หลินชุ่ยหงไม่ได้แสดงท่าทีดีอกดีใจนักที่เห็นหลินกั๋วเซิ่งโผล่หน้ามา
พวกเขาเป็นพี่น้องแม่เดียวกัน สูญเสียแม่ไปในวัยเด็ก ทั้งคู่เคยต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทั้งยังช่วยดูแลหลินชุ่ยอิง น้องสาวคนเล็ก เมื่อแม่เลี้ยงเข้ามาอยู่ในบ้าน พวกเขายิ่งหวาดหวั่นว่าจะถูกกลั่นแกล้ง จึงยิ่งเกาะกลุ่มกันเพื่อสร้างความอบอุ่น และระมัดระวังตัวเป็นพิเศษต่อหน้าแม่เลี้ยง หลังอยู่ด้วยกันได้ระยะหนึ่งและรับรู้ได้ว่าแม่เลี้ยงเป็นคนดี พวกเขาจึงค่อยๆ เปิดใจ
ต่อมาเมื่อหลินกั๋วผิงและหลินกั๋วอันเกิดมา ในฐานะพี่สาวและพี่ชายคนโต พวกเขาก็ช่วยดูแลน้องชายต่างแม่เป็นอย่างดี
เมื่อเติบใหญ่และแยกย้ายไปมีครอบครัวของตนเอง ความสนิทสนมก็เจือจางลง พวกเขาเปลี่ยนจากคนในครอบครัวเดียวกัน กลายเป็นคนละครอบครัว
เดิมทีหลินชุ่ยหงกับหลินกั๋วเซิ่งมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นที่สุดในหมู่พี่น้อง แต่หลังจากเธอถูกทางการปรับเงินเนื่องจากมีลูกเกินโควตา หลินกั๋วเซิ่งกลับไม่ได้ยื่นมือช่วยเหลืออย่างเต็มที่เช่นที่หลินกั๋วผิงและหลินกั๋วอันทำ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหลินกั๋วเซิ่งที่เคยดูแลกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยก็ร้าวฉานนับแต่นั้น
หลังจากนั่งจิบชาอยู่ครู่หนึ่ง หลินกั๋วเซิ่งจึงเอ่ยปากบอกธุระ
พอหลินชุ่ยหงทราบว่าวันนี้หลินกั๋วเซิ่งมาเพื่อขอให้เธอช่วยไปรับภรรยาของเขากลับจากบ้านแม่ยาย สีหน้าของเธอก็พลันมืดครึ้มลงทันใด “ในเมื่อแกไปง้อตั้งสามครั้งแล้ว ก็ถือว่าให้เกียรติมากพอแล้ว ถ้าเธอไม่อยากกลับมา ก็ปล่อยให้อยู่บ้านแม่เธอต่อไปนั่นแหละ ฉันอยากจะดูเหมือนกันว่าจะอยู่ได้สักกี่น้ำ?”
หวังเจี้ยนเช่อรู้สึกว่าภรรยาพูดเช่นนี้ออกจะไม่เหมาะสมนัก “ชุ่ยหง ในเมื่อกั๋วเซิ่งมาขอให้ช่วยแล้ว เธอก็รีบไปเป็นเพื่อนเขาที่บ้านตระกูลจางเสียหน่อยเถอะ จะได้รีบรับน้องสะใภ้กลับมา อย่าปล่อยให้เรื่องมันยืดเยื้อจนชาวบ้านเขาหัวเราะเยาะเอาได้”
แม้ว่าหวังเจี้ยนเช่อจะไม่ค่อยชอบหน้าผัวเมียคู่นี้สักเท่าไหร่ แต่เขาก็ยังคิดว่าหากผ่อนปรนกันได้ก็ควรทำไป ไม่จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อยกันในหมู่ญาติมิตร
หลินชุ่ยหงแค่นเสียงเบาๆ ไม่แยแสความหวังดีของสามี “กั๋วเซิ่ง ฉันว่าแกน่ะตามใจจางเสี่ยวเสียมากเกินไปแล้ว ตั้งแต่ที่หล่อนแต่งเข้าบ้านตระกูลหลินของเรา แกบอกมาซิว่าฉันกับชุ่ยอิงเคยกลับไปกินขนมบ้านแกสักชิ้น หรือดื่มน้ำสักแก้วไหม? ตอนแม่เรายังอยู่ก็เรื่องหนึ่ง ตอนนี้แม่ไม่อยู่แล้ว ฉันกับชุ่ยอิงกลับมาบ้านเก่าก็ต้องพึ่งพาบ้านแกเป็นธรรมดา แต่จางเสี่ยวเสียล่ะ? กลัวว่าพวกฉันสองพี่น้องจะไปแย่งข้าวของแกกิน โชคดีที่น้องรองกับน้องสามยังไม่มีเมีย ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อย ถ้าพวกเขามีเมียแล้วเกิดคิดหยุมหยิมขึ้นมา พวกฉันสองพี่น้องกลับมาบ้านเก่าแล้วจะไม่ต้องอดตายหรือไง?”
