อายุสิบขวบ เอสออกนอกราชวังครั้งแรก
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ออกไปจริงๆ แต่เป็ครั้งแรกที่ออกไปโดยไม่มีขบวนแห่ ไม่มีธงนำ ไม่มีการประกาศให้ประชาชนเตรียมตัวรับเสด็จ แค่เด็กชายในเสื้อผ้าสามัญชน ผมที่ถูกหวีให้ดูธรรมดาที่สุด และองครักษ์สิบคนที่ปลอมตัวเป็พ่อค้าและคนเดินทางกระจายตัวอยู่ห่างๆ
ตลาดกลางเมือง Kaldi ใหญ่กว่าที่เอสเคยนึกไว้
กลิ่นที่ตีเข้ามาก่อนคือกาแฟ เหมือนทุกที่ในเมืองนี้ แต่ที่ตลาดมันผสมกับกลิ่นอื่นๆ กลิ่นขนมปังอบ กลิ่นเนื้อย่าง กลิ่นผลไม้สุก และกลิ่นอะไรบางอย่างที่เอสจำไม่ได้ว่าเป็อะไรแต่รู้สึกคุ้นเคย
เขาเดินลึกเข้าไปในตลาด สังเกตทุกอย่าง
ร้านขนมปังแรกที่เจออยู่ฝั่งซ้าย เป็ร้านใหญ่ หน้าร้านสะอาด มีกระจกโชว์ขนมปังอบใหม่วางเรียงราย สีน้ำตาลทองสม่ำเสมอ ไอความร้อนยังลอยอยู่
คนที่เดินเข้าออกร้านนั้นแต่งกายดี ผ้าไม่มีรอยปะ รองเท้าไม่มีรอยขาด
ร้านขนมปังที่สองอยู่ลึกเข้าไปในตรอกข้างๆ เป็แค่แผงไม้ที่พิงกำแพง บนแผงมีขนมปังก้อนน้อยใหญ่ที่สีไม่สม่ำเสมอ บางก้อนแข็งเกินไป บางก้อนดูเก่าหลายวัน ราคาข้างป้ายต่างกันเกือบสิบเท่า
ชายแก่คนหนึ่งยืนหน้าแผง หยิบขนมปังก้อนใหญ่ที่แข็งที่สุดขึ้นมา แล้วทำสิ่งที่เอสไม่เคยเห็นมาก่อน
เขาค่อยๆ คว้านเนื้อขนมปังด้านในออก ใช้นิ้วแกะเนื้อข้างในออกมาเป็ชิ้นๆ แล้วเอาไปใส่ปาก เหลือเปลือกขนมปังที่กลวงข้างในเป็ถ้วยทรงกลม จากนั้นเดินไปที่หม้อซุปที่ตั้งอยู่ข้างๆ ตักซุปร้อนใส่ลงไปในขนมปังถ้วยนั้น
แล้วก็นั่งลงกินทั้งซุปและขนมปังพร้อมกัน
เอสยืนมองอยู่นาน
เขาเคยกินขนมปังนับร้อยครั้งในราชวัง เป็ขนมปังอบใหม่ร้อนๆนุ่มๆ กินกับเนยหอมๆ หรือบางครังก็กินกับน้ำผึ้งหวานๆ บางครั้งก็มีแยมผลไม้หลายชนิดเลือก ไม่มีวันไหนที่ขนมปังในราชวังแข็งพอที่จะใช้เป็ภาชนะได้
นี่ไม่ใช่แค่ความยากจน เขาคิด มันคือภูมิปัญญา
เอสเดินเข้าไปในตรอก
"ขอซื้อหน่อยได้ไหมครับ?" เขาถามพ่อค้าขนมปัง
ชายหนุ่มเ้าของแผงมองเขาสักพัก ก่อนจะถามกลับ "เอาแบบไหน? ก้อนใหญ่หรือก้อนเล็ก?"
