“เดิมทีพวกเราตกลงกันไว้ว่า ข้าจะกลับไปรอข่าวที่เรือนพักผ่อนอันหยาง ส่วนเฉียงจื่อก็คอยประสานงานกับคุณชายใหญ่และคุณชายรองอีกอย่างเพื่อรับรองความปลอดภัยจึงได้ตกลงกันว่า จะทิ้งสัญลักษณ์ลับไว้ในเมืองหลวง เพื่อสะดวกต่อการตามหาตัวเขาและเพื่อให้มั่นใจว่าเขาปลอดภัยดี
เพียงแต่ครั้งนี้พอข้ามาถึงนอกจากสัญลักษณ์ที่พบอยู่ในเมืองในตอนแรก กับสัญลักษณ์อันสุดท้ายที่พบในวัดร้างนอกเมืองนอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีที่อื่นอีก ดังนั้นสัญลักษณ์สุดท้ายนี้สื่อได้ว่าเขากำลังตกอยู่ในอันตราย!”
“เจ้ามั่นใจหรือไม่ว่าเป็นสัญลักษณ์อันเดียวกันกับที่เคยใช้?”
เพราะมั่นใจสิงเหล่าซื่อจึงร้อนใจเช่นนี้ เขาพยักหน้ารับ “ใช่ขอรับ!”
“เจ้าช่างสะเพร่านัก!” ชีเหนียงพูดออกมาด้วยความโมโหแม้รู้ว่าสิงเหล่าซื่อก็ตำหนิตนเองไม่น้อย แต่หากเกิดเรื่องกับเฉียงจื่อจริงเกรงว่าคงจะเกิดเรื่องกับใต้เท้าเยี่ยนเช่นกัน
ลั่วจิ่งเฉินรู้ว่าท่านแม่กังวลใจแต่ตอนนี้ยังมิใช่เวลากระวนกระวาย
“อันที่จริง มิสู้ลองเปลี่ยนมุมคิดสักหน่อย เดิมทีสัญลักษณ์นี้มิควรมีคนที่อยู่นอกเหนือกลุ่มพวกเจ้าเจอแต่ตอนนี้กลับมีคนพบเข้าเช่นนี้ ก็บ่งบอกได้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังต้องรู้เกี่ยวกับเรื่องของค่ายโจรในอดีตเป็นอย่างดีดังนั้นเขาจึงอาศัยการตามร่องรอยของสัญลักษณ์และตามหาเฉียงจื่อจนเจอ”
“ดังนั้น หากเราหาเฉียงจื่อพบ ก็อาจจะได้พบกับคนที่อยู่เบื้องหลังเช่นกัน!” สมกับเป็นแม่ลูกสกุลลั่ว เพียงลั่วจิ่งเฉินพูดเพียงครึ่งเดียว ชีเหนียงกลับเข้าใจความคิดทั้งหมด
ลั่วจิ่งเฉินพยักหน้ารับ “เป็นเช่นนี้” เมื่อพูดจบ ใบหน้าของเขาก็หาได้ผ่อนคลายความกังวลลงไม่ก่อนจะหันไปมองสิงเหล่าซื่อแล้วเอ่ยถาม “มีคนจำเจ้าได้หรือไม่?”
สิงเหล่าซื่อลองนึกดูทุกครั้งที่เขาออกไปทำภารกิจก็จะปกปิดใบหน้า คิดว่าคงไม่มีใครจำได้
“น่าจะไม่มีขอรับ เพราะเมื่อก่อนเวลาพวกข้าทำภารกิจก็ไม่เคยเปิดเผยใบหน้าสักครั้ง”
“แล้วเหตุใดเฉียงจื่อจึงถูกจับได้?”
สิงเหล่าซื่อรีบเอ่ย “คุณชายใหญ่ พวกข้าย่อมเหมือนกัน”
ลั่วชีเหนียงรู้ความหมายของลั่วจิ่งเฉิน “เหล่าซื่อ เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจ ความหมายของจิ่งเฉินคือ หากลำพังแค่เรื่องสัญลักษณ์คนเหล่านั้นไม่มีทางเล็งเป้าไปที่เฉียงจื่อได้เร็วเพียงนี้จำต้องมีคนที่จำเฉียงจื่อได้ หากสิ่งที่เจ้าพูดมาคือความจริง และคนในค่ายไม่เคยเปิดเผยใบหน้าต่อภายนอกเช่นนั้นคนที่เคยเห็นเฉียงจื่อ จะต้องเป็นคนในแน่นอน”
สิงเหล่าซื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที “ฮูหยิน เป็นไปไม่ได้ขอรับ พวกเราพี่น้องยึดถือความซื่อสัตย์ต่อกันแม้ตายก็ไม่มีทางหักหลัง ข้ายอมรับว่าที่ข้าทรยศก็เพราะรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมที่อยากฆ่าสือเลี่ยหยางนั้นไม่ผิด เพียงแต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นนั้นพวกข้าก็มีใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขอรับ”
เขาไม่อยากเชื่อว่าในหมู่พี่น้องจะมีผู้ทรยศอยู่ “อีกอย่างเพราะการล้างบางค่ายโจรก่อนหน้านี้ พี่น้องเราก็เหลือไม่มากแล้วนอกจากคนที่แยกไปตอนนั้น ไหนเลยจะยังมีผู้อื่นอีก”
เมื่อเอ่ยถึงคนที่แยกไปสิงเหล่าซื่อก็ตบหน้าตัก “ข้าคิดอยู่แล้วเชียวว่าเจ้าพวกเต่ากระดองกลุ่มนั้นไม่ใช่คนดีตอนนั้นจากไปและรับปากเสียดิบดี ตอนนี้กลับแว้งกัดกัน อกตัญญูนัก!”