พอถูกพี่สาวตอกหน้าและด่ากระทบเมียตัวเองตรงๆ หลินกั๋วเซิ่งก็ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่แสดงสีหน้าละอายใจ “พี่ใหญ่ครับ ที่ผ่านมาผมผิดไปแล้วจริงๆ ผมสัญญาว่าต่อไปจะไม่เป็นแบบนี้อีกแล้ว คราวนี้ผมขอให้พี่ช่วยไปรับเสี่ยวเสียกลับมาด้วยเถอะครับ ถ้าเธอไม่กลับมา ผมกับหงจวินก็คงต้องไปอาศัยข้าวน้องรองกินแล้ว ผมทำกับข้าวไม่เป็น อย่างน้อยผมก็ยังพอกินอะไรง่ายๆ ไปมื้อๆ ได้ แต่ข้าวสามมื้อของหงจวินจะให้กินกันตายไปวันๆไม่ได้นะครับ”
แม้ว่าหลินกั๋วเซิ่งจะพูดด้วยท่าทีน่าสงสารเพียงใด หลินชุ่ยหงก็ยังคงไม่สะทกสะท้าน “ฉันไม่มีวันไปอ้อนวอนเมียแกหรอก แกอยากไปก็ไปเอง ฉันว่าปล่อยให้อยู่แบบนั้นแหละ จะได้รู้สำนึก ฉันอยากจะดูเหมือนกันว่าจะอยู่ที่บ้านแม่มันได้นานแค่ไหน กั๋วเซิ่ง ไม่ใช่ว่าฉันจะว่าอะไรแกนะ ถึงแม้ว่าครั้งนี้แกตีเมียมันจะไม่ถูกก็จริง แต่ฉันว่าจางเสี่ยวเสียสมควรโดนสั่งสอนบ้างจริงๆ แกต้องทำให้มันรู้ว่าแกไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกง่ายๆ ต่อไปมันจะได้ไม่กล้าหืออีก”
เห็นได้ชัดว่าหลินชุ่ยหงกำลังสาดน้ำมันเข้ากองไฟ ราวกับต้องการให้เรื่องยิ่งบานปลาย
อย่างไรก็ตาม ในฐานะสตรีผู้หนึ่ง เธอคิดว่าผู้หญิงที่แต่งงานมาหลายปีและมีลูกให้สามีถึงสองคน ตราบใดที่ไม่ได้มีใจคิดนอกลู่นอกทาง ก็คงไม่มีทางปักหลักอยู่บ้านแม่ได้ตลอดไปหรอก
ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องซมซานกลับมาเอง
หากทางบ้านสามีให้ความสำคัญกับการหนีกลับบ้านแม่ของเธอมากเกินไป ก็จะยิ่งทำให้ฝ่ายภรรยาไม่เห็นหัวสามีและคนในครอบครัวสามี
นี่คือประสบการณ์ที่หลินชุ่ยหงสรุปได้หลังจากสวมบทบาทลูกสะใภ้มาหลายปี
ไม่ว่าหลินกั๋วเซิ่งจะง้อเมียแกหรอก หลินชุ่ยหงก็ไม่ยอมไปกับเขาเพื่อรับจางเสี่ยวเสียกลับมา
หลินกั๋วเซิ่งไม่ได้อยู่กินข้าวเย็นด้วยซ้ำ เขากลับบ้านไปด้วยความหัวเสีย
หวังเจี้ยนเช่อรู้สึกว่าภรรยาของตนใจดำเกินไปหน่อย หลังจากหลินกั๋วเซิ่งจากไป เขาจึงเอ่ยปากตำหนิ “เธอทำแบบนี้มันเกินไปหน่อยนะ กั๋วเซิ่ง เขาก็ลำบากแย่แล้ว”
หลินชุ่ยหงแสดงสีหน้าไม่แยแส “เขาลำบาก แล้วใครมันสุขสบายกันล่ะ? ตอนที่บ้านเราลำบากเลือดตาแทบกระเด็น เขาดันกลัวเมีย ไม่ยอมให้เราหยิบยืมเงิน ถ้าไม่ได้น้องรอง น้องสาม และชุ่ยอิงยื่นมือเข้ามาช่วยอย่างเต็มที่ ชีวิตพวกเราจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ของจากบ้านเราไปบ้านเขาไม่น้อยเลย พวกเราเคยได้กินขนมสักชิ้น หรือดื่มน้ำสักแก้วจากบ้านเขาไหม? ในเมื่อหลินกั๋วเซิ่งกลัวเมียถึงขนาดนั้น ก็รับผิดชอบจัดการเรื่องที่ตัวเองก่อให้เมียโกรธหนีไปเองก็แล้วกัน มันจะมีเรื่องง่ายๆ แบบนั้นได้อย่างไร ตอนที่รักกันกับเมียดีๆ ก็โยนพี่น้องไปไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ พอครอบครัวพี่น้องมีปัญหา ก็ทำเป็นนึกถึงพี่น้องขึ้นมาเพราะอยากเอาใจเมีย เดี๋ยวพอน้องรองน้องสามมีเมีย ก็ไม่รู้จะเป็นแบบมันรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ ตอนที่บ้านเราลำบากที่สุด สองคนนั้นช่วยเราเต็มที่ บุญคุณนี้ตายไปฉันก็ไม่ลืม”
หลินกั๋วเซิ่งกลับบ้านไปทั้งที่ยังหัวเสีย
เขาคาดไม่ถึงว่าพี่สาวคนโตที่เคยรักใคร่เอ็นดูเขามาตลอด จะมีวันที่ใจดำอำมหิตได้ถึงเพียงนี้
ส่วนเรื่องจะไปขอความช่วยเหลือจากหลินชุ่ยอิงหรือไม่นั้น หลินกั๋วเซิ่งไม่แม้แต่จะคิด
เดิมทีหลินชุ่ยอิงก็สนิทสนมกับหลินกั๋วผิงและหลินกั๋วอันมากกว่าเขาอยู่แล้ว หลังจากจางเสี่ยวเสียแต่งเข้ามา เพราะความขัดแย้งต่างๆ นานา ถึงขั้นที่แม่สามีกับลูกสะใภ้เคยมีเรื่องบาดหมางกัน ครั้งนั้นหลินกั๋วเซิ่งเลือกที่จะเข้าข้างภรรยา หลินชุ่ยอิงจึงค่อยๆ ตีตัวออกห่างจากเขา
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าหลินชุ่ยอิงจะกลับมาเยี่ยมบ้าน ก็จะแวะไปที่บ้านของหลินกั๋วเซิ่งด้วย แต่เป็นแค่การรักษาหน้ากันไปตามมารยาทเท่านั้น เป็นความสัมพันธ์แบบที่เรียกว่า “สนิทแต่มีระยะห่าง เหินห่างแต่ไม่ละเลย”
วันรุ่งขึ้นหลังจากกินอาหารเช้าแล้ว หลินกั๋วเซิ่งก็พาเด็กๆ ไปที่บ้านพ่อตาแม่ยายอีกครั้ง
“แม่คะ กลับไปกับพวกเราเถอะค่ะ หรือว่าแม่จะอยู่บ้านคุณตาคุณยายไปตลอดชาติเลยหรือไง?” หลินหงเหมยเอ่ยอย่างไม่ไว้หน้า เธอไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นแม่กลับไปบ้านเกิด เมื่อก่อนพ่อมาง้อแค่ครั้งเดียวแม่ก็กลับแล้ว นี่มันอะไรกัน มาง้อตั้งหลายครั้ง ยอมลงให้ขนาดนี้แล้วยังจะเล่นตัวอยู่อีก
หลินหงจวินก็ไม่พอใจแม่เช่นกัน เขาไม่เต็มใจที่จะอยู่ที่บ้านคุณยาย เพราะคุณยายมักจะเก็บของดีๆ ไว้ให้หลานชายคนอื่น กินอยู่บ้านตัวเองยังไงก็ดีกว่าเป็นไหนๆ
แต่แม่ไม่กลับไปก็ไม่มีใครทำอาหารให้เขากิน ซักเสื้อผ้าให้เขา
ถ้าพ่ออารมณ์ไม่ดีก็จะพาลมาตีเขา
ในเวลานี้หลินกั๋วเซิ่งก็รู้สึกเบื่อหน่ายเต็มที “ในเมื่อไม่อยากกลับ ก็อยู่ที่นี่ต่อไปเถอะ หงเหมยกับหงจวินก็ไม่ต้องกลับเหมือนกัน ยังไงฉันก็ทำกับข้าวเลี้ยงแกสองคนไม่เป็น ให้แม่แกกับคุณตาคุณยายเลี้ยงไปก็แล้วกัน!”
หลินกั๋วเซิ่งที่กำลังเหนื่อยหน่ายถึงขีดสุด ตัดสินใจยื่นคำขาดเสียงแข็ง
พ่อแม่ของจางเสี่ยวเสียเห็นลูกเขยคราวนี้ไม่ได้มีท่าทีอ่อนลงหรือง้อเหมือนเคย ก็รู้ว่าเขาคงจะมาเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ
สองคนตายายเลยต้องรีบกล่อมลูกสาวให้ยอมกลับไปแต่โดยดี อย่าได้ถือโทษโกรธเคืองกับลูกเขยอีกเลย
พวกพี่สะใภ้น้องสะใภ้ในบ้าน เห็นเธอมาอาศัยอยู่บ้านเดิมไม่ยอมกลับ ก็เริ่มเปลี่ยนจากท่าทีเกรงอกเกรงใจในตอนแรก มาเป็นความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
พวกสะใภ้ในบ้านต่างก็ถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของบ้าน ต่อให้ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่สามี แต่ก็ไม่พอใจที่เห็นพี่สาวน้องสาวของสามีหอบลูกเต้ากลับมาอยู่ยาวๆ แบบนี้
จางเสี่ยวเสียเริ่มอยู่ยาก ไม่อาจอยู่ที่บ้านแม่ต่อไปได้ จึงจำใจต้องกลับบ้านสามีด้วยความไม่เต็มใจนัก
พอจางเสี่ยวเสียกลับมา หลินกั๋วเซิ่งหมดข้ออ้างที่จะพาเด็กๆ ไป กินข้าวฟรีที่บ้านของหลินกั๋วผิงอีก
พวกเขาไม่ได้มาฝากท้องที่บ้านนี้อีกเลย ทิงเสวี่ยเห็นแล้วดีใจจนแทบอยากจะจุดประทัดฉลอง เธอรู้สึกว่าการที่ป้าสะใภ้อยู่บ้านตัวเองน่ะดีที่สุดแล้ว
ถึงแม้จางเสี่ยวเสียจะมีข้อเสียร้อยแปดพันเก้า แต่อย่างน้อยการมีเธออยู่บ้าน ก็ทำให้หลินกั๋วเซิ่งและลูกๆ ทั้งสองมีอาหารร้อนๆ กิน ไม่ต้องหอบท้องไปพึ่งคนอื่น
เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน เผลอแป๊บเดียวก็ใกล้จะสิ้นปีอีกแล้ว
หินที่ใช้สร้างบ้านของหลินกั๋วอันขุดเตรียมไว้เกือบครบแล้ว แถมเขายังทยอยซื้อปูนขาว ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง เหล็กเส้น และไม้ ที่จำเป็นสำหรับการสร้างบ้านมาเรียบร้อย รอเพียงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเมื่ออากาศอุ่นขึ้นก็จะเริ่มลงมือก่อสร้าง
ก่อนถึงเทศกาลตรุษจีน หลินกั๋วอันได้ขายหมูอ้วนท้วนน้ำหนักกว่าสองร้อยจินไปสิบกว่าตัว
ปีหน้ายังมีค่าใช้จ่ายอีกมากที่ต้องใช้ในการสร้างบ้าน ดังนั้นหลินกั๋วอันจึงไม่ได้นำเงินที่ได้จากการขายหมูไปฝากธนาคาร
หลังจากปิดเทอมฤดูหนาวแล้ว ทิงเสวี่ยและฉินหยวนเฟิง หวังกัง และหลินฉางจื้อยังคงทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาต่อไป
ภาคเรียนนี้ทิงเสวี่ยยังคงครองที่หนึ่งของระดับชั้น ตามมาด้วยฉินหยวนเฟิงที่ได้ที่สาม หวังหย่าจิ้งได้ที่แปด และหวังกังรั้งอันดับที่สิบ ส่วนหลินฉางจื้อยังคงรักษาระดับกลางๆ เอาไว้ได้ เขาพยายามอย่างสุดความสามารถแล้วจริงๆ
แต่หากยังรักษาระดับกลางๆ นี้ไว้ได้ การสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายในปีหน้าก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