"แบบที่ลุงทำเมื่อกี้นั่นแหละครับ"
พ่อค้ายิ้ม หยิบขนมปังก้อนหนึ่งขึ้นมา คว้านเนื้อออก ตักซุปใส่ให้ แล้วส่งมาพร้อมกับชิ้นเนื้อข้างในที่แกะออกมา
เอสจ่ายเงิน รับมา แล้วหาที่นั่งข้างกำแพง
คนแรกที่กัดคือลมหายใจหยุดนิ่ง
ขนมปังแข็ง เนื้อซุปเค็มกว่าปกติ ผักในซุปต้มจนเละ เนื้อก้อนเล็กที่ใส่มาด้วยมีรสอ่อนมาก และอุณหภูมิของซุปอบอุ่นในพอดี
มันไม่อร่อยในแบบที่อาหารราชวังอร่อย
แต่มันอร่อยในแบบที่ต่างออกไป มันอบอุ่น มันอิ่ม มันคือสิ่งที่ทำจากสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่มีส่วนผสมหรูหรา ไม่มีเทคนิคพิเศษ แค่รู้ว่าต้องใช้ทุกส่วนของสิ่งที่มี และไม่ทิ้งอะไรไปโดยเปล่าประโยชน์
ในหัวเอสภาพหนึ่งผุดขึ้นมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ
ข้าวต้มที่ป้าแดงทำในตอนเช้า หม้อใหญ่ที่ต้มั้แ่เปิดร้าน กินได้ทุกคน ราคาถูก อร่อยทุกครั้ง ไม่มีใครถามว่าคุณมาจากไหนหรือมีเงินเท่าไหร่ก่อนจะรับชาม
ถ้าเปลี่ยนอาหารได้... ชีวิตคนก็เปลี่ยนได้
เขากินซุปจนหมดถ้วย กัดขนมปังถ้วยที่ซับซุปจนนุ่มลงทีละคำ แล้วนั่งอยู่กับความคิดนั้นนานกว่าที่ควรจะนั่ง
คืนที่กลับจากตลาด เอสนอนไม่หลับ
ไม่ใช่เพราะตื่นเต้น แต่เพราะมีบางอย่างในหัวที่เรียงตัวเองออกมาและรอให้เขายอมรับ
เขาลุกขึ้นมานั่งหน้าต่าง มองออกไปที่สวนสมุนไพรด้านล่างที่มืดสนิทในคืนนี้ และเริ่มนับสิ่งที่อยากทำ
เปิดสำนักหมอผี สอนอาคม ช่วยคนที่ตกทุกข์ได้ยาก นั่นคือสิ่งที่เขาพกมาจากชีวิตที่แล้ว ความฝันของพ่อที่เขาสืบทอด
แต่ตอนกลางวันวันนี้เพิ่มสิ่งใหม่เข้ามา
เขาอยากเปลี่ยนอาหารในประเทศนี้ ไม่ใช่แค่นำอาหารไทยมาให้คนรู้จัก แต่อยากให้คนที่กินขนมปังแข็งๆ ริมตรอกได้กินอาหารที่ดีขึ้น อยากให้ความรู้เื่รสชาติและวัตถุดิบกระจายออกไปให้กว้างกว่าที่มันเป็อยู่
แค่นั้นยังไม่พอ
เอสหายใจออกช้าๆ
ทั้งสำนักและอาหาร มัน้าอำนาจ ้าทรัพยากร ้าการยอมรับจากสังคมที่จะไม่มีวันให้ถ้าเขาเป็แค่คนธรรมดา
แล้วฉันเป็อะไร?
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง เมือง Kaldi ที่มืดสนิทในยามดึก แต่เขารู้ว่าเส้นทางการค้าของจักรวรรดินี้ทอดยาวออกไปไกลกว่าที่ตาเห็น
เขาเป็องค์ชายลำดับที่หนึ่ง บุตรคนโตของจักรพรรดิ มีตราโอเมก้าที่มือซ้าย มีความทรงจำและวิชาที่ไม่มีใครในโลกนี้มี
และบัลลังก์นั้นไม่ได้ไกลเกินเอื้อม
เอสเคยปฏิเสธความคิดนี้มาตลอด เพราะมันฟังดูใหญ่เกินไป ฟังดูหยิ่งเกินไป แต่คืนนี้เขาเข้าใจว่าปฏิเสธมันเพราะกลัว ไม่ใช่เพราะมันผิด
ถ้าอยากเปลี่ยนประเทศ ต้องอยู่ในตำแหน่งที่เปลี่ยนได้
ถ้าอยากให้สำนักหมอผีได้รับการยอมรับ ต้องเป็คนที่ทำให้มันได้รับการยอมรับ
ถ้าอยากให้คนจนในตรอกนั้นกินอาหารดีขึ้น ต้องเป็คนที่มีอำนาจเปลี่ยนระบบ ไม่ใช่แค่เปิดร้านอาหารร้านเดียว
เอสนั่งกับความคิดนั้นอยู่นานจนท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี แล้วพูดออกมาเบาๆ ในคืนที่ไม่มีใครได้ยิน
"โอเค พ่อ"
เขาไม่รู้ว่าพ่อในชีวิตที่แล้วได้ยินหรือเปล่า แต่มันรู้สึกถูกที่จะพูดกับพ่อก่อนตัดสินใจอะไรใหญ่ๆ
"ฉันจะทำให้ใหญ่กว่าที่เราตั้งใจไว้"