เห็นได้ชัดว่าสิงเหล่าซื่อคิดว่ากลุ่มคนที่จากไปเป็นผู้นำความลับไปเปิดเผยแต่ชีเหนียงกลับไม่คิดเช่นนั้น
“เจ้าลืมไปแล้วหรือไม่ แม้แต่ช่วงเวลาสุดท้ายคนกลุ่มนั้นไม่แม้กระทั่งจะเงยหน้า หากพูดถึงเรื่องคนที่รู้จักหน้าตาเจ้า เกรงว่าคนพวกนั้นยังรู้จักมิสู้พวกข้าข้าจึงไม่คิดว่าจะเป็นพวกเขา”
อีกอย่างพวกเขาก็จากไปด้วยความเร่งรีบคงเพราะไม่อยากเกี่ยวข้องกับค่ายโจรเลี่ยหยางอีก ตอนที่จากไปจึงไร้ซึ่งความลังเลใด
แต่การจัดลำดับของค่ายโจรเลี่ยหยางค่อนข้างประหลาดสือเลี่ยหยางคือลูกพี่ใหญ่ เจ้าสามที่เป็นลูกน้องก็ตายแล้วส่วนเจ้าสี่ก็คือสิงเหล่าซื่อในตอนนี้ มีลูกพี่ใหญ่ เจ้าสามและเจ้าสี่แต่กลับไม่มีเจ้ารอง
ชีเหนียงมองสิงเหล่าซื่อก่อนจะเอ่ยถาม “ข้าจำได้ว่าเจ้าอยู่ลำดับสี่ แต่เหมือนผู้ที่อยู่อันดับสูงกว่าเจ้าข้าจะไม่เคยเห็นมาก่อน”
สิงเหล่าซื่อลุกขึ้นจากพื้นเขานั่งยองอยู่ใต้ต้นไม้มาตั้งแต่เมื่อครู่ ใช้กิ่งไม้วาดลงบนพื้นไม่รู้ว่ากำลังระบายความประหม่าในใจหรือเพราะอะไร
“เฮ้อ เจ้ารองคนนั้นตายไปเมื่อนานมาแล้ว เขาอาศัยว่ามีความรู้มากอ่านออกเขียนได้จึงได้รับความชอบจากสือเลี่ยหยาง บัญชีลับทั้งหลายของค่ายโจร ส่วนมากก็มักจะผ่านมือเขาทั้งนั้นทว่าสือเลี่ยหยางมิใช่คนที่ไว้ใจผู้อื่นถึงเพียงนั้น จึงมักจะสลับคนในการบันทึกส่วนที่เหลือเขาจัดการเอง
ตอนที่เจ้ารองตายนั้นไร้ซึ่งศพหลงเหลือข้าเองก็เคยสงสัยเช่นกัน สือเลี่ยหยางจิตใจคับแคบ คงเพราะเจ้ารองรู้เรื่องมากจนเกินไปถึงได้ตาย ส่วนการตายของเจ้ารองเป็นไปได้สูงว่าอาจเป็นฝีมือของสือเลี่ยหยาง”
ขณะที่สิงเหล่าซื่อพูดก็บอกเล่าเรื่องบัญชีออกมาลั่วจิ่งเฉินเมื่อฟังถึงตรงนี้ ก็เกิดคำถามขึ้นมา “บัญชีที่เจ้ากล่าวมา เหตุใดจึงหาไม่พบตอนตรวจสอบ?”
สิงเหล่าซื่อรู้ว่าตนเองพลั้งปากออกไปจนได้ “โอ๊ย ของแบบนั้นจะถูกเก็บไว้ได้อย่างไร แน่นอนว่าเผาไปหมดแล้วขอรับ”
“เผาจริงหรือ ไม่ได้เก็บไว้เลยหรือ?”