หลินกั๋วผิงเคยสัญญาว่าจะซื้อจักรยานแบบผู้หญิงให้ลูกสาว เดิมทีว่าจะซื้อให้ปีหน้า แต่เมื่อทิงเสวี่ยยังคงสอบได้อันดับหนึ่งในครั้งนี้ เธอจึงขอจักรยานคันใหม่เอี่ยม
เป็นรางวัลล่วงหน้า หลังจากปิดเทอมได้ไม่นาน หลินกั๋วผิงก็พาทิงเสวี่ยไปเลือกซื้อจักรยานในตัวอำเภอ
พอขายของจนหมดแล้ว" ทิงเสวี่ยก็นัดหลินฉางจื้อ ฉินหยวนเฟิง และหวังกัง ขี่จักรยานไปเที่ยวในตัวอำเภอด้วยกัน
แม้การนั่งรถจะสบายกว่า แต่ก็ไม่ได้สัมผัสถึงความรู้สึกอิสรเสรีของการได้ปั่นจักรยานด้วยตนเอง
เมื่อพวกเขาไปถึงตัวอำเภอ ก็ได้นัดหวังหย่าจิ้งออกมา
บังเอิญว่าหวังหย่าจิ้งก็ได้จักรยานคันใหม่เอี่ยมมาเช่นกัน เป็นรุ่นเดียวกับของทิงเสวี่ยไม่มีผิดเพี้ยน
“พวกเราจะไปเที่ยวที่ไหนกันดี?” หวังหย่าจิ้งถามด้วยความลังเลเล็กน้อย
ทิงเสวี่ยยืดอกตอบอย่างมั่นใจ “ฉันเชี่ยวชาญแถวนี้ที่สุด พวกนายตามฉันมาก็แล้วกัน อยากไปไหนเดี๋ยวพาไป”
หวังหย่าจิ้งครุ่นคิดอย่างจริงจังแล้วเอ่ยว่า ในตัวอำเภอไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไรนัก สู้พวกเราไปตกปลาที่ทะเลสาบอวิ๋นเหมิงกันดีกว่าไหม
พอได้ยินว่าจะไปตกปลาที่ทะเลสาบอวิ๋นเหมิง หลินฉางจื้อก็เบ้ปากใส่หวังหย่าจิ้ง “ฉันได้ยินมาว่าน้ำในทะเลสาบอวิ๋นเหมิงกลายเป็นน้ำแข็งหมดแล้ว จะไปตกปลาอะไรได้ ตกได้แต่น้ำแข็งล่ะสิไม่ว่า”
หวังหย่าจิ้งเม้มปากใส่หลินฉางจื้อ “นายไม่รู้อะไร ก็เพราะน้ำในทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็งนี่แหละ ถึงจะตกปลาได้สนุกยังไงล่ะ!”
หวังหย่าจิ้งพูดไม่ทันขาดคำ หวังกังก็รีบเสริมขึ้นว่า ถ้าหากน้ำแข็งในทะเลสาบอวิ๋นเหมิงไม่หนานัก พวกเราก็เจาะน้ำแข็งตกปลาได้ แต่ถ้ามันหนามาก พวกเราก็ขี่จักรยานเล่นบนผิวน้ำแข็งได้เลยนะ ฉันได้ยินมาว่าการขี่จักรยานบนน้ำแข็งน่ะสนุกสุดยอดไปเลย!
สำหรับข้อเสนอของหวังกัง หวังหย่าจิ้งเป็นคนแรกที่ยกมือสนับสนุน “ดีเลย! เยี่ยมไปเลย!”
ฉินหยวนเฟิงและหลินฉางจื้อก็ไม่มีความเห็นใดๆ
ทิงเสวี่ยไม่ได้สนใจการตกปลาหรือการขี่จักรยานบนผิวน้ำแข็งเป็นพิเศษ แต่เมื่อเสียงส่วนน้อยต้องคล้อยตามเสียงส่วนใหญ่ เธอก็เลยตกปากรับคำไปด้วย
ดังนั้นทั้งห้าคนจึงขี่จักรยานออกจากตัวอำเภอ ไปตามถนนลาดยางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงทะเลสาบอวิ๋นเหมิง
ทะเลสาบอวิ๋นเหมิงตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของแม่น้ำสองสาย เดิมทีชาวบ้านเรียกกันว่าอ่างเก็บน้ำอันตี่ ที่นี่เป็นทะเลสาบเทียมที่ใหญ่เป็นอันดับสองของมณฑล ยามเมื่อมองออกไปจะเห็นผืนน้ำกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา สมกับที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญของคนในพื้นที่ ไม่แปลกใจเลยที่มันจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในยามนี้