู่ที่นั่นนานแล้ว อย่างไรเสียก็เป็เื่ที่เกี่ยวโยงกับตนเอง ย่อมต้องใส่ใจเป็ธรรมดา
“ไปเรียกแม่หนูอวิ๋นมาช่วยเร็ว”
โรงน้ำชากับโรงละครอยู่ไม่ไกล ทั้งสองนั่งอยู่ด้านหน้าของหน้าต่าง มองดูฝูงชนที่เบียดเสียดอยู่เบื้องล่าง สถานการณ์ช่างใหญ่โตเสียเหลือเกิน
น้ำชาหมดไปหลายแก้ว เถ้าแก่โรงน้ำชาชะโงกคอยาวออกไปมองนอกหน้าต่าง แทบจะติดปีกบินถลาลงไปดูว่าเหตุการณ์เป็เช่นไร ส่วนคนที่สั่งให้ไปสังเกตการณ์บัดนี้ยังไม่มา จึงทำได้เพียงแอบร้อนใจอยู่เงียบๆ
ถงเชียนเห็นว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว “ข้าจะลองไปดู”
“ข้าไปด้วย! ” เถ้าแก่โรงน้ำชาก็ทนรอไม่ไหวแม้แต่หนึ่งเค่อ[1]
“ไปบอกลูกค้า วันนี้โรงน้ำชาปิด เถ้าแก่โรงน้ำชาจะไปชมละครพูดที่โรงละคร” ขณะที่เดินไปถงเชียนก็สั่งกำชับเด็กรับใช้
“ขอรับ”
หลายๆ คนเดินมาถึงห้องโถงชั้นสอง เมื่อมองลงไปก็จะเห็นเวทีละครอยู่ตรงหน้า ให้ความรู้สึกที่ดูหยิ่งผยองเล็กน้อย
เถ้าแก่โรงน้ำชาโน้มตัวออกไปกึ่งหนึ่ง สายตามองสำรวจไปมาอยู่หลายรอบ รู้สึกแปลกประหลาดใจไม่หยุดไม่หย่อน “ไม่เห็นแค่ไม่กี่วัน นึกไม่ถึงเลยว่าจะเปลี่ยนไปหมดแล้ว”
คานแกะสลักรูปวาดอันงดงาม ผ้าไหมสีแดงห้อยคู่กันบนเวทีละคร เทียบกับเมื่อก่อนแล้ว ดูแตกต่างกันมากเลยทีเดียว
เขาส่งเสียงจุ๊ๆ ด้วยความประหลาดใจ ด้านล่างมีเสียงกลองและเสียงฆ้องดังขึ้น เมื่อเป็เช่นนี้จึงได้หันกลับมาอย่างอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากไป
.
.
.
“ยอดเยี่ยมไปเลย! ”
เป็ไปตามที่คาดการณ์ไว้ การแสดงในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จเป็อย่างมาก ผ้าม่านผืนใหญ่ร่วงลงปิดฉากเป็เวลานาน แต่ผู้ชมที่ก้มหน้ามองเวทีไม่อาจตัดใจจากไปได้ ยังคงรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่
ส่วนใหญ่ต่างมีท่าทีอยากรับชมต่อ
จนสุดท้ายหัวหน้าคณะต้องมาด้วยตัวเอง จึงสามารถปิดฉากลงได้
ภายหลังจากการแสดงละครพูดครั้งแรกผ่านไป ตามถนนและตรอกซอกซอยไม่มีผู้ใดที่ไม่รู้จักคณะละครพูด ั้แ่หญิงวัยแปดสิบ ไปจนถึงเด็กวัยสามขวบ ต่างก็สามารถเล่าได้เป็ลำดับๆ
เวลาผ่านไปหลายวันติดต่อกัน ในโรงละครมีผู้คนคับคั่งมากมาย
ถงเชียนซ่อนกระเป๋าเล็กๆ ที่มีเงินปันผลไว้ในอกเสื้อ เลือกซื้อของกินมากมายตามท้องถนน แล้วนั่งรอจี้ซิวผิงที่ใต้ต้นหลิวหน้าปากซอย
สภาพแวดล้อมในบ้านเรียบง่าย ประกอบกับอาจารย์ชิวสุขภาพไม่ค่อยดี จี้ซิวผิงจึงต้องไปเรียนที่บ้านเขาทุกวัน
ไปกลับเช่นนี้ค่อนข้างเสียเวลา กว่าตนเองจะเข้าเมืองก็แสนยากลำบาก
ถงเชียนคิดใคร่ครวญว่าควรจะเข้าไปหาบ้านในเมืองดีหรือไม่ ถึงแม้เงินที่มีอยู่ตอนนี้จะมากกว่าแต่ก่อน ทว่าเื่ใหญ่อย่างการซื้อบ้านนี้ค่อนข้างเปลืองแรงอยู่บ้าง ทำได้เพียงค่อยเป็ค่อยไป
ถงเชียนกำลังคิดอย่างเพลิดเพลิน นึกไม่ถึงว่าจะถูกแตะเบาๆ นางลูบอกแล้วหันไปมอง ก็พบว่าเป็จี้ซิวผิง “เลิกเรียนแล้วรึ?”
มองเห็นเขาไพล่มือไว้ด้านหลัง “ซ่อนอะไรไว้น่ะ?”
ทันใดนั้นก็รู้สึกหนักที่บนศีรษะ พอยกมือลูบดู ก็พบว่ามันคือปิ่นปักผม
ถงเชียนนึกขึ้นได้ว่าเขาชอบเขียนอักษรแทนผู้อื่นอยู่บ่อยๆ คาดว่าเงินนี้คงมาจากการเก็บหอมรอมริบมาด้วยวิธีนี้เป็แน่
.
.
.
หลังจากกินข้าวเสร็จ ถงเชียนก็เอนกายนอนบนเตียงพลิกดูคัมภีร์ครอบจักรวาลเล่มนั้น ค้นพบเนื้อหาใหม่ที่ถูกปลดล็อกโดยไม่คาดคิดอีกครั้ง
ค่าทางสังคมเพิ่มขึ้น เปิดบทละครโทรทัศน์
ถงเชียนหยิบกระดาษและพู่กันบนหัวเตียง เขียนเนื้อหาข้างในนั้นออกมาและจดจำอย่างตั้งใจ
ด้านในล้วนเป็อักษรตัวเต็ม ถึงคราวที่ต้องนำไปใช้คงไม่ถึงขั้นอ่านไม่ออกหรอก
คัมภีร์ครอบจักรวาลเล่มนี้ คิดได้ครอบคลุมจริงๆ
ถงเชียนแอบชื่นชมมันอยู่ในใจ
เขียนจนกระทั่งดึกดื่น ถงเชียนไม่อาจต้านทานความง่วงได้ นอนคว่ำหน้าลงบนผ้าห่มแล้วผล็อยหลับไป
จี้ซิวผิงปิดตำรา ทว่าเห็นไฟในห้องยังเปิดอยู่ จึงลุกขึ้นแล้วเดินไปเคาะประตูเบาๆ “เชียนเอ๋อร์?”
ทว่าไม่ได้รับเสียงตอบกลับแม้แต่น้อย เขาจึงผลักประตูเข้าไป ก็เห็นนางนอนหลับฝันหวานซุกหน้าลงบนแขน
บนใบหน้ามีหมึกดำลากเป็รอยยาว ราวกับลูกแมวตัวน้อยก็มิปาน เขากลั้นเสียงหัวเราะ นำสิ่งของต่างๆ ไปไว้ด้านข้าง ห่มผ้าให้นางอย่างเบามือ
ครั้งนี้ถงเชียนนอนหลับสบายมาก ยามที่ตื่นขึ้นมาจี้ซิวผิงก็กำลังจะเข้าเมืองพอดี ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ข้าวเช้าที่ทำเสร็จแล้วถูกยกเข้ามา “ไปอาบน้ำแล้วมากินข้าวเถอะ”
ดวงตาที่สะลึมสะลือของถงเชียน จับจ้องไปยังที่ว่างตรงหน้า เป็เวลานานกว่าจะได้สติกลับมา
“ข้ามีเื่จะปรึกษาท่าน”
จี้ซิวผิงหน้ามามองนาง
“ข้าอยากปรับปรุงบ้านเสียใหม่ คาดว่าในระยะนี้คงจะอาศัยอยู่ไม่ได้ ข้าเลยคิดว่าควรเช่าบ้านอยู่ในเมืองก่อนดีหรือไม่” เขากลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถงเชียนรู้สึกเหนื่อยแทนเขาจริงๆ
อย่างไรเสียก็เป็สามีภรรยา บางเื่ควรจะปรึกษาเขา ตนเองเป็ผู้หญิงไม่อาจตัดสินใจเองได้ตลอด
ถงเชียนมีข้อคิดเห็นมากมาย สำหรับเื่นี้ ก็มีวิธีของตัวเอง
นางทำท่าทางไร้เดียงสาเล็กน้อย “ท่านเห็นว่าเป็เช่นไร?”
ริมฝีปากของจี้ซิวผิงสั่นเบาๆ พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ สักพักจึงตอบ “ตามใจเ้า”
ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เวลาที่จี้ซิวผิงมองนาง ราวกับสมองสูญเสียการนึกคิด ไม่ว่านางจะพูดสิ่งใดก็ตาม ตนก็มักจะเห็นด้วย
หลังจากที่จี้ซิวผิงออกไป ถงเชียนก็เริ่มเตรียมพร้อมสำหรับเื่นี้
นางไปที่โรงน้ำชาก่อนเป็อันดับแรก เพื่อสอบถามเถ้าแก่ว่ามีบ้านเช่าในเมืองหรือไม่
“ถ้าให้เช่าคงจะไม่มี แต่ข้าได้ยินมาว่ามีคหบดีในชนบทเตรียมที่จะขายคฤหาสน์แห่งหนึ่ง ข้าเคยเห็นคฤหาสน์นั้นมาก่อน ดูไม่เลวเลยทีเดียว”
ถงเชียนนั่งตัวตรง ตั้งใจฟังอย่างละเอียด
.
.
.
[1] หนึ่งเค่อ คือ สิบห้านาที