สิงเหล่าซื่อมีหรือจะรู้ว่าจ้าวจือชิงจัดการกับบัญชีพวกนั้นเช่นไรคงจะอ้างชื่อจ้าวจือชิงไม่ได้ อีกทั้งคนคนนั้นก็ไม่มีเหตุผลต้องทำร้ายพวกเขานี่นายิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังมีลั่วฮูหยินอยู่ด้วย แม้จ้าวจือชิงจะไม่คิดถึงพวกเขา แต่ก็น่าจะคิดถึงลั่วฮูหยินแน่นอน
“ไม่ ไม่มี…”
การตอบกลับอ้ำอึ้งเช่นนี้ทำให้พวกชีเหนียงรับรู้ได้ว่าสิงเหล่าซื่อไม่ได้พูดความจริงแน่นอน เพียงแต่เวลานี้หากถามมากไปสิงเหล่าซื่อก็คงไม่คายอะไรออกมาเพิ่มแน่นอน
จู่ๆชีเหนียงก็นึกถึงเรื่องเจ้ารองที่ตายไป “จากที่เจ้าเล่ามาเมื่อครู่หลังจากเจ้ารองตายไป พวกเจ้าก็ไม่ได้พบศพของเขาใช่หรือไม่?”
สิงเหล่าซื่อพยักหน้า “ขอรับ ตอนนั้นเราพบว่าเจ้ารองหายไป จึงหากันข้ามคืนสุดท้ายพบรองเท้าเปื้อนเลือดหนึ่งข้างของเขาอยู่ตรงขอบเหวด้านหลังเขาแล้วยังมีเศษผ้าที่ถูกฉีกทิ้งไว้ด้วย”
ด้านหลังเขาเต็มไปด้วยอันตรายเขาก็รู้ดีว่าหากตกลงไป ต้องตายอย่างแน่นอน ดังนั้นพวกเขาจึงแน่ใจว่าเจ้ารองตายที่ใต้หุบเหวแล้วแน่นอนแม้ว่าตอนนั้นสือเลี่ยหยางจะแสดงท่าทีเศร้าโศกออกมา แต่สายตาของสือเลี่ยหยางกลับไม่มีความเสียใจแม้แต่น้อยตรงกันข้ามกลับดูโล่งอกมากกว่า
แน่นอนว่าคำพูดนี้เขาไม่กล้าบอกกับผู้ใดตอนนั้นสือเลี่ยหยางมีอำนาจในค่ายโจรเป็นอย่างมาก ความสงสัยมีแต่จะนำภัยมาสู่ตัวเองแต่ตอนนี้พูดได้แล้วเพราะไม่มีใครควบคุมเขาอีกต่อไป
“ตอนนั้นที่เจ้ารองตายไป สือเลี่ยหยางแค่แสร้งทำเป็นเสียใจ พอเวลาผ่านไป ก็รับตัวภรรยาของเจ้ารองมาเป็นภรรยาของตนเองดังนั้นข้าถึงได้บอกว่าการตายของเจ้ารอง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นฝีมือของเขา”
สำหรับภรรยาของเจ้ารองชีเหนียงรู้สึกว่าช่างโผล่มาอย่างน่าแปลกประหลาดนัก “ที่ผ่านมาค่ายโจรของพวกเจ้าไร้สตรี ไม่มีภรรยามิใช่หรือ?” มีเพียงคนที่ถูกลักพาตัวมาเพียงแต่สตรีส่วนมากที่ถูกลักพาตัวมาล้วนคือสาวพรหมจรรย์ หลังถูกข่มเหงก็คงเลือกที่จะฆ่าตัวตายส่วนคนที่ยังเหลือรอด ก็มักถูกทรมานจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน
“เฮ้อ ภรรยาเจ้ารองเป็นคนที่ติดตามเขามาเองตอนนั้นเจ้ารองมาอยู่บนเขาก็มีหญิงสาวติดตามมาด้วยหนึ่งคน แต่จะว่าไปก็แปลก ท่าทีของเจ้ารองที่มีต่อสตรีผู้นั้นค่อนข้างแปลกเขาเหมือนจะดีนางมาก ทั้งรักและตามใจทุกอย่าง แต่พวกเราต่างรู้กันดีว่าผู้หญิงของเจ้ารองไม่ยอมขึ้นเตียงกับเขาเลยสักครั้ง
คนในค่ายต่างก็ถกเถียงกันว่าเจ้ารองอาจจะไม่เอาไหนกับเรื่องอย่างว่าจึงทำให้สตรีผู้นั้นไม่สนใจไยดีเขา ทั้งยังมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่สตรีผู้นั้นกลับไม่ยอมจากเจ้ารองไปไหน”
